ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โรงพยาบาลพระบาลพระมงกุฏเกล้าฯ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗

 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  14 พ.ค. 2557
หมายเลข  24856
อ่าน  2,067

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันที่ศุกร์ ที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา

ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

และ คณะวิทยากรของมูลนิธิฯ ได้รับเชิญจากชมรมพุทธศาสน์วังพญาไท

เพื่อไปสนทนาธรรมเนื่องในโอกาสวันพืชมงคล ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น ๑๐

อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบ พระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ

ระหว่างเวลา ๑๓.๐๐ - ๑๕.๐๐ น.

ในการสนทนาธรรม มีท่านผู้ฟัง ได้กราบเรียนถามท่านอาจารย์ถึงเรื่องอาสวะกิเลส

ซึ่งท่านอาจารย์ได้เมตตากล่าวไว้โดยละเอียด เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

จึงขอนำความบางตอน มาฝากทุกๆ ท่าน ที่ไม่มีโอกาสได้ไป เพื่อพิจารณาเช่นเคยดังนี้

คุณคำปั่น โดยศัพท์ อาสวะ ก็คือกุศลธรรม ที่ไหลไป ครับ

ท่านอาจารย์ หมักดอง บางคนก็คิดว่า ไปหมัก ไปดอง ไว้ที่ไหน?

สภาพธรรมะ ที่เป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นนามธรรม เป็นเจตสิก เกิดกับจิต ดับพร้อมจิต

แยกออกจากจิตไม่ได้เลย

เพราะฉะนั้น จิตแต่ละประเภท จะเป็นจิตที่ดี ไม่ดี

ก็แล้วแต่สภาพของธรรมะ ที่เป็นนามธรรม ที่เป็นเจตสิก ที่เกิดร่วมกัน

แล้วแต่ว่า สภาพธรรมะนั้น เป็นฝ่ายกุศล หรือ เป็นฝ่ายกุศล

แต่ว่า ทุกคำ ควรที่จะเข้าใจ

กำลังหลับสนิท มีกิเลสไหม?

หรือว่า หมดกิเลสไปเลย

ตอนหลับไม่มีกิเลส เป็นไปไม่ได้เลย แล้วกิเลสทั้งวันนี้ อยู่ที่ไหน?

ก็สะสมอยู่ในจิต

แต่ เมื่อไม่เกิดขึ้น แต่มี ก็เหมือนสิ่งที่นอนอยู่

ใช้คำว่า ถ้าเป็นแก้ว น้ำก็เป็นสิ่งที่นอนก้นอยู่ ที่ก้นของแก้ว

แล้วก็ ถ้าไม่มีอะไรไปทำให้เกิดขึ้น ก็อยู่อย่างนั้นแหละ

เพราะฉะนั้น ขณะที่นอนหลับสนิท เมื่อวานนี้ทั้งวัน มีกุศลเท่าไหร?

ไม่ได้หายไปเลย ทุกครั้งที่มีกุศลธรรม หรือ กุศลธรรม เกิดขึ้นและดับไป

การเกิดและดับไปของสภาพธรรมะนั้น ก็สะสมต่อ อยู่ในจิต

แต่ขณะใดที่ไม่เกิด เช่น ขณะที่นอนหลับสนิท

แม้มี ก็เป็นอนุสยะ หมายความว่า ตามนอนอยู่ ไม่ได้หายไปเลย ไม่ได้ออกจากจิตเลย

แม้ว่า ขณะต่อไป จะเป็นจิตประเภทใด

สิ่งที่มีอยู่ในจิต ก็ยังคงเป็นเชื้อ ที่จะทำให้สภาพธรรมะ ที่เป็นกุศล เกิดได้

เมื่อเป็นอนุสยะ หรือว่า อนุสัยกิเลส

เพราะฉะนั้น อนุสัยกิเลส ยังไม่ใช่ อาสวะ

ความละเอียด ก็คือว่า เมื่อกุศลเกิด ดับ สะสมอยู่ในจิต

กุศล ก็เกิด ดับ ไม่สะสมได้ไหม? หรือว่า ไม่ใช่จะไปสะสมแต่กุศล

เพราะฉะนั้น ทั้งกุศล และ กุศล เป็น อาสยานุสยะ

คือ สะสมทั้งฝ่ายดี และ ฝ่ายไม่ดี

แต่ถ้ากล่าวถึงฝ่ายไม่ดี ซึ่งจะต้องละให้หมดสิ้น ก็กล่าวเฉพาะอนุสัย ซึ่งเป็นกุศล

เพราะว่า แม้เป็นพระอรหันต์แล้ว สิ่งที่ดี ไม่ควรที่จะต้องหมดไป

แต่ว่า สิ่งที่ดีนั้น เมื่อไม่มีกิเลส ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดผล อีกต่อไปได้

นี่ก็เป็นความละเอียดของธรรมะ ซี่งต้องอาศัยการฟัง

เพื่อเห็นจริง

ว่าไม่ใช่เรา

ทั้งหมด ทุกคำ เป็นลักษณะของสภาพธรรมะ แต่ละหนึ่ง ซึ่งละเอียดอย่างยิ่ง

เพราะฉะนั้น สำหรับอนุสัย ไม่ใช่ อาสวะ

โดยเฉพาะ เมื่อกล่าวถึง อกุศลเจตสิก ๑๔ เริ่มจำแนกแยกกุศลเจตสิก ๑๔ ประเภท

ออกเป็นประเภทต่างๆ คือ ประเภทที่เป็นอนุสัย มี ๗ ไม่ใช่ทั้ง ๑๔

ก็ธรรมดาๆ ถ้าศึกษาต่อไป ก็จะรู้ว่าอะไรบ้าง

แต่ว่า ไม่ใช่จำตัวเลข

แต่ให้รู้ความจริงว่า ความไม่รู้ มี

เพราะฉะนั้น ความไม่รู้ เป็นอนุสัยไหม? เป็น

ความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส มีมาก ในวันนี้ เมื่อวานนี้

เพราะฉะนั้น วันนี้ ขณะใดก็ตามซึ่งเป็นภวังคจิต หรืออาจใช้คำว่า หลับสนิทก็ได้

ถ้าจะกล่าวถึงสภาพธรรมะ ซึ่งมีจริง

หลับสนิท ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส

ที่แล้วมา ติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือสิ่งที่กระทบกาย

ไม่ได้หายไปไหนเลย มีอยู่เป็นอนุสัย

พร้อมที่จะเกิด

เมื่อมีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส

ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ที่คิดนึก

เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจอกุศลที่ละเอียดยิ่ง คือ อนุสัย


แต่ว่า เวลาที่มีการเห็น เช่น หลับแล้วก็ตื่น

เห็นหรือได้ยิน ใครจะรู้?

ถ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ทรงแสดงว่า ขณะนั้นไม่ใช่อนุสัยแล้ว

แต่ว่า เพราะอนุสัยที่มีนั่นแหละ

ทันทีที่เห็น ก็มีความไม่รู้ ในสิ่งที่ปรากฏ

เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดแล้ว เป็นสภาพธรรมะ ที่ไม่ใช่อนุสัย ก็เป็นอาสวะ

เพราะลำดับโดยสะสม พร้อมที่จะไหลไปสู่อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด

สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ปรากฏ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นลำดับ ของความละเอียดของอกุศลว่า จากอนุสัย

ทันทีที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ เกิดแล้ว แต่ไม่สามารถจะรู้เลย

เดี๋ยวนี้ที่เห็น ไม่ใช่อนุสัย

อวิชชา มี ไม่รู้ เป็นอาสวะ


เพราะฉะนั้น สภาพธรรมะ

ซึ่งทันทีที่สภาพธรรมะหนึ่ง สภาพธรรมะใด ปรากฏ

อนุสัย ก็เป็นปัจจัย ให้กุศลประเภทที่เป็นอาสวะ เกิดได้

ได้แก่ กามาสวะ ๑ , ภวาสวะ ๑ ชื่อใหม่ แต่เดี๋ยวก็เข้าใจ

ทิฏฐาสวะ ๑ , อวิชชาสวะ ๑

อย่างกามาสวะ คำว่า กามะ หมายความถึง สิ่งที่น่าใคร่

อะไรบ้างน่าใคร่ ที่คนพอใจ แสวงหา?

สิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา น่าใคร่มาก เป็นสิ่งต่างๆ ซึ่งปรากฏ

เหมือนกับพร้อมกัน ที่จะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

แต่ความละเอียดยิ่ง ก็คือว่า ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก่อน แล้วก็ดับไป

กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดดับ สืบต่อ เห็นแล้ว เห็นอีกนี้ เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

ก็หมายความว่า สิ่งนั้นต้องเกิดดับสืบต่อ นานพอสมควร


เดี๋ยวนี้ เห็นเป็นดอกไม้ไหม?

แสดงให้เห็นว่า การเห็นต้องเกิดและดับมาก

กว่าจะมีรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏ เป็นกลีบดอกไม้ แล้วก็สีต่างๆ

เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นว่า จิต เกิดดับเร็ว สุดที่จะประมาณได้

แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมี ทรงรู้ความจริงว่า

เพื่อแสดงให้เห็นความละเอียดยิ่งของธรรมะ

คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้เลย

ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม

เพราะฉะนั้น ผู้ที่ฟังพระธรรม เป็นสาวก เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา

ผู้นั่งใกล้

เพื่อที่จะได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


มิฉะนั้น อยู่ไกลๆ ไม่มีทางเห็นเลย

ถ้าไม่ฟังพระธรรมให้เข้าใจ ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แม้ว่า จะเห็นพระวรกาย พระรูปกาย

เช่นชาวเมืองสาวัตถี ชาวมคธ ก็ได้เห็นพระผู้มีพระภาคฯ เสด็จบิณฑบาต

ใครรู้ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า?

แม้แต่ผู้ที่จับชายจีวรตามหลังที่เสด็จไป

ถ้าไม่รู้จักพระปัญญาคุณ ไม่เข้าใจเลย คนนั้นก็ไม่สามารถที่จะเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เห็นแต่รูป รู้จักชื่อ ว่าเป็นใคร

แต่พระคุณธรรม พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ

ไม่เห็น

เพราะฉะนั้น สำหรับยุคนี้ สมัยนี้

ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม

ใครเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า?

บอกว่าเห็นพระพุทธรูป พระพุทธรูป ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แต่พระพุทธรูป แม้ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เหมือน ไม่ใช่

แต่ก็เตือนให้ระลึกถึงพระคุณ ของการที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ก็คือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และ พระมหากรุณาคุณ

เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวถึงอาสวะ

เป็นส่วนเล็กน้อย ในพระไตรปิฎกทั้งพระไตรปิฎก ๔๕ พรรษา

ทรงแสดงไว้มาก เพื่อที่จะให้รู้ความจริงของเดี๋ยวนี้!!

ว่าในขณะนี้ ที่ไม่ใช่หลับ แต่ตื่น แล้วเห็น

ขณะนั้น กิเลส ที่นอนอยู่ ก็เป็นปัจจัยให้ความติดข้อง ในสิ่งที่ปรากฏ เกิดได้ทันที

เบาบางมาก ไม่รู้ตัวเลย

แต่ว่า อาสวะ ไม่ได้มีแต่เฉพาะ ความติดข้อง

ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ

โผฏฐัพพะ เป็นคำใหม่ แต่หมายความถึง สิ่งที่ปรากฏให้รู้ได้ทางกาย

ได้แก่ ๓ ธาตุ

เย็นหรือร้อน ธาตุไฟ ๑ , อ่อนหรือแข็ง ธาตุดิน ๑ , ตึงหรือไหว ธาตุลม ๑

เมื่อรวมเรียก แล้วแต่ว่าธาตุใดจะปรากฏ ก็เรียกว่า โผฏฐัพพะ


เพราะฉะนั้น ความยินดี พอใจ ทุกครั้งที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส

ก็เป็นกามาสวะ

มีไหม?

ใครไม่มี?

มีกันทุกคน

คนที่ไม่มี คือ พระอนาคามีบุคคล

เพราะฉะนั้น ใครอย่าคิดว่า ไม่มีความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

มี ก็ไม่รู้

ด้วยเหตุนี้ อวิชชาสวะ มีแน่ ทันทีที่เห็น ไม่รู้แล้ว

ทิฏฐาสวะ ไม่เคยที่จะรู้ตัวเลย ว่าชีวิตทุกวัน ตั้งแต่เกิดจนตาย เต็มไปด้วยความไม่รู้

และ การยึดถือสภาพธรรมะ ว่าเป็นสิ่งหนึ่ง สิ่งใด ที่เที่ยง


เห็นอะไร? เห็นดอกไม้

ไม่ได้กล่าวเลย ว่า

"เห็น" เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้

คำไหนจริง?

"เห็น" เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เท่านั้น

เห็น เสียง ไม่ได้ , เห็น กลิ่น ไม่ได้ , เห็น ชื่อ ไม่ได้ , เห็น เรื่องราวต่างๆ ไม่ได้

แต่ว่า ขณะนี้เอง เห็นได้ เฉพาะสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้

เพราะฉะนั้น อวิชชาสวะ มีแน่ ทิฏฐาสวะ ก็มี

จนกว่าจะดับได้ ด้วยโสดาปัตติมรรคจิต

ปัญญา กว่าจะถึงระดับที่ เข้าใจสิ่งที่ปรากฏ จากการฟัง

แล้วก็ มั่นคง

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่สามารถที่จะให้ความจริงได้

สิ่งที่ยังไม่เกิด ก็ไม่รู้ว่า เป็นอะไร?

แต่ว่า สิ่งที่กำลังปรากฏ เดี๋ยวนี้ !!

สามารถให้ความจริงได้

เมื่อฟังพระธรรม แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น


ด้วยเหตุนี้ ทิฏฐาสวะ ก็เป็นปัญญา ตั้งแต่ต้องได้ฟังธรรมะก่อน

คิดเองไม่ได้

ฟังแล้ว กว่าจะสะสมความเข้าใจถูก ไม่คลาดเคลื่อน ไม่เปลี่ยนแปลง

เป็น สัจจญาณ

ไม่มีการคิด ที่จะไปรู้ธรรมะ ที่อื่น

แต่ว่า ธรรมะที่ปรากฏนั่นแหละ เกิดแล้วดับ

ถ้าไม่รู้ธรรมะ ที่เกิดแล้วดับ แล้วจะไปรู้อะไรในขณะนั้น?

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นผู้ที่มั่นคง

ฟัง เพื่อเข้าใจถูก

จนกว่าความเข้าใจถูก จากขั้นสัจจญาณ

ฟังพระพุทธพจน์ เป็นปริยัติ

เป็นปัจจัย ให้ถึงปฏิปัตติ ซึ่งเป็นกิจจญาณ

ไม่มีเรา เลย

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจิต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของชมรมพุทธศาสน์ วังพญาไท

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านด้วยครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
วันที่ 14 พ.ค. 2557

ปัญญา กว่าจะถึงระดับที่ เข้าใจสิ่งที่ปรากฏ จากการฟัง

แล้วก็ มั่นคง

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่สามารถที่จะให้ความจริงได้

สิ่งที่ยังไม่เกิด ก็ไม่รู้ว่า เป็นอะไร?

แต่ว่า สิ่งที่กำลังปรากฏ เดี๋ยวนี้ !!

สามารถให้ความจริงได้

เมื่อฟังพระธรรม แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

--------------------------------------

ขออนุโมทนาพี่วันชัย ที่เก็บรายละเอียดได้อย่างดีเยี่ยม

และ ถ่ายทอดพระธรรมาให้อ่านกัน ครับ

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจิต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของชมรมพุทธศาสน์ วังพญาไท

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
รู้จบลงที่รู้
วันที่ 14 พ.ค. 2557

กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์และคณะค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
วันที่ 14 พ.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

การสนทนาธรรมในแต่ละครั้ง เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูก ทำให้ได้สะสมปัญญา

สะสมเป็นอุปนิสัยที่จะเกื้อกูลให้ไม่ลืมที่จะฟังที่จะศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ

ยิ่งขึ้นต่อไป

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของผู้จัดให้มีการสนทนาธรรม

ขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของพี่วันชัย ภู่งาม

ที่ถ่ายทอดสารธรรม พร้อมภาพที่สวยงาม

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wirat.k
วันที่ 15 พ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ปวีร์
วันที่ 15 พ.ค. 2557

กราบเท้าท่านอาจารย์ที่เคารพอย่างสูงและอนุโมทนาพี่วันชัยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
JANYAPINPARD
วันที่ 15 พ.ค. 2557

ขอออนุโมทนาคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
wannee.s
วันที่ 15 พ.ค. 2557

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจิต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของชมรมพุทธศาสน์ วังพญาไท

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณวันชัย ภู่งาม และทุกๆ ท่านด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
j.jim
วันที่ 15 พ.ค. 2557

ขอบคุณและอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
papon
วันที่ 15 พ.ค. 2557

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
ch.
วันที่ 17 พ.ค. 2557

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ