เคยเปรียบเทียบกับคนอื่นหรือไม่
 
มะลิ
วันที่  6 ม.ค. 2550
หมายเลข  2604
อ่าน  545
บางครั้งเราก็รู้สึกว่าทำไมทั้งอ่านหรือฟังธรรมแต่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าคนอื่นๆ (ชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น)   ทำให้รู้สึกท้อเป็นบางครั้ง  มีใครเคยเป็นแบบนี้ไหม


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
study
วันที่ 7 ม.ค. 2550

เป็นธรรมดาของผู้มีกิเลส     เมื่อมีปัจจัยย่อมเกิดโลภะ โทสะ โมหะ มานะ อิสสาริษยา ความตระหนี่ เป็นต้น  เพราะยังละกิเลสเหล่านี้ยังไม่ได้  เมื่อมีปัจจัยกิเลสเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นกระทำกิจการงาน    แต่ทั้งหมดเป็นแต่เพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ตัวเรา ที่สำคัญเมื่อศึกษายังไม่เข้าใจควรพยายามศึกษาต่อไปการท้อแท้ท้อถอย   ไม่มีประโยชน์อะไร   คนอื่นฟังธรรมเข้าใจได้   เราก็ต้องฟังธรรมเข้าใจได้เหมือนกัน

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
devout
วันที่ 7 ม.ค. 2550

คงไม่ใช่แต่เรื่องธรรมนะคะ     เรื่องอื่นเราก็คงเคยเปรียบเทียบมาแล้วเหมือนกัน    เป็นธรรมดาค่ะ     ถ้ายังมีความเป็นเรา  เป็นของเราอยู่  ควรศึกษาพระธรรมต่อไปให้มีความเข้าใจมากขึ้น      จิตย่อมน้อมไปในทางกุศลเพิ่มขึ้น   ปัญญาที่เกิดจากการฟังและการพิจารณา จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิดง่ายและไวขึ้นค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
pornpaon
วันที่ 7 ม.ค. 2550

ขออนุโมทนาค่ะ           เคยคิดเปรียบเทียบ แต่ไม่เคยถอยค่ะ เพราะเข้าใจว่าการถางป่าชัฏ ( ความตั้งใจค่อยๆ ขัดเกลากิเลส )ด้วยมือตัวเองกับพร้าอีกหนึ่งด้ามนั้น ( พระธรรมคำสอน ) ต้องใช้เวลามาก อดทน ตั้งใจ  ถากถางกันมาตลอดทั้งชีวิต ก็ยังไม่แน่ว่าป่าจะเตียนไปได้สักกี่ตารางวา  อาจจะต้องตายแล้วตายอีก เกิดแล้วเกิดอีก เพื่อมาถางป่าเดิมนั้นแหละให้มันเตียน ไม่เหลือแม้แต่รากของหญ้าสักต้น   ขอเป็นกำลังใจให้ตั้งใจต่อไปนะคะ    ท้อแท้ได้แต่อย่าท้อถอยเลยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 7 ม.ค. 2550

ฟังธัมมะเพื่ออะไร ก็เพื่อเข้าใจ ไม่ใช่อย่างอื่น โลภะจะคอยแทรกเข้ามาเสมอ หวังผลในการศึกษาบ้าง  เร่งรัดอยากได้ผลของการอบรม หรือคิดว่าเมื่อไรสติจะเกิดซักที   แต่ถ้าฟังเพื่อเข้าใจเท่านั้น   ก็จะไม่มีปัญหาเดือดร้อน   เพราะเข้าใจว่า ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย เมื่อยังไม่เข้าใจ จะทำให้เข้าใจก็ไม่ได้     เมื่อเข้าใจว่าทุกอย่างเกิดแต่เหตุปัจจัยก็จะศึกษาธัมมะด้วยความเบาไม่หนัก    ถ้าศึกษาผิด   ก็จะเริ่มหนัก    คิดว่าตรงนี้เรายังไม่รู้  ต้องรู้ให้ได้   ไม่เป็นไปเพื่อละคลายกิเลสเลย   แต่ถูก กิเลส คือโลภะ   แฝงมาอีกแล้วโดยไม่รู้ตัวแม้แต่เรื่องการศึกษา ดังนั้น โลภะจึงเป็นเครื่องเนิ่นช้า อย่างหนึ่งในการรู้แจ้งอริยสัจธรรมครับ        สุดท้ายก็ต้องกลับมาเริ่มต้นอีกเหมือนเดิมและถามตัวเองว่าศึกษาธัมมะเพื่ออะไร

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
มะลิ
วันที่ 7 ม.ค. 2550

ขออนุโมทนาในคำตอบของทุกท่านค่ะ จะพยายามต่อไป

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 8 ม.ค. 2550

อย่าท้อแท้นะค่ะ  อดทนฟังต่อไปค่ะ  แล้ววันหนึ่งจะเข้าใจค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ละอ่อนธรรม
วันที่ 9 ม.ค. 2550

         ยอมรับว่ามีการเผลอเปรียบเทียบบ้างครับ แต่เปรียบเทียบกับคนที่ไม่มีโอกาสได้รู้ได้เข้าใจในพระธรรมของพระพุทธเจ้าเหมือนอย่างเรา     บางครั้งก็อดเปรียบเทียบกับคนที่ร่ำรวยเงินทองโชคลาภวาสนามากกว่าผม   แต่ว่าผมรู้สึกปลื้มใจเหลือเกินที่โชคดีในเรื่องการได้มาเรียนรู้เข้าใจในพระธรรมมากกว่าเค้า       และไม่เคยนึกน้อยใจในโชควาสนาของตัวเองที่ไม่ได้ร่ำรวยลาภยศเงินทองเท่ากับเค้า  เพราะถึงเค้าจะเอาเงินทองที่มีอยู่ทั้งหมดมาแลกกับความเข้าใจและโอกาสในการเรียนรู้พระธรรมกับผม  ผมก็คงไม่ยอมแลกด้วยเพราะทุกวันนี้สุขใจเหลือเกินและคิดว่าตัวเองโชคดีเหลือเกิน  โชคดีกว่าใครอีกหลายๆ พันล้านคนทั่วโลก โชคดีที่ได้เกิดเป็นคนไทย โชคดีที่ได้เกิดในศาสนาพุทธ โชคดีที่ได้มาเรียนรู้ศึกษาพระธรรม   โชคดีที่ได้รู้จักเว็บบ้านธัมมะ  โชคดีที่ได้ฟังธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์   โชคดีที่ได้เข้าใจพระธรรมมากขึ้น    โชคดีที่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมหรือการให้ผลของกรรมว่ามีจริง โชคดีอย่างที่เอาเงินมากมายมหาศาลเท่าใดมาแลกความโชคดีเหล่านี้ไปทั้งหมด  ผมก็คงจะไม่ยอม         แต่ไม่ค่อยจะได้เปรียบเทียบระหว่างคนที่ศึกษาธรรมด้วยกันว่า ใครจะรู้มากรู้น้อยกว่ากัน เพราะผมเองเห็นคนอื่นได้รู้ธรรมมากกว่าเรา  ก็มักจะยินดีอนุโมทนาด้วยทุกครั้งและผมเองเชื่อว่า  หลายๆ คนก็จะเป็นเช่นนี้ คือ มักจะยินดีถ้าได้รู้ว่าใครได้มีโอกาสเข้ามาสู่พระธรรมหรือได้มีโอกาสมาเรียนรู้หรือฟังธรรมมากขึ้น        บางคนถึงกับกุลีกุจอหาหนังสือมาให้อ่าน   หาลิ๊งค์มาให้ดาวน์โหลดคลิปบรรยายธรรม ฯลฯ     เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่มักไม่เห็นใครหวงกันความรู้กัน   แต่มักจะส่งเสริมกันและกัน และยินดีที่ผู้อื่นได้มีโอกาสเรียนรู้ศึกษาธรรมเหมือนกับเรา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ