นอนตายตาหลับ
 
chatchai.k
วันที่  1 ก.ย. 2557
หมายเลข  25447
อ่าน  3,198

ผู้สูงอายุมักสั่งเสียเรื่องต่างๆ ให้ลูกหลานช่วยจัดการหลังจากที่ตนสิ้นชีวิตไปแล้ว เพื่อให้ไม่ต้องห่วงใยในเรื่องต่างๆ ที่ได้สั่งเสียไว้  อันที่จริงความห่วงใยต่างๆ ในชาตินี้ก็สิ้นสุดลงพร้อมกับการเกิดขึ้นของจุติจิต  ใคร่ขอคำแนะนำจากท่านวิทยากรว่า ควรเตรียมการอย่างไร  จึงจะนอนตายตาหลับ ครับ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 1 ก.ย. 2557

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

นอนตายตาหลับ

     นอนตายตาหลับ หรือ ไม่หลับ แต่ ร่างกายนั้นก็ปราศจากวิญญาณ คือ จิต เจตสิกที่เกิดขึ้นและดับไปแล้ว คือ ไม่มีการเกิดขึ้นของจิต เจตสิก เพราะฉะนั้น การไม่หลับตาเมื่อตายแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ามีความห่วงใย เพราะความห่วงใย คือ สภาพธรรมที่มีจริง คือ โลภะเจตสิกที่เกิดกับจิตเท่านั้น เมื่อร่างกายไม่มีจิตเกิดขึ้น ความห่วงใยก็มีไม่ได้เลย 

     การเตรียมตัวตาย ไม่ให้ห่วงใย ก็เท่ากับว่า  เป็นการบอกว่าไม่ให้ผู้นั้นไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดอกุศล แม้มีชีวิตอยู่ ยังไม่ใกล้ตาย กิเลสก็เกิดไม่รู้ตัว ไม่สามารถห้ามได้ จะกล่าวไปใยถึงขณะใกล้ตาย  เพราะธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา  ไม่สามารถบังคับได้เลย เกิดตามเหตุปัจจัยทั้งสิ้น 

     ตามความเป็นจริงแล้ว เราไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง    แม้แต่ในขณะต่อไป และที่สำคัญทุกคนจะต้องตายแน่นอน ไม่มีใครรอดพ้นไปได้แม้แต่คนเดียว  ถึงอย่างไรก็จะต้องถึงวันนั้นอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว    แต่ช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่นี้   เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ   ควรที่จะเป็นโอกาสของการสะสมคุณงามความดี เจริญกุศลประการต่าง ๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม    อบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูก ยิ่งขึ้นด้วย    ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง    ซึ่งไม่มีใครทราบได้ว่าจะเป็นวันไหนและเวลาใด     

     ธรรมะ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น  ผู้ที่เห็นคุณประโยชน์ของกุศล  เห็นประโยชน์ของการอบรมเจริญปัญญา    ย่อมไม่ละเลยโอกาสที่สำคัญในการเจริญกุศล  และ ฟังพระธรรมให้เข้าใจ  ครับ

   ท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ได้เคยกล่าวเตือนไว้ว่า

   มีชีวิตอยู่   แต่ไม่มีความดี   ก็ไม่ต่างอะไรกับซากศพ

   ชีวิตประจำวัน  เก็บขยะ(สะสมอกุศล)  หรือเริ่มทิ้งขยะ (สะสมกุศล    ขัดเกลากิเลส) บ้างแล้ว?

   มีหรือที่ปัญญาจะเลือกทำชั่ว?

   เสียชีวิตไม่ใช่เรื่องใหญ่    แต่เรื่องใหญ่ คือ การเสียซึ่งคุณความดี.

อ้างอิงจาก  ...    ปันธรรม-ปัญญ์ธรรม...ครั้งที่ ๕๓

   ต้องตายแน่    อาจจะเป็นเดี๋ยวนี้    วันนี้    พรุ่งนี้ หรือ วันไหน ๆ ก็ได้   เตรียมตัวตาย ก็คือ เดี๋ยวนี้ทำดี    ต้องเดี๋ยวนี้ด้วย   เพราะมิฉะนั้นแล้วก็จะมีแต่อกุศลเกิด พอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะถ้ากุศลไม่เกิด  อกุศลก็เกิด  :    สรุปแล้ว    เตรียมตัวตาย   คือ  ทำดีทุกโอกาส.

                   อ้างอิงจาก  ...    ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๖๖ 

คำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

"...ความจริงความตายเร็วที่สุด ก่อนตายอาจจะนอนป่วยไข้ หรือสนุกสนานร่าเริง แต่พอถึงเวลาตายก็ตายได้ แม้ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ตายได้ เพราะฉะนั้น ความตายตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ชั่วขณะจิต ดังนั้น ใครจะรู้ว่าเมื่อใดถ้าคิดว่าก่อนตายจะทำอย่างไร จงทำเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้  แต่ว่าไม่มีใครจะไปทำอะไรได้  เพราะปกติ คนอยากจะมีกุศลทุกวัน  แต่ตามเหตุ  พอมีเหตุของอกุศล  อกุศลก็เกิด... และไม่ต้องคร่ำครวญว่าอกุศลมากเหลือเกินเพราะเหตุว่าถ้ารู้เรื่องเหตุและผลแล้วและรู้ว่ากุศลน้อยก็ต้องอบรมเจริญกุศลโดยไม่ประมาท  เพราะฉะนั้น  ถ้ากลัวเกิดในอบายภูมิ  ต้องเป็นผู้ไม่ประมาทในการอบรมเจริญกุศลโดยเฉพาะการเจริญปัญญา เพราะพระอริยบุคคลเท่านั้นที่จะไม่เกิดในอบายภูมิ  แต่ถ้าไม่เป็นพระอริยบุคคล อกุศลกรรมที่มี ที่ได้กระทำแล้ว ไม่เฉพาะที่ทำในชาตินี้  ...อาจจะเป็นชาติไหน ๆ ก็ได้  จากอดีตหลายแสนโกฏิกัปป์ ก็อาจจะมาทำให้เกิดในชาตินี้ได้ แต่เรื่องที่จะทำอะไรก่อนตาย ไม่มีใครทำได้จริง ๆ เหมือนกับขณะนี้จะรอทำไมให้ถึงก่อนตาย ทำเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ทำให้จิตเป็นกุศลเสียเดี๋ยวนี้ให้ปัญญาเกิดเสียเดี๋ยวนี้ แทนที่จะไปรอทำก่อนตาย..."

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 1 ก.ย. 2557

       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ความตายเป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตของเราซึ่งทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้   ทุกคนต้องยอมรับ  มีใครบ้างไหมที่บอกว่าเขาจะไม่ตาย   ไม่มีเลย  เพราะเกิดมาแล้วต้องตายด้วยกันทั้งนั้น  และ ไม่สามารถจะทราบได้ว่าจะมาถึงเมื่อใด  ความตาย เตือนให้ได้เจริญกุศลในชีวิตประจำวัน    และทำให้ละเว้นจากการทำอกุศล    ความตายเตือนให้ระลึกได้ว่า  อะไรมีประโยชน์  อะไรไม่มีประโยชน์

     ไม่มีอะไรที่จะเป็นที่พึ่งสำหรับชีวิตอย่างแท้จริง นอกจากปัญญา ความรู้ความเข้าใจซึ่งความจริงเท่านั้น  ถึงแม้ว่าชีวิตประจำวันอาจจะมีพ่อแม่  พี่น้อง ได้คอยช่วยเหลือในกิจการงานต่าง ๆ  บ้าง   แต่ในที่สุดแล้ว  ก็จะต้องทิ้งกันและกันอยู่ดี   ด้วยความตายที่เกิดขึ้น  ท่านเหล่านั้น ไม่สามารถติดตามไปช่วยเหลืออะไรในภพหน้าได้  แต่ความดีที่ได้สะสมไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  คือ  ปัญญาที่เกิดจากการฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรมในแต่ละครั้งในชีวิตประจำวัน นั้น  ไม่สูญหายไปไหน    สะสมสืบต่ออยู่ในจิตทุกขณะ และ จะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงสำหรับชีวิต    จนกว่าจะมีปัญญาคมกล้า สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาด      ไม่ต้องมีการเกิดอีกในสังสารวัฏฏ์  ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 1 ก.ย. 2557

เตรียมตัวก่อนตาย ทำความดี ที่สำคัญก็ฟังธรรมให้เกิดปัญญา ค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
peem
วันที่ 2 ก.ย. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Chalee
Chalee
วันที่ 2 ก.ย. 2557

สาธุ สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
danai2523
วันที่ 3 ก.ย. 2557

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 3 ก.ย. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
จิตโอภาส
จิตโอภาส
วันที่ 3 ก.ย. 2557

สาธุค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 3 ก.ย. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 4 ก.ย. 2557

เครื่องป้องกันอย่างมั่นคงจากอกุศลธรรมคือ "ความเข้าใจพระธรรม"

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ