ผู้ที่ไม่ได้ทำสมาธิ/ไม่ได้นั่งสมาธิ สามารถบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคลได้หรือเปล่าครับ
 
chaiyakit
chaiyakit
วันที่  27 พ.ย. 2557
หมายเลข  25836
อ่าน  5,054

ผู้ที่ไม่ได้ทำสมาธิ/ไม่ได้นั่งสมาธิ หรือไม่ได้ฌาณ ไม่ได้ญาณใดๆ สามารถบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคลได้หรือเปล่าครับ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 27 พ.ย. 2557

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ธรรมเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง   ผู้ที่ศึกษาพระธรรมโดยละเอียดรอบคอบย่อมได้สาระจากพระธรรมวินัย

     โดยมากจะเข้าใจกันว่า การเจริญสติปัฏฐานจะต้องเจริญสมถภาวนาก่อน คือ  อบรมให้ได้ฌานจึงจะเจริญสติปัฏฐานได้ ดังนั้นเรามาเข้าใจคำว่า  สมถะที่ควบคู่กับการเจริญวิปัสสนา คืออย่างไรครับ

     สมถะ กับสมถกรรมฐาน (สมถภาวนา) ไม่เหมือนกันนะครับ  ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน  สมถะ หมายถึง สภาพธรรมที่สงบ สงบจากกิเลส   ส่วนสมถภาวนา หมายถึง การอบรมเจริญความสงบจากกิเลส     มีการเจริญพุทธานุสสติ เป็นต้น     จะเห็นนะครับว่าต่างกัน  สมถะ คือ สภาพธรรมที่สงบจากกิเลสขณะนั้น    คำถามจึงมีว่าจำเป็นไหมจะต้องเจริญสมถภาวนาก่อนถึงจะเจริญวิปัสสนาได้ คำตอบคือไม่จำเป็น       เพราะสมถภาวนาและวิปัสสนานั้นเป็นคนละส่วน   แยกกันเลยครับ   ผู้ที่อบรมสมถภาวนา เช่น เจริญฌาน แต่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องการเจริญวิปัสสนา หรือหนทางการรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ แม้จะได้ฌาน    แต่ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงและไม่มีทางบรรลุธรรมได้เลยครับ ดังเช่น พวกฤาษี ดาบส อาจารย์พระโพธิสัตว์ มี อาฬารดาบส อุททกดาบส  ก็อบรมสมถภาวนา  ได้ฌานแต่ไม่รู้หนทางการดับกิเลส  ไม่เข้าใจการเจริญวิปัสสนา ก็ไม่บรรลุอะไรเลยครับ แต่ผู้ที่อบรมเจริญวิปัสสนาอย่างเดียว แต่ไม่ได้อบรมสมถภาวนาได้บรรลุธรรมมีไหมครับ คำตอบ คือ  มี   มีมากด้วยครับ ดังเช่น นางวิสาขา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านบรรลุธรรมโดยการเจริญสมถภาวนาก่อนไหมครับ คำตอบคือไม่ แต่ท่านฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้า    ปัญญาที่เคยสะสมการเจริญวิปัสสนา หรือการรู้ความจริงในสภาพธรรมในอดีตชาติ ก็เกิดขึ้นรู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไมใช่เรา  ทำให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของสภาพธรรมและเป็นอนัตตาครับ  ซึ่งการเจริญสมถภาวนาไม่สามารถรู้ความจริงเช่นนี้ได้เลยครับ

     ดังนั้นประเด็นคือ  ไม่จำเป็นจะต้องเจริญสมถภาวนาก่อนถึงจะเจริญวิปัสสนาภาวนาได้ครับ   หากมีคำแย้งว่าต้องมีสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไปเป็นธรรมคู่กัน  ตามที่ผมได้อธิบายแล้วว่าสมถะ กับ สมถภาวนา นั้นต่างกัน    สมถะ หมายถึง สภาพธรรมที่สงบจากกิเลส ซึ่งพระพุทธเจ้าได้แสดงองค์ของสมถะและวิปัสสนาว่าเป็นอย่างไรบ้างดังนี้

     มรรคมีองค์ 8  มีสัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ    นี่คือการเจริญมรรค อันเป็นหนทางดับกิเลสคือวิปัสสนานั่นเองครับ คำถามมีว่ามรรคมีองค์ 8 มีสมถะหรือเปล่าครับ หรือมีแต่วิปัสสนาอย่างเดียว   คำตอบคือมีทั้งองค์ธรรมของสมถะและมีวิปัสสนาด้วย      พระพุทธเจ้าแสดงธรรมที่เป็นคู่กันในการอบรมปัญญา คือ สมถะและวิปัสสนา   ดังนั้นในอริยมรรคมีองค์ 8 ตามที่กล่าวมา  มีทั้งสมถะและวิปัสสนาด้วย  มีอย่างไร    พระพุทธเจ้าแสดงว่า ฝ่ายของวิปัสสนา มี 2 อย่างคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ นี่คือฝ่ายวิปัสสนา    ส่วน  6   ประการหลังคือ สัมมาวาจา...สัมมาสมาธิ เป็นฝักฝ่ายของสมถะนั่นเองครับ

     แม้ขณะที่เจริญวิปัสสนา เจริญมรรคอย่างเดียว ไม่ได้เจริญสมถภาวนาก่อน  หรือไม่ได้เจริญสมถภาวนาเลย  ขณะที่เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวก็มีทั้งสมถะและวิปัสสนาเกิดพร้อมกันอยู่แล้วครับ ยกตัวอย่างเช่น   ขณะที่สติเกิดระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา    ขณะนั้นมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ  สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เกิดพร้อมกัน       ถามว่ามีสมถะไหมในขณะนั้น   มีครับ คือ สัมมาวายามะ  สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เป็นฝักผ่ายของสมถะ คือ  สภาพธรรมที่สงบจากกิเลส  และมีฝักผ่ายวิปัสสนาในขณะนั้นด้วยคือ สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะครับ

     เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ....มรรคหรือสติปัฏฐาน เป็นทั้งสมถและวิปัสนนา  

     จะเห็นนะครับว่าขณะที่สติปัฏฐานเกิดที่เป็นการเจริญวิปัสสนาอย่างเดียว มีทั้งสมถะและวิปัสสนาเกิดพร้อมกันอยู่แล้ว   ดังนั้นจะต้องเข้าใจใหม่ว่าจะต้องไปทำสมถภาวนาก่อนถึงจะเจริญวิปัสสนาภาวนาได้  อันนี้ไม่ใช่ครับ     เพราะเราจะต้องเข้าใจคำพูดที่ว่าธรรมที่เป็นคู่กัน คือ สมถะและวิปัสสนา     สมถะในที่นี้ไมได้มุ่งหมายถึงการเจริญฌานเท่านั้น   สมถะในที่นี้  มุ่งหมายถึงสภาพธรรมที่สงบ เป็นฝักฝ่ายสมถะ ก็เกิดอยู่แล้วในขณะเจริญวิปัสสนา    ฝักฝ่ายสมถะก็คือสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิครับ

     ตามที่กล่าวแล้ว สมถะ หมายถึง ความสงบจากกิเลสด้วย   ดังนั้น ขณะที่สติปัฏฐานเกิด เจริญวิปัสสนา ขณะนั้นจิตก็สงบจากกิเลสด้วยในขณะนั้น       จึงเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาในขณะที่สติปัฏฐานเกิดครับ

     ดังนั้น    การเจริญสติปัฏฐาน  เป็นเรื่องของสติและปัญญาเป็นสำคัญ ไม่ใช่เรื่องของสมาธิ ดังเช่น อริยมรรคมีองค์ 8 สำคัญคือ เริ่มที่ สัมมาทิฏฐิ ก่อน คือ ปัญญา ความเห็นถูก หากมีสมาธิดีแต่ไม่ไ่ด้เข้าใจการเจริญวิปัสสนา ไม่มีปัญญาที่เป็นการเจริญวิปัสสนา ก็ไม่สามารถที่จะเจริญวิปัสสนาได้เลย ดังนั้นการเจริญวิปัสสนาที่ดีได้ ไม่ใช่อยู่ที่สมาธิ แต่อยู่ที่ปัญญาครับ   และผู้ที่ไม่ไ่ด้เจริญสมถภาวนา หรือ ไม่ได้ฌาน แต่เจริญวิปัสสนาอย่างเดียว และได้บรรลุธรรมมีมากมายนับไม่ถ้วน   ซึ่งขณะที่เจริญวิปัสสนานั้น จะเป็นสมาธิที่ตั้งมั่นได้ฌานไม่ได้   ต้องเป็นขณิกสมาธิเสมอ คือ สมาธิชั่วขณะ ครับ    ดังนั้นปัญญา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่สมาธิครับ 

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒- หน้าที่ 206

สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว ไม่ได้สมาธิไม่ได้เอกัคคตาจิตมากกว่าโดยแท้

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
chaiyakit
chaiyakit
วันที่ 27 พ.ย. 2557

ขอขอบพระคุณ กับความกระจ่างครับ สาธุ สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 27 พ.ย. 2557

        ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงนั้นมีความละเอียด ลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง  แม้แต่ในเรื่องการอบรมเจริญสมถภาวนาก็มีความละเอียดลึกซึ้งมาก การอบรมเจริญสมถภาวนาต้องเป็นเรื่องของความเข้าใจที่ถูกต้องเห็นความต่างระหว่าง กุศล กับ อกุศล ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ แล้วจะเป็นผู้เจริญสมถภาวนา จะต้องเริ่มต้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องจริงๆ  และประการที่สำคัญไม่มีตัวตนที่ไปทำหรือไปเจริญ      แต่เป็นความเจริญขึ้นของกุศลธรรมนั่นเอง  

     สมถภาวนา เป็นการอบรมจิตเพื่อให้สงบจากอกุศลธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นเครื่องกลุ้มรุมจิต จนจิตสงบเข้าถึงความสงบแนบแน่นเป็นฌานขั้นต่าง ๆ   ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก  ขณะที่เจริญสมถถาวนา จิตย่อมไม่มีอกุศลเลย  แต่ข้อที่น่าพิจารณาคือ ผู้ที่เจริญสมถภาวนาที่ไม่ถูกต้องขาดความรู้ความเข้าใจ เจริญไม่ถูก    จิตย่อมไม่สงบจากอกุศล แต่เป็นอกุศล เป็นการเพิ่มอกุศลให้มีมากขึ้น    อย่างนี้ไม่ชื่อว่าการอบรมเจริญสมถภาวนา  เมื่อเจริญถูกต้อง ผลของสมถภาวนาย่อมทำให้เกิดในพรหมโลกตามระดับขั้นของฌาน ยังเป็นผู้ไม่พ้นจากทุกข์   เพราะสมถภาวนาละกิเลสไม่ได้เลย เพียงแค่ข่มกิเลสไว้เท่านั้น

     ส่วนวิปัสสนาภาวนาเป็นสติสัมปชัญญะ ที่สามารถรู้สภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏตามความเป็นจริง ทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม   เป็นหนทางเดียวที่จะเป็นไปเพื่อดับกิเลสได้ในที่สุด    เพราะฉะนั้นแล้ว จึงควรอย่างยิ่งที่จะได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม อบรมเจริญวิปัสสนา หรือ สติปัฏฐานในชีวิตประจำวัน     ซึ่งเป็นการระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง  เป็นการอบรมเจริญปัญญาเพื่อรู้ธรรมตามเป็นจริง  เมื่อรู้ตามความเป็นจริงย่อมสำรอกราคะ  ดับอวิชชา และดับกิเลสประการอื่น ๆ ด้วย  

     ที่สำคัญ คือ การเป็นพระอริยบุคคล   ไม่ใช่ด้วยหนทางประพฤติปฏิบัติที่ผิด  แต่เป็นด้วยการอบรมเจริญปัญญาไปตามลำดับ  จะขาดปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูกตั้งแต่ต้นไม่ได้เลย   และในฐานะที่เป็นสาวกแล้ว  ล้วนเป็นผู้ที่ได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 27 พ.ย. 2557

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 27 พ.ย. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ปวีร์
วันที่ 28 พ.ย. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
tanrat
tanrat
วันที่ 28 พ.ย. 2557

  เข้าใจหรือเปล่าว่าปฏิบัติคืออย่างไร ตรงกับความหมายอย่างไร     ปฏิบัติคือถึงเฉพาะธรรมะนั้นๆ ผู้ที่ไม่ศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วนำไปสอน มันก็จะผิดไป  ผู้ที่กล่าวก็จะเดือดร้อน เพราะสอนให้คนทำผิด ๆ   การที่กล่าวว่าท่านผู้นั้น ท่านผู้นี้ได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคล ขั้นต่าง ๆ   ก็เป็นการรู้เฉพาะตัวท่านเอง  ไม่ใช่คนอื่นพูดว่าท่านเป็นพระอริยเจ้า  ไม่ใช่พระเท่านั้น ที่จะเป็นพระอริยเจ้า     กลุ่มหรือคณะที่ประจักษ์แจ้งสภาพธรรมะที่ปรากฏตามความเป็นจริงเท่านั้นจริง ๆ

              กราบขออนุโมทนาคำชี้แจงของท่านอาจารย์

              และกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความกระจ่างค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 28 พ.ย. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
chaiyakit
chaiyakit
วันที่ 28 พ.ย. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
chaweewanksyt
chaweewanksyt
วันที่ 4 ธ.ค. 2557

ขออนุโมทนาค่ะ

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
แต้ม
แต้ม
วันที่ 3 ก.พ. 2558

ถ้าได้ศึกษาในพระไตรปิฎก  จะเห็นว่า ในครั้งพุทธกาล แค่การฟังธรรมเพียงอย่างเดียวก็สามารถบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคลชั้นใด  ชั้นหนึ่งแล้วครับ  นั่นแสดงให้เห็นว่า การไม่ได้ทำสมาธิ  หรือนั่งสมาธิ  ไม่สามารถบรรลุธรรมได้นั้นเป็นความเห็นที่ไม่ค่อยตรงเท่าไรนักนะครับ  ความคิดเห็นของผมคิดว่าควรศึกษาพระธรรมมากๆ ขอคำปรึกษาจากท่านผู้รู้และปัญญาเราจะค่อย ๆ เกิดขึ้นครับ

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
ผิน
วันที่ 3 ก.พ. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
อนุโมทนา
อนุโมทนา
วันที่ 31 พ.ค. 2559

**ฟังพระสัจจธรรมจนเป็นสัจจญาณ อาจหาญและมั่นคง เป็นฐานสู่ กิจจญาณ และกตญาณ สาธุ ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
อดุลย์
อดุลย์
วันที่ 20 เม.ย. 2560

ชัดเจนลึกซึ้งกราบอนุโมทนาสาธุดีแล้วท่านผู้เจริญ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
มกร
มกร
วันที่ 20 เม.ย. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ