นาวาสูตร .. ความสิ้น และไม่สิ้นไปแห่งอาสวะ
 
บ้านธัมมะ
วันที่  3 มิ.ย. 2551
หมายเลข  8791
อ่าน  1,356

สนทนาธรรมที่ ...

 มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา 

พระสูตร  ที่นำมาสนทนาที่มูลนิธิฯ

วันเสาร์  ๗  มิ.ย.  ๒๕๕๑    เวลา  ๐๙:๐๐ - ๑๒:๐๐น.  คือ

๙.  นาวาสูตร



ว่าด้วยความสิ้น  และไม่สิ้นไปแห่งอาสวะ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ ๓๔๘

 


 

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ ๓๔๘

๙.  นาวาสูตรว่าด้วยความสิ้น  และไม่สิ้นไปแห่งอาสวะ

 

[๒๖๐]   กรุงสาวัตถี.   ฯลฯ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราตถาคตกล่าวความสิ้นไป  แห่งอาสวะทั้งหลายของภิกษุผู้รู้อยู่  เห็นอยู่     ไม่กล่าวความสิ้นไป  แห่งอาสวะทั้งหลายของภิกษุผู้ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่   ภิกษุทั้งหลายเมื่อรู้  เมื่อเห็นอะไร   จึงมีความสิ้นอาสวะ ?      เมื่อบุคคลรู้รูปอย่างนี้   การเกิดขึ้นแห่งรูปอย่างนี้   ความดับสูญไปแห่งรูปอย่างนี้เวทนาอย่างนี้...  สัญญาอย่างนี้...   สังขารอย่างนี้...   วิญญาณอย่างนี้    ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณอย่างนี้    ความดับสูญไปแห่งวิญญาณอย่างนี้ (จึงมีความสิ้นไปแห่งอาสวะ)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่  เห็นอยู่  อย่างนี้แล  จึงมีความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย.

 

[๒๖๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เมื่อภิกษุไม่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งภาวนา-นุโยคอยู่   ถึงจะเกิดความปรารถนาว่า  ไฉนหนอ   จิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย   เพราะไม่ยึดมั่นก็จริง.   แต่ที่แท้จิตของเขาก็ไม่หลุดพ้นจากอาสวะ  เพราะไม่ยืดมั่นได้  ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?   ข้อนั้นพึงกล่าวได้ว่า  เพราะไม่ได้อบรมแล้ว.  เพราะไม่ได้อบรมอะไร   ?เพราะไม่ได้อบรมสติปัฏฐาน  ๔       สัมมัปปธาน ๔       อิทธิบาท ๔อินทรีย์ ๕    พละ ๕     โพชฌงค์ ๗   (และ) มรรคมีองค์ ๘.


 

           ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ฟองไข่ของแม่ไก่ ๘ ฟองบ้าง ๑๐ ฟองบ้าง ๑๒ ฟองบ้าง  ที่แม่ไก่ไม่ได้นอนทับไม่ได้กก ไม่ได้ฟัก   ถึงแม่ไก่นั้น   จะเกิดความปรารถนาอย่างนี้ขึ้นว่า  ไฉนหนอ   ลูกของเราจะพึงใช้ปลายเล็บเท้าหรือจงอยปาก เจาะกะเปาะฟอง ออกมาโดยสวัสดี  ก็จริงแล    แต่ทว่า ไม่ควรที่ลูกไก่เหล่านั้นจะใช้ปลายเล็บเท้าหรือจงอยปากเจาะกะเปาะฟองออกมาโดยสวัสดีได้.    ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะว่าฟองไข่ของแม่ไก่  ๘ ฟอง ๑๐ ฟองหรือ๑๒ ฟอง   แม่ไก่ไม่ได้นอนทับ ไม่ได้กก ไม่ได้ฟักเลย ฉันใด.   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เมื่อภิกษุไม่ได้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งภาวนานุโยคอยู่ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ถึงจะเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า  ไฉนหนอ  จิตของเราจะพึงพ้นจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ยึดมั่น  ก็จริงแล  แต่ที่แท้จิตของเธอจะไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย    เพราะไม่ยึดมั่นได้.ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?     ข้อนั้นพึงกล่าวได้ว่า  เพราะไม่ได้อบรมแล้ว.เพราะไม่ได้อบรมอะไร  ?  เพราะไม่ได้อบรมสติปัฏฐาน ๔   สัมมัปป-ธาน ๔  อิทธิบาท ๔  อินทรีย์  ๕  พละ ๕  โพชฌงค์ ๗   และมรรคมีองค์   ๘.


 

             ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เมื่อภิกษุประกอบเนือง ๆ ซึ่งภาวนานุ-โยคอยู่ถึงจะไม่เกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า  ไฉนหนอ จิตของเราจะพึงพ้นจากอาสวะทั้งหลาย   เพราะไม่ยึดมั่นก็จริงแล   ถึงกระนั้นจิตของเธอก็จะหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย    เพราะไม่ยึดมั่นได้. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?   ข้อนั้นพึงกล่าวได้ว่า เพราะได้อบรมแล้ว.    เพราะได้อบรมอะไร ?     เพราะได้อบรมสติปัฏฐาน ๔   สัมมัปปธาน ๔  อิทธิ-บาท  ๔   อินทรีย์ ๕   พละ ๕   โพชฌงค์  ๗   และ  มรรคมีองค์  ๘.ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฟองไข่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ  ๑๒ ฟอง ที่แม่ไก่นอนทับแล้ว    กกแล้ว    ฟักแล้ว  ถึงแม้แม่ไก่นั้น   จะไม่พึงเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ ลูกของเรา จึงจะใช้ปลายเล็บเท้า   หรือจงอยปาก    ทำลายกะเปาะฟองออกมาโดยสวัสดี     ก็จริงแล     แต่ทว่าลูกไก่เหล่านั้น ควรจะใช้ปลายเล็บเท้า   หรือจะงอยปาก   ทำลายกะเปาะฟองออกมาโดยสวัสดี.  ข้อนั้น เพราะเหตุไร ?  เพราะว่า ฟองไข่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒  ฟอง แม่ไก่ได้นอนทับ ได้กก ได้ฟักมาแล้วอย่างนั้น  แม้ฉันใด.     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เมื่อภิกษุประกอบเนือง ๆ   ซึ่งภาวนานุโยคอยู่ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  ถึงแม้จะไม่เกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า  ไฉนหนอ    จิตของเรา    จะพึงพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่นก็จริงแล     แต่จิตของเธอก็จะพ้นจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ยึดมั่น.  ข้อนั้นเพราะเหตุไร  ?   ข้อนั้นพึงกล่าวได้ว่า  เพราะได้อบรมแล้ว. ถามว่า เพราะได้อบรมอะไร  ?  แก้ว่า  เพราะได้อบรมสติปัฏฐาน ๔    สัมมัปปธาน ๔    อิทธิบาท  ๔   อินทรีย์  ๕พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ (และ)  มรรคมีองค์ ๘


 

             [๒๖๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    รอยนิ้วมือ    หรือรอยหัวแม่มือของช่างไม้หรือลูกมือของช่างไม้  ย่อมปรากฏ ด้ามมีดให้เห็น  แด่ว่าช่างไม้   หรือลูกมือของช่างไม้นั้นหารู้ไม่ว่า  วันนี้  ด้ามมีดของเราสึกไปเท่านี้ วานนี้สึกไปเท่านี้ วานซืนนี้สึกไปเท่านี้   มีความรู้แต่เพียงว่า ด้ามมีดนั้นสึก ๆ   แม้ฉันใด    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุประกอบเนือง ๆ   ซึ่งภาวนานุโยคอยู่  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  ถึงแม้จะไม่มีความรู้อย่างนี้ว่า  วันนี้  อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปเท่านี้  วานนี้สิ้นไปเท่านี้  วานซืนนี้สิ้นไปเท่านี้  ก็จริง  แต่เธอก็รู้ว่าสิ้นไปแล้ว ๆ.


 

             ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เมื่อเรือเดินสมุทร   ที่เขาผูกด้วยเชือกผูกคือหวาย แช่อยู่ในน้ำ    ๖    เดือนในฤดูหนาว   ลากขึ้นบก   เชือกคือหวาย   ที่ถูกลมและแดดพัดเผา   ถูกเมฆฝนตกชะรด    ก็จะเปื่อยผุไป  โดยไม่ยากฉันใด         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เมื่อภิกษุประกอบเนือง ๆ  ซึ่งภาวนานุโยคอยู่     ก็ฉันนั้นเหมือนกันสัญโญชน์ก็จะเสื่อมสิ้นไปโดยไม่ยากเลย.

 

จบ  นาวาสูตรที่  ๙

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
suwit02
วันที่ 3 มิ.ย. 2551
                  สาธุ
 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
baramees
วันที่ 3 มิ.ย. 2551

อบรมปัญญา..ละกิเลส..เหมือนจับด้ามมีด..ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
DEEPKUNG
วันที่ 6 มิ.ย. 2551

รู้สึกดีที่ได้อ่าน ขอบคุณครับ :)

ขอนอบน้อมพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ