พระนิพพานนี้ ขอปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ไหม?
 
dets25226
วันที่  22 ธ.ค. 2554
หมายเลข  20210
อ่าน  1,652

ผมมีหนังสือเล่มหนึ่งครับ กล่าวเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือ

สัพพะทุกขา ปะโมจะนัง อิทัง นิพพานัง สิถิละมารัพภะ นะ อะธิคันตัพพัง อิทัง นิพพานัง อัปเปนะ ทะมะสา น อะธิคันตัพพัง ฯ
แปลเอาความ = ภิกขะเว ท่านผู้เห็นภัยแห่งการเกิดแก่เจ็บตายที่จะมาปรากฏในภาย  ภาคหน้าทั้งหลาย ปะโมจะนัง การที่จะหลุดพ้นไป สัพพะทุกขา จากทุกข์ในวัฏสงสาร  ทั้งปวง อิทัง นิพพานัง พระนิพพานอันเป็นที่สงบเย็นนี้ สิถิละมาลัพภะ หากทำเอาค่อยๆ  แล้ว นะ อะธิคันตัพพัง ไม่พึงสำเร็จแน่ อิทัง นิพพานัง พระนิพพานที่สงบเย็นนี้ อัปเปนะ  ทะมะสา หากจะทำเอาทีละเล็กละน้อยแล้ว นะ อะธิคันตัพพัง ไม่พึงสำเร็จแน่ ท่านผู้เห็นภัยแห่งการเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลาย การที่จะทำตนให้หลุดพ้นจากกิเลส ตัณหาหรือวัฏสงสาร บรรลุถึงพระนิพพานที่สงบเย็นนั้น หากกระทำแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือทำทีละเล็กทีละน้อย ย่อมไม่ได้ผล ไม่หลุดพ้นไปได้ คือ ไม่สามารถจะบรรลุถึงพระ นิพพานได้เลย ทั้งนี้ก็เพราะว่าการที่เราได้อยู่ร่วมสัมพันธ์กับกิเลสอันประกอบด้วยอัตต ทิฐิ วิจิกิจฉา มานะ เป็นต้น นานเกินไปจนไม่สามารถเห็นจุดเริ่มได้ ทุกภพทุกชาติที่เกิด มา เราก็ได้อย่างร่วมกับกิเลสได้ไม่เคยมีเวลาห่างจากกันเลย ด้วยเหตุที่กิเลสต่างๆ หนาแน่นทับถมกันอยู่ในขันธสันดานนี้ จึงเรียกว่า "ปุถุชน" คำว่า "ปุถุชน" นี้หมายถึงผู้มี กิเลสหนานั่นเอง กล่าวคือ เป็นมนุษย์ก็มนุษย์กิเลสหนา เป็นเทวดาก็เทวดากิเลสหนา เนื่องจากกิเลสได้ทับถมกันอยู่อย่างหนาแน่นอย่างนี้นี่แหละ ดังนั้น การปฏิบัติเพื่อให้ บรรลุถึงพระนิพพานั้นจะกระทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำแค่เล็กๆ น้อยๆ หรือทำเล่นๆ ย่อมไม่ได้ผล ปกติสาวกนี้ มิใช่ต้องรอคอยบารมีให้เต็มหรือแก่กล้าเสียก่อน จึงจะบรรลุนิพพาน สำหรับ บุคคลผู้ต้องคอยบารมีแก่กล้านั้น คือ

๑. พระสัทธาธิกพระพุทธเจ้า และพระวิริยาธิกพุทธเจ้า
๒. พระปัจเจกพุทธเจ้า
๓. พระอัครสาวก เช่น พระสารีบุตร พระนางเขมาเถรี เป็นต้น
๔. พระมหาสาวก เช่น พระมหากัสสปะเถระ พระอานนท์เถระ เป็นต้น

เนื่องจากมีบารมีเต็มบริบูรณ์แล้ว พระอริยเจ้าเหล่านี้จึงได้มรรคผลนิพพานโดยไม่ยาก เย็น พระปัญญาธิกพุทธเจ้าหรือพระบรมศาสดาของพวกเรานี้ก็ทรงบำเพ็ญบารมีเป็น ระยะเวลา ๔ อสงไขยหนึ่งแสนหนึ่งพันสี่ร้อยสามสิบเจ็ดกัป ในช่วงระยะเวลาอสงไขยที่ หนึ่งนั้นมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วจำนวน ๓ พระองค์ พระบรมศาสดา จึงได้พบพระที ปังกรพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญบารมีของพระองค์จำนวนสี่อสงไขยยังไม่ทันเต็ม บริบูรณ์ เพราะหากบารมียังไม่เต็มต้องใช้วิริยะความเพียรเป็นพื้นฐาน วิริยะความเพียง แห่งมหาบุรุษที่ทรงตั้งไว้ขณะปฏิบัติช่วงสำคัญก่อนตรัสรู้ ก็คือ

๑. แม้เลือดจะเหือดแห้งไปก็ตาม
๒. แม้กระดูกจะแตกไปก็ตาม
๓. แม้เนื้อจะเหี่ยวแห้งไปก็ตาม
๔. แม้เส้นเอ็นจะขาดหดหายไปก็ตาม

หากแม้นว่ายังไม่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เราจะไม่ยอมลุกขึ้น การปฏิบัติอย่างนี้ เป็นการปฏิบัติของพระปัญญาธิกพุทธเจ้า พระปัญญาธิกพุทธเจ้าและปกติสาวกนี้ (พระสาวกทั่วไป) มีวิธีการปฏิบัติเป็นทำนองนี้เหมือนกัน การที่ปกติสาวกที่ว่านี้จะต้องบำเพ็ญบารมีเท่านั้นเท่านี้แล้วจึงจะเต็มเพียงพอที่จะบรรลุมรรคผล นั้นไม่มี หมายความ ว่าปกติสาวกไม่ต้องอาศัยบารมีนั่นเอง อย่างไรก็ตาม เฉพาะปกติสาวกนั้น หากมี คุณสมบัติ ๘ ประการ (มีกล่าวแล้วข้างต้น) ก็เพียงพอแล้วที่จะเข้าสู่การบรรลุมรรคผล นิพพาน ฯ

หมายเหตุ.- เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยพระวิปัสสนาจารย์ท่านหนึ่ง และแปลโดยผู้รู้บาลีท่านหนึ่งครับ มีข้อความต่ออีกมากมายเลยครับ ขอไว้กล่าวข้อความหน้า
เพื่อความเข้าใจถูก จึงได้ยกมากล่าวครับ  ด้วยความเคารพอย่างสูง


Tag  ความเพียร วิริยะ

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 22 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เรียนสนทนาในประเด็นนี้ครับ จากที่อ่านข้อความทั้งหมดพอสรุปได้ว่า

     การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงพระนิพพานั้นจะกระทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำแค่เล็กๆ น้อยๆ หรือทำเล่นๆ ย่อมไม่ได้ผล เพราะกิเลสสะสมมามาก ผู้ที่รอบารมีให้เต็มคือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครสาวก และมหาสาวกเท่านั้นส่วนปกติสาวกสาวกทั่วไป จะต้องบำเพียรเพียรอย่างแรงกล้า ไม่ต้องรออบรมบารมี ดังเช่น บุคคลที่กล่าวมา
-----------------------------------------------------------------------------
     ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจพื้นฐานครับว่า ไม่ว่าใคร ก่อนที่จะเป็นพระอริยเจ้า ก่อนจะเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระมหาสาวก  รวมทั้ง สาวกทั่วไป(ปกติสาวก) ก่อนบรรลุ ล้วนแล้วแต่เป็นปุถุชนด้วยกันทั้งสิ้น คือ เป็นผู้ที่หนาด้วยกิเลส มีความไม่รู้สะสมมามาก และทุกท่าน ที่กล่าวมา ไม่ว่าใคร ไม่ใช่ว่า จะมีปัญญาทันที แต่ก็ต้องค่อยๆอบรม สะสมเริ่มตั้งแต่นับหนึ่งด้วยกันทั้งสิ้น หากไม่เริ่มจากปัญญาขั้นต้น ขั้นแรกแล้ว ก็ไม่มีทางถึงปัญญาระดับสูงได้เลยครับ

     ดังนั้น แม้ ปกติสาวก ก็ต้องเป็นผู้ที่สะสมกิเลสมามาก เช่นเดียวกัน สะสมปัญญามาน้อย ดังนั้น หนทางที่ถูกต้อง ไม่ว่าใคร บุคคลใด จะบรรลุธรรมแบบไหน ก็ต้องเริ่มจากอาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมก่อนเป็นเบื้องต้น เพื่อความเจริญขึ้นของปัญญาทีละน้อย ดังนั้น แม้ปกติสาวก จะกล่าวว่าไม่ต้องบำเพ็ญบารมีไม่ได้ เพราะ เราจะต้องเข้าใจ คำว่า บารมีให้ถูกต้อง คือ กุศลธรรมทุกๆประการ อันน้อมไปเพื่อดับกิเลส คือบารมี ดังนั้น บารมี จึงไมได้เว้น เพียง สำหรับ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก และมหาสาวกเท่านั้น เพราะบารมี คือ กุศลทุกๆประการ และรวมถึง ปัญญาด้วยครับ หากไม่มี กุศลทุกๆประการ และ การอบรมปัญญา (ปัญญาบารมี) ก็จะไม่มีทางถึงฝั่ง คือ การดับกิเลส ได้เลยครับ

     พระสาวกทั่วไป(ปกติสาวก) จะถึงการดับกิเลสได้ก็ด้วยการอบรมปัญญา เจริญกุศลทุกๆประการ นั่นก็คือ ต้องอบรมบารมี เพียงแต่ระยะเวลาในการอบรมกุศล ปัญญา หรือบารมี นั้นไม่เท่ากับ พระมหาสาวก อัครสาวก พระพุทธเจ้า เป็นต้น เหตุผล เพราะคุณธรรมที่ถึงความเป็นพระอรหันต์ นั่นแตกต่างกันไป เปรียบเหมือน ชาวบ้านนอกเมื่อจะออกจากบ้าน ก็แต่งตัวไม่นาน เพราะไม่มีของ ไม่มีเครื่องใช้อะไรมาก ก็ใช้เวลารวดเร็ว แต่ อำมาตย์ เสนาบดี พระราชา มีสิ่งของ การแต่งกายและตำแหน่งมาก การจัดเตรียม ระยะเวลาก็ต้องมากกว่า คนธรรมทั่วไป ฉันใด การอบรมปัญญา บารมีก็เช่นกัน แตกต่างกันไป ตามคุณธรรมของแต่ละท่าน แต่ไมได้หมายความว่า การแต่งกาย อันเปรียบเมือนการอบรมบารมี อบรมปัญญา ของชาวบ้านนอกนั้น จะไม่ต้องแต่งกาย ไม่ต้องอบรมปัญญา บารมี ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมแต่ก็ต้องแต่งกาย เพียงแต่ระยะเวลาไม่นานเท่าบุคคลอื่นเท่านั้นครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 22 ธ.ค. 2554

     หากจะให้ สาวกปกติ ต้องมาบำเพ็ญเพียรด้วยองค์ 4 เช่น เพียร แม้ เลือด เนื้อ เอ็นกระดูก จะเหือดแห้ง ก็จะไม่ยอมลุกขึ้นจนกว่าจะบรรลุ หากไม่ได้สะสมปัญญามาแล้วในอดีต จะทำได้หรือไม่ เป็นไปไม่ได้เลยครับ ดังนั้น เราจะต้องมองย้อนไปในอดีตชาติของ ปกติสาวกด้วย ว่า ชาติก่อนๆนั้น ท่านก็อบรมปัญญา อบรมกุศลประการต่างๆที่เรียกว่า บารมีเช่นกัน จนถึงชาติสุดท้ายก็บรรลุธรรมครับ และเรื่องการเพียรมีองค์ 4 ที่จะต้อง นั่งจนกว่าบรรลุ แม้เลือด เนื้อ เอ็น กระดูกจะเหือดแห้ง ผู้ถามได้ยกความคิดเห็นมาจากหนังสืออื่นว่า สาวกทุกท่านต้องทำเช่นนี้ แต่ความเป็นจริง ไม่ใช่เช่นนั้นแม้ มหาสาวก บางท่าน ก็ฟังธรรมและบรรลุเป็นพระอรหันต์ โดยไมได้นั่งทำความเพียรเลย มี ท่านพระปัญจวัคคีย์ ท่านพระพาหิยะ  พระภัททชิ เป็นต้น ส่วนฆราวาส ก็เช่นท่านสันตติมหาอำมาตย์ เป็นต้น

     ดังนั้น สัตว์ทุกเหล่า ทุกประเภท ไม่ว่าใคร บุคคลใด จะบรรลุธรรมได้ ก็ต้องอาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระรรม เจริญกุศลทุกประการต่างๆ ที่เรียกว่า บารมี ทุกคนครับไม่เว้นเลย เพียงแต่ระยะเวลาจะมากน้อยแตกต่างกันไปตามคุณธรรมครับ  

     การอบรมปัญญา ถึงการดับกิเลส ถึงพระนิพพาน จึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป คือ ใช้เวลาหลายชาติ เป็น จิรกาลภาวนา ที่เป็นการอบรมยาวนาน มานับชาติไม่ถ้วน ไม่ว่าใครก็ต้องอบรมยาวนาน เปรียบเหมือนการจับด้ามมีด กว่ามีดจะสึกมาก ก็ต้องค่อยๆจับบ่อยๆและยาวนาน ฉันใด การจะถึงพระนิพพาน ดับกิเลส ก็ต้องอบรมปัญญายาวนานและบารมี คือ กุศลประการต่างๆ ถึงการดับกิเลสได้ครับ 

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ...นาวาสูตร .. ความสิ้น และไม่สิ้นไปแห่งอาสวะ
     หากไม่มีปัญญาขั้นต้น ที่ค่อยๆอบรมมาแล้ว จะถึงการดับกิเลสได้อย่างไร แม้ แต่ปกติสาวก สาวกทั่วไป ท่านก็ต้องค่อยๆอบรมปัญญา ขั้นการฟัง ดังเช่นทุกท่านที่ค่อยๆอบรมปัญญา เจริญกุศลในขณะนี้ ในชาตินี้นั่นเองครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
dets25226
วันที่ 22 ธ.ค. 2554

"การอบรมปัญญา บารมี ก็เช่นกัน แตกต่างกันไป ตามคุณธรรมของแต่ละท่าน แต่ไม่ได้หมายความว่า การแต่งกาย อันเปรียบเมือนการอบรมบารมี อบรมปัญญา ของชาวบ้านนอกนั้น จะไม่ต้องแต่งกาย ไม่ต้องอบรมปัญญา บารมี ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมแต่ก็ต้องแต่งกาย เพียงแต่ระยะเวลาไม่นานเท่าบุคคลอื่นเท่านั้นครับ" ขออนุโมทนาครับ จากที่อาจารย์ได้กรุณาอธิบายนั้น ทำให้เข้าใจได้ว่า คำแต่ละคำ ต้องศึกษาให้เข้าใจถูกต้อง เช่นคำว่า "บารมี" ก็คือ กุศลธรรมทุกๆ ประการ อันน้อมไปเพื่อดับกิเลส ซึ่งทุกคนจะขาดการบำเพ็ญบารมีไม่ได้เลย เป็นของอาศัยกันไปทิ้งไม่ได้.. ผมมีความเข้าใจอีกทีหนึ่งว่า ธรรมะทั้งสองอย่างนี้ จำต้องอาศัยวิริยะความเพียรเป็นพื้นฐาน อย่างจริงจัง ไม่ใช่เล่นๆ สั่งสมอบรมอย่างตั้งใจจริง ตรงกับข้อความข้างต้นที่ผู้แปลประสงค์นั้นด้วยนัยหนึ่ง ผมมีความเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ.. ด้วยความเคารพอย่างสูง

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
paderm
paderm
วันที่ 22 ธ.ค. 2554

เรียนความเห็นทืี่ 3 ครับ

จากคำกล่าวที่ว่า 
     ผมมีความเข้าใจอีกทีหนึ่งว่า ธรรมะทั้งสองอย่างนี้ จำต้องอาศัยวิริยะความเพียรเป็นพื้นฐาน อย่างจริงจัง ไม่ใช่เล่นๆ สั่งสมอบรมอย่างตั้งใจจริง ตรงกับข้อความข้างต้นที่ผู้แปลประสงค์นั้นด้วยนัยหนึ่ง ผมมีความเข้าใจถูกหรือป่าวครับ
----------------------------------------------------------------------------
จากที่ คุณ dets25226  คำแต่ละคำ ต้องศึกษาให้เข้าใจถูกต้อง ดังนั้น แม้แต่คำว่า วิริยะ ก็ต้องศึกให้เข้าใจถูกต้อง ถ่องแท้ตามที่พระองค์ทรงแสดงครับ

วิริยะ ความเพียร มีอรรถอันลึกซึ้ง เมื่อได้ศึกษาพระอภิธรรม ก็จะเข้าใจความละเอียด ของ วิริยะ ควาเมพียรครับ ความเพียร หรือ วิริยะเจตสิก ในทางธรรม

     วิริยะเจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภท ซึ่ง จิต ก็มี ทั้งที่ป็นกุศล และ อกุศล วิบากและ กิริยา ดังนั้น ความเพียรที่เป็นไปในกุศล ก็มี ความเพียรที่เป็นไปในอกุศลก็มีครับ และ ตามที่กล่าวแล้ว วิริยะเกิดกับจิตเกือบทุกประเภท แม้ขณะนี้ กำลังอ่าน มีความเพียรไหมครับ คำตอบ คือ มี ไม่ต้องทำความเพียรอะไรเลยใช่ไหมครับ แต่ความเพียรเกิดแล้ว เกิดกับจิตเกือบทุกประเภท ขณะนี่อ่านแล้วเข้าใจ ปัญญาเกิด ขณะที่อ่านแล้วเข้าใจ มีความเพียร หรือ วิริยะเจตสิกเกิดด้วยไหมครับ คำตอบ คือ มี เป็นความเพียร หรือ วิริยะเจตสิกที่เกิดกับจิตที่ประกอบด้วยปัญญา คือ คามเพียรที่ประกอบด้วยปัญญา ความเพียรที่ถูกต้อง ต้องไปทำความเพียรให้เกิดปัญญาหรือเปล่าครับ หรือขณะที่กำลังเข้าใจ ความเพียรเกิดแล้ว วิริยะเกิดแล้ว พร้อมด้วยปัญญาด้วย

     ขณะที่สติเกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง มีความเพียรไหมครับ มีด้วยครับ เป็นความเพียร วิริยะเจตสิกที่เกิดกับสติเจตสิกและปัญญาเจตสิกด้วย ขณะนั้น กล่าวได้ว่า มีความเพียร มีวิริยะหรือยังครับ มีแล้ว ต้องไปทำความเพียรอะไรไหมครับ ไม่ต้อง เพราะวิริยะเจตสิกเกิดแล้ว ในขณะนั้น ไม่มีตัวเรา ต้องไปพยายาม ไปทำความเพียรเลยครับ

     ดังนั้น หากเราเข้าใจความจริง เมื่อได้ศึกษาละเอียดขึ้น แม้คำว่าวิริยะเจตสิก หรือ ความเพียร ว่าเกิดกับจิตเกือบทุกขณะ แม้ขณะนี้ ขณะที่อ่านหรือขณะที่เข้าใจ ก็มีความเพียรแล้ว เพียรที่ถูก เพราะขณะนั้นเข้าใจครับ ไม่ต้องไปทำความเพียรอื่นเลยครับ

     พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงว่า ความเพียรบางอย่างเราสรรเสริญ ความเพียรบางอย่างเราติเตียนเพราะเพียร ด้วยอกุศล ด้วยความเข้าใจผิด ในหนทางที่ผิด เป็นความเพียรที่ไม่ดี แต่เพียรในหนทางที่ถูก ไม่ใช่จะต้องไปทำความเพียรนะครับ เพราะ วิริยะเจตสิกเกิดกับจิตเกือบทุกประเภทอยู่แล้ว ขณะที่เข้าใจ ฟังอ่านเข้าใจ มีความเพียร พร้อมปัญญา ขณะที่สติและปัญญาเกิดรู้ความจริง มีความเพียรแล้ว เป็นความเพียรที่ถูกต้องโดยไม่ต้องไปทำความเพียร ตั้งใจเพื่อดับกิเลส เพราะหน้าที่ในการดับกิเลส คือปัญญา และเมื่อปัญญาเกิด มีวิริยะเจตสิกเกิดร่วมด้วยอยู่แล้วครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
dets25226
วันที่ 22 ธ.ค. 2554

สภาพธรรมเป็นเช่นนี้เอง อยู่กับธรรม แต่ไม่รู้ไม่เห็นธรรม เพราะละเอียดเช่นนี้เอง ขออนุโมทนาครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 22 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

พระธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด ลึกซึ้ง แสดงถึงความเป็นจริงทั้งหมด เมื่อกล่าวถึงธรรมแล้ว ไม่พ้นไปจากนามธรรม และ รูปธรรม, สภาพธรรมที่ไม่รู้อะไรเลย ไม่ใช่นามธรรมก็เป็นรูปธรรมทั้งหมดนามธรรม  แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือนามธรรมที่รู้อารมณ์ได้แก่ จิต และ เจตสิก และนามธรรมที่ไม่รู้อารมณ์ ได้แก่พระนิพพาน ที่เป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิด ไม่ดับ แต่มีจริง ในเมื่อยังไม่เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ ก็ไม่สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ประจักษ์แจ้งพระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ ได้ และประการที่สำคัญ เมื่อได้ยินได้ฟังพระนิพพาน ก็อยากจะถึงพระนิพพาน ด้วยความไม่รู้ ด้วยความไม่เข้าใจ ไปทำอะไรด้วยความไม่รู้ ด้วยความเป็นตัวตน ด้วยความเห็นผิด แม้จะมีความเพียร (ที่เป็นอกุศล) มากสักเท่าใด อย่างนี้ ไม่มีวันถึงอย่างแน่นอน ยิ่งจะเพิ่มพูนกิเลสอกุศลให้มีมากขึ้น พระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ เท่านั้นที่ประจักษ์แจ้งพระนิพพานได้ และ กว่าที่ท่านเหล่านั้นจะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ประจักษ์แจ้งพระนิพพานได้นั้น ต้องอาศัยการอบรมเจริญปัญญา  สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกในเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง มาแล้วนับชาติไม่ถ้วน
  
    การเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ เป็นได้ด้วยปัญญา และต้องเป็นปัญญาของแต่ละบุคคลจริง ๆ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องในหนทางที่เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งจิต คือ อริยมรรคมีองค์ ๘  มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น ถ้าไม่มีปัญญาเลย ก็ไม่สามารถเป็นพระอริยบุคคล ได้ 
    
     สำหรับพระอริยบุคคลขั้นสูงสุด คือ พระอรหันต์ เมื่อดับกิเลสหมดแล้วไม่มีกิเลสใด ๆ เกิดขึ้นอีกเลย  แต่ก็ยังมีสภาพธรรม กล่าวคือ จิต เจตสิก (ที่ไม่เป็นไปกับด้วยกิเลส) และ รูป เกิดขึ้นเป็นไป  ยังมีเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ยังมีการได้รับผลของกรรม ยังมีความเกิดขึ้นแห่งจิตที่ดีงามในการทำประโยชน์เกื้อกูลแก่บุคคลอื่น เป็นต้น ซึ่งก็ยังเป็นการเกิดดับสืบต่อกันของสภาพธรรม ยังมีสภาพธรรมเป็นไปอยู่ จนกว่าท่านจะดับขันธปรินิพพาน เมื่อนั้นท่านจึงจะไม่มีการเกิดอีกในสังสารวัฏฏ์ ไม่มีจิต เจตสิก และ รูป เกิดขึนอีกเลย จึงเป็นผู้สิ้นทุกข์โดยประการทั้งปวง ครับ.                          
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 22 ธ.ค. 2554

คนที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพานได้ ต้องสะสมบุญบารมีนับชาติไม่ถ้วน ที่สำคัญ ต้องสะสมกุศลที่่เป็นบารมี 10 ประการ เพราะทุกบารมีต้องเป็นไปเพื่อการออกจากวัฏฏะ ค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
เซจาน้อย
วันที่ 22 ธ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
intra
วันที่ 22 ธ.ค. 2554

ขอขอบคุณ และอนุโมทนาค่ะพระธรรมเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง และเมื่อได้ฟังได้ศึกษาทำให้ไม่อยากศึกษาวิชาการใดๆเลย

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 23 ธ.ค. 2554

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
pat_jesty
วันที่ 23 ธ.ค. 2554

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ