ทวารทั้ง ๖

 
samroang69
วันที่  20 พ.ย. 2554
หมายเลข  20062
อ่าน  10,745

พระโปฐิละปฏิบัติตามคำสั่งสอนของสามเณร ลำดับนั้น สามเณรจึงแสดงสระๆ หนึ่งในที่ไม่ไกล แล้วกล่าวกะ ท่านว่า " ท่านขอรับ ท่านนุ่งห่มตามเดิมนั่นแหละ จงลงไปสู่สระนี้." จริงอยู่ สามเณรนั้น แม้รู้ความที่จีวรสองชั้นซึ่งมีราคามาก อันพระเถระ นั้นนุ่งห่มแล้ว เมื่อจะทดลองว่า "พระเถระจักเป็นผู้อดทนต่อโอวาทได้ หรือไม่" จึงกล่าวอย่างนั้น แม้พระเถระก็ลงไปด้วยคำๆ เดียวเท่านั้น

ลำดับนั้น ในเวลาที่ชายจีวรเปียก สามเณรจึงกล่าวกะท่านว่า " มาเถิด ท่านขอรับ" แล้วกล่าวกะท่านผู้มายืนอยู่ด้วยคำๆ เดียวเท่านั้นว่า " ท่าน ผู้เจริญ ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง มีช่องอยู่ ๖ ช่อง, ในช่องเหล่านั้น เหี้ย เข้าไปภายในโดยช่องๆ หนึ่ง บุคคลประสงค์จะจับมัน จึงอุดช่องทั้ง ๕ นอกนี้ ทำลายช่องที่ ๖ แล้ว จึงจับเอาโดยช่องที่มันเข้าไปนั่นเอง; บรรดา ทวารทั้งหก แม้ท่านจงปิดทวารทั้ง ๕ อย่างนั้นแล้ว จงเริ่มตั้งกรรมนี้ไว้ ในมโนทวาร." ด้วยนัยมีประมาณเท่านี้ ความแจ่มแจ้งได้มีแก่ภิกษุผู้ เป็นพหูสูต ดุจการลุกโพลงขึ้นแห่งดวงประทีปฉะนั้น พระโปฐิละนั้น กล่าวว่า " ท่านสัตบุรุษ คำมีประมาณเท่านี้แหละพอละ" แล้วจึงหยั่งลง

ดังเนื้อความที่กล่าวมานี้ การที่ปิดทวารทั้ง ๕ แลัวให้คอยดูอยู่ทางช่องที่ไม่ได้ปิด เนื้อความนี้จะนำไปปฏิบัติได้ไงถ้าไม่ต้องนั้งสมาธิ การทำสมาธิเท่ารู้และเคยได้ยินมาก็มีว่าตัดเรื่องภายนอกออกให้หมด แล้วดูแต่ภายในใจอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถ้าไม่ใช่สมาธิการปฏิบัติก็ต้องเป็นวิปัสสนาคือเห็นตามความเป้นจริง แล้วจะเป็นการดูทางใจอย่างเดียวได้อย่างไร ก็มีอายตนทั้ง ๕ ยังปรากฏเกิดขึ้น อยู่ตลอด ถ้าไม่ไปนั่งสมาธิก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ที่ว่าจะให้ดูอยู่ทางเดียวคือใจนั้น เป็นอย่างไร เมื่อมีเห็น มีการสัมผัส ลิ้นลิ้มรสอยู่อย่างนี้ ที่ว่าอุดนั้นอุดอย่างไร ที่ว่าปิดนั้นปิดอย่างไร ถ้าไม่ทำสมาธิ แล้ววิปัสสนาอย่างไรที่จะเป็นการดูทางเดียวคือใจ อยากให้ผู้รู้ได้วินิฉัยด้วยครับ

ขอบคุณ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
วันที่ 20 พ.ย. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระัรัตนตรัย

สำหรับพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง มีความละเอียดลึกซึ่ง สำหรับในเรื่องของ พระโปฐิละนั้น สามเณรได้สอนธรรมในเรื่องการเจริญอบรมปัญญาไว้ครับว่า หนทาง การดับกิเลส ไม่ใช่ด้วยการเจริญสมาธิ หรือ สมถภาวนา ซึ่งในพระธรรมหมวดอื่นก็ แสดงไว้ครับ คือ การเจริญวิปัสสนา หรือ การเจริญสติปัฏฐานเท่านั้นที่เป็นหนทาง ดับกิเลสได้ครับ ซึ่ง สำหรับ ข้อความในพระสูตรนี้ ที่แสดงไว้ครับว่า ให้ปิดทวาร ทั้ง 5 เสีย จงเริ่มตั้งกรรมนี้ไว้ในมโนทวาร ซึ่ง ทวาร มีทั้งหมด 6 ทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ซึ่งพระธรรมที่แสดงหมวดนี้ แสดงโดยนัยการอบรมปัญญาขั้นสูงที่ เป็น การเจริญวิปัสสนา ที่ถึง วิปัสสนาญาณ ครับ แต่ก่อนที่จะวิปัสสนาญาณ ก็ต้องมี การอบรมสติปัฏฐาน ระลึกลักษณะของสภาพธรรมทั้ง 6 ทวาร ก่อน คือ รู้ทั่วในสภาพ ธรรม ทั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ หากรู้ไม่ทั่วแล้ว ว่าสภาพธรรมทั้ง 6 ทวาร ไม่ใช่เราเป็นแต่เพียงธรรม ก็ไม่สามารถละความยึดถือว่าเป็นสัตว์ บุคคลได้เลยครับ ดังนั้นต้องเริ่มจากความเข้าใจขั้นการฟังเบื้องต้น และก็จนถึง สติปัฏฐานเกิด ระลึกทั่ว ทั้ง 6 ทวาร เมื่อระลึกทั่วทั้ง 6 ทวาร ปัญญามีกำลัง ก็ถึง ระดับวิปัสสนาญาณ แทง ตลอด สภาพธรรม ซึ่ง วิปัสนาญาณ คือ ปัญญาขั้นสูง ที่ประจักษ์ความจริงของ สภาพธรรม ที่แยกนามธรรมและรูปธรรมเด็ดขาด รวมทั้ง เห็นความไม่เที่ยง และปัญญา ระดับสูง ในวิปัสสนาญาณ 16 ขั้นนั้น จะเกิดทาง ปัญจทวาร หรือ ทวารทั้ง 5 ไม่ได้ แต่ต้องเกิดทางมโนทวารเท่านั้น เพราะฉะนั้น จากพระธรรมที่สามเณรสอนท่านพระโปฐิละ จึงแสดงใหเ้ท่านพระโปฐิละ ประจักษ์ความจริงของสภาพธรรม โดยการแทงตลอดด้วย ปัญญาระดับสูง (วิปัสสนาญาณ) ว่าจะต้องรู้ทางใจ ไม่ใข่รู้ทางตา หู จมุก ลิ้น และกาย

จึงมีข้อความที่ว่า จงปิดทวารทั้ง 5 และเจริญ กรรม ทางมโนทวาร ซึ่งคำว่า กรรม หมาย ถึง การเจริญวิปัสสนนา ที่เป็นระดับวิปัสสนาญาณทางมโนทวาร นั่นเองครับ ดังนั้น หากอ่านไม่ละเอียดก็จะพยายาม หลับตา พยายามไม่ได้ยิน พยายามดูจิตเท่านั้น นั่นก็ เท่ากับเป็นการไม่รู้ทั่วในสภาพธรรม และที่สำคัญ เป็นตัวตน ที่เป็นโลภะ ที่ต้องการจะ ทำ คือ ปิดทวาร 5 ซึ่งไม่มีใครที่จะปิด บังคับได้ แต่ปัญญาจะทำหน้าที่เอง คือ เมื่อ วิปัสสนาญาณเกิด ก็จะไม่รู้ทางทวาร 5 คือ ปิดทวาร 5 เอง และวิปัสสนาญาณเกิด ทางมโนทวาร นั่นคือ รู้ทางใจด้วยปัญญาระดับสูง แต่กว่าจะถึงตรงนั้น จะต้องอบรม ปัญญาขั้นต้นด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ไม่ใช่นั่งสมาธิ ระลึกลักษณะของสภาพธรรม ที่ รู้ทั่วทั้ง 6 ทวารมาก่อนแล้วครับ ดังนั้นโดยนัยนี้ จึงแสดงระดับปัญญาที่สูงมาก ที่เป็น วิปัสสนาญาณ ที่รู้ทางมโนทวารเท่านั้น ซึ่งการจะถึงตรงนั้นได้ ไม่ใช่ด้วยการนั่งสมาธิ แต่ด้วยการอบรมวิปัสสนา ที่เริ่มจากการฟังพระธรรมให้เข้าใจครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วม

สนทนาครับ

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
samroang69
วันที่ 20 พ.ย. 2554

วิปัสนาญาณ มีขึ้นได้ทางใจเท่านั้น ก็ห่มายความว่า อายตนะทั้ง ๕ เป็นสภาพที่ เกิดขึ้นตั้งอยู่่และดับไปไม่มีสาระ ปัญญาจะเกิดได้ทางมโนทวารที่หน้าที่รับรู้มา จากทวารทั้ง ๕ เท่านั้นหรือครับ แลัวการที่จิตคิดก็ต้องรู้ด้วยใช่หรือไม่ว่าเป็น สภาพธรรมที่ไรสาระ ดังนั้นมโนทวารจึงทำหน้าที่รู้คือรู้เห็นตามความเป็นจริง เท่านั้นใช่หรือไม่ครับ หรือว่าสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นสภาพที่มโนคือใจ ทำหนน้าที่รู้้ลักษณะตามความเป็นจริงขณะที่มีสิ่งที่มากระทบทางอายตนะทั้ ๕ ปรากฏเกิดขึ้นและดับไป ตามที่เข้าใจก็คือมโนทวารทำหน้าที่รู้เห็นตาม ความเป็นจริงจนเกิดปัญญาที่จะเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏนั้นไรสาระหา ประโยชน์อะไรไม่ได้ จิตก็มีปัญญาทำหน้าที่รู้ละคลายสิ่งที่ปรากฏนั้นว่าเป็น ของไรสาระหาประโยชน์อันใดมิได้ ระลึกบ่อยๆ จนเกิดเป็นวิปัสสนาญาณ ไม่ทราบว่าตามที่เข้าใจอยู่นีเป็นความถูกต้องหรือไม่ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
วันที่ 20 พ.ย. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

การรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ต้องเริ่มที่การฟังพระธรรม ฟังในสิ่งที่มีจริงบ่อยๆ เนืองๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ และที่สำคัญ การรู้สภาพ-ธรรม ระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ต้องรู้ทีละอย่าง ทีละทาง ไม่สามารถรู้พร้อมๆ กันได้หลายอารมณ์หรือหลายทางได้ การที่จะรู้สภาพธรรมโดยทั่วนั้น จึงไ่ม่ใช่เพียงทวารหนึ่งทวารใด ต้องรู้ทั่วทั้ง ๖ ทวาร เพราะถ้ารู้เพียงทวารหนึ่งทวารใด ก็ยังไม่รู้ในทวารอืื่น ยังมีความสงสัยในทวารอื่น จึงไม่ชื่อว่า รู้ทั่ว การที่วิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ จะเกิดขึ้นได้นั้น เป็นผลมาจากการอบรมเจริญสติปัฏฐานระลึกรู้สภาพธรรมที่ำกำลังปรากฏตามความเป็นจริง ทั้งหมดเป็นธรรมที่มีจริงที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ครับ

ขอเชิญคลิกอ่านข้อความเพิ่มเิติมได้ที่นี่ครับ

ระลึกรู้ทั่วทั้ง 6 ทวาร

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
samroang69
วันที่ 20 พ.ย. 2554

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
วิริยะ
วันที่ 20 พ.ย. 2554

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
paderm
วันที่ 20 พ.ย. 2554

เรียนความเห็นที่ 2 ครับ

จริงๆ แล้ว ปัญญาสามารถเกิดได้ทั้ง 6 ทวาร ไม่ใช่เพียง 5 ทวารครับ แต่ปัญญาที่คม กล้าที่เป็นระดับวิปัสสนาญาณ ที่แทงตลอด ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ นั้น จะต้องเป็นทางมโนทวารเท่านั้นครับ จึงไม่ได้หมายความ ปัญญาที่เกิดทางทวารตา หู จมุก ลิ้น กาย จะไม่สำคัญนะครับ ปัญญาเกิดที่ทวารใดก็สำคัญหมด เพียงแต่ว่า ทางทวารทั้ง 5 ยังไม่สามารถแทงตลอดสภาพธรรมได้ เพียงแต่เป็นปัญญาที่ค่อยๆ เริ่มรู้ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งปัญญาทางทวารทั้ง 5 ที่รู้ลักษณะของ สภาพธรรมที่เป็นรูปธรรม ที่ค่อยๆ อบรมย่อมจะเป็นปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาญาณ ทาง มโนทวารได้ ดังนั้นปัญญาสามารถเกิดได้ทั้ง 6 ทวาร และทั้ง 6 ทวาร ก็รู้ตามความ เป็นจริงทั้งหมด เพียงแต่ละทวาร คือ ทวารทั้ง 5 ยังไม่รู้ตามความเป็นจริงมากเท่า ทางมโนทวารครับ ปัญญาระดับสูงเกิดที่ทางมโนทวารเท่านั้นครับ

ขออนุโมทนาที่ ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
wannee.s
วันที่ 21 พ.ย. 2554

การอบรมเจริญสติปัฏฐาน ต้องอบรมเจริญทั้ง 6 ทวาร ไม่เว้น จนกว่าจะรู้ทั่ว รู้ชัด ทั้งนามธรรม และ รูปธรรม ที่กำลังปรากฏตามปกติ ขณะที่สติเกิดระลึกรู้ทีละทวาร ที ละลักษณะ เกิดแล้วดับ เร็วมาก สั้นมาก ไม่ใช่การจดจ้องต้องการด้วยความเป็นตัวตนค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
เซจาน้อย
วันที่ 21 พ.ย. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระัรัตนตรัย

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 22 พ.ย. 2554
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
pamali
วันที่ 24 พ.ย. 2554

ขอนอบน้อมพระรัตนตรัย......

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
chatchai.k
วันที่ 6 เม.ย. 2564

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ