ลมหายใจเป็นรูปที่เกิดจากจิตหรือจิตตชรูป..
 
natre
วันที่  9 มิ.ย. 2554
หมายเลข  18515
อ่าน  1,570

   ผมสงสัยในบางขณะครับ เรียนท่านผู้รู้ช่วยอธิบายด้วยครับ

   คือลมหายใจเป็นรูปที่เกิดจากจิตหรือจิตตชรูปตามหลักธรรม ก็พอจะอนุมานได้ว่า จิตเมื่อต้องการ รูปก็เกิดพร้อมธาตุลมก็เกิดพร้อม อาจจะโดยวิปปยุตปัจจัยหรือไม่ผมก็ไม่แน่ใจ   ตัวอย่างขณะวิ่งเหนื่อยมากๆการหายใจก็เร็วถี่ขื้นกว่าเดินปกติ ก็ดูเหมือนจะเข้าใจว่า เออนี่คือรูปที่เกิดจากจิตนะ แต่ขณะหลับสนิทจิตซื่งเป็นธาตุรู้ ผมไม่เข้าใจว่าเขาพารูปหายใจอย่างไร และบางครั้งพลิกตัวหน้าคว่ำหายใจไม่ออก จิตมันรู้ถีงขนาดเป็นปัจจัยให้รูปพลิกหน้าเพื่อจะได้หายใจได้สะดวก ดูๆแล้ว จิตนี่ช่างมหัศจรรย์จริงๆ และขอความกรุณาท่านผู้รู้ให้ความกระจ่างอีกเช่นลมหายใจขณะสลบ ขณะหลับฝัน ด้วยครับ.   ขอบคุณ.



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

   ลมเป็นสภาพธรรมที่มีจริง อันเป็นวาโยธาตุ   ลมเกิดจากสมุฏฐาน คือเหตุหลายประการ ทั้งที่เป็นอุตุ จิต กรรมและอาหาร  ส่วนลมที่เป็นลมหายใจ  เกิดจากจิตเป็นเหตุ เป็นสมุฏฐาน ลมที่เกิดจากจิต เป็นเหตุ ละเอียดมากครับ การจะรู้สภาพธรรมที่เป็นเหตุ เป็นสมุฏฐาน จึงเป็นเรื่องยาก ลึกซึ้ง ไม่ใช่การคิดนึกครับ อย่างเช่น ขณะที่เหนื่อย ขณะนั้นมีลมหายใจ ซึ่งก็อาจมีลมอื่น ๆ ที่เกิดจากสมุฏฐานอื่นด้วยครับ   ดังนั้นการพิจารณาลมหายใจ ที่เป็นอานาปานสติ จึงเป็นอารมณ์ของมหาบุรุษ  เพราะเป็นเรื่องละเอียดมาก อันเป็นลมหายใจที่เกิดจากจิต แสดงถึงว่าในขณะนั้นต้องมีปัญญารู้ความเป็นสมุฏฐานที่เกิดจากจิตด้วยปัญญา ที่ไม่ใช่เพียงการพิจารณาครับ   ดังนั้นขณะที่หายใจแรงๆ แน่นอนครับว่าจะต้องมีลมหายใจที่เกิดจากจิตแน่นอน แต่ลมอื่นที่สืบต่อ อาจไม่ใช่ลมหายใจก็ได้    ปัญญาก็ไม่สามารถรู้ได้เลยเพราะปัญญาไม่มากพอครับ ธรรมจึงเป็นเรื่องละเอียด อันเป็นพระปัญญาคุณที่พระองค์ทรงตรัสรู้ครับ

   ขณะที่หลับสนิทก็มีจิตเกิดขึ้น เป็นภวังคจิต เมื่อมีจิต ยังไม่สิ้นชีวิตก็ต้องมีลมหายใจอันเกิดจากจิตเป็นสมุฏฐาน ขณะนั้นไม่รู้อารมณ์ในโลกนี้คือขณะที่หลับสนิท  ก็ทำให้ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังหายใจอยู่ครับ อย่าว่าแต่การหายใจเลยครับ ที่ไม่รู้ แม้แต่โลกนี้ก็ไม่ปรากฏเพราะขณะนั้นไม่รู้ทางตา หู...ใจเลยครับ   เพราะเป็นภวังคจิต  ขณะฝันก็มีลมหายใจ เพราะมีจิตครับ ลมหายใจจึงเกิดขึ้นเพราะมีจิตเป็นเหตุครับ ขณะที่สลบก็เช่นกันก็ต้องมีลมหายใจเพราะมีจิตเกิดขึ้นและดับไปอยู่ครับ มีจิตเป็นสมุฏฐานให้เกิดการหายใจ    ลมหายใจจึงเป็นเรื่องละเอียดประณีตจึงรู้ได้ยากจึงเป็นอารมณ์ของมหาบุรุษมีพระพุทธเจ้า เป็นต้นครับ

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 9 มิ.ย. 2554

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   จิต เป็นสภาพธรรมที่มีจริง  เป็นนามธรรมประเภทหนึ่งซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ (อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้)   จิตมีอยู่จริงทุกขณะของชีวิต   เพราะชีวิตดำรงอยู่เพียงชั่ว ๑ ขณะจิตเท่านั้น  เมื่อจิตขณะหนึ่งดับไป   เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น   ซึ่งจะแตกต่างจากรูปธรรมอย่างสิ้นเชิง  เพราะรูปธรรม เป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้อะไรไม่รู้อารมณ์เหมือนกับนามธรรม   ตามการศึกษาก็พอจะเข้าใจได้ว่า  จิตใด เป็นปัจจัยให้เกิดจิตตชรูป (รูปที่เกิดจากจิต) ได้   และ จิตใด ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดจิตตชรูป    ทั้งหมดนั้น แสดงถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เป็นจริงอย่างนี้  ไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงความจริงนั้นได้  แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระองค์ก็ไม่ได้ทรงเปลี่ยนแปลงธรรม     เพราะเหตุว่าธรรมเป็นจริงอย่างไร  พระองค์ทรงตรัสรู้ตามความเป็นจริงและทรงแสดงไปตามความเป็นจริงของสภาพธรรม นั้น ๆ  และเป็นที่เข้าใจว่า รูปกับนามเข้ากันไม่ได้  ประกอบพร้อมกันไม่ได้     ไม่เหมือนนามธรรมกับนามธรรม (จิตและเจตสิก)       เมื่อว่าโดยปัจจัยแล้ว รูปกับนาม  เป็นปัจจัยโดยวิปปยุตตปัจจัย นั้น ถูกต้อง    ขณะที่สลบ กับ  ขณะที่หลับแล้วฝัน  ต้องเข้าใจว่าขณะนั้นเป็นจิตอะไร   เพราะถ้าไม่ใช่จิต ๑๖ ดวง (อรูปฌานวิบากจิต ๔ ดวง,ปฏิสนธิจิต ๑ ดวง,  ทวิปัญจวิญญาณ๑๐ ดวง,  จุติจิตของพระอรหันต์  ๑ ดวง) แล้ว ก็เป็นปัจจัยให้เกิดจิตตชรูปได้   ดังนั้นขณะที่สลบ  มีชวนจิตเกิด ๖ ขณะ  และ ขณะที่หลับแล้วฝัน  ซึ่งขณะที่ฝัน  ก็เป็นกุศลจิตบ้าง เป็นอกุศลจิตบ้าง  จึงเป็นจิตที่เป็นปัจจัยให้เกิดจิตตชรูปได้ หรือ แม้แต่ขณะที่หลับสนิท  ไม่ฝัน  จิตเป็นภวังคจิต  ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ไว้  ก็เป็นปัจจัยให้เกิดจิตตชรูปได้ด้วย  จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม  ความจริง  เป็นจริงอย่างไร    ก็เป็นจริงอย่างนั้น ผู้ศึกษาก็สามารถค่อย ๆ  เข้าใจตามความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น  เห็นความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมมากยิ่งขึ้น  เพราะไม่สามารถบังคับบัญชาธรรมอะไร ๆ  ได้เลย   ธรรม เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วก็ดับไป  ไม่ยั่งยืนจริง ๆ        สภาพธรรม มีจริงทุกขณะ  มีให้ศึกษาอยู่ทุกขณะ  ไม่จำกัดเฉพาะขณะหนึ่งขณะใดเท่านั้น   ที่สำคัญที่สุด   ต้องอาศัยการฟัง  การศึกษา ฟังในสิ่งที่มีจริงบ่อย ๆ เนือง ๆ ความรู้ความเข้าใจ ก็จะค่อย ๆ  เจริญขึ้นไปตามลำดับ    จิต  เป็นธรรม   รูปที่เกิดจากจิต  ก็เป็นธรรม   ไม่ใช่เรา  ครับ

                             ขอเชิญคลิกอ่านข้อความเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ ครับ

จิตตชรูป

จิตตชรูป

จิตตชรูป

จิตตชรูป

                           ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
วิริยะ
วันที่ 10 มิ.ย. 2554
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
natre
วันที่ 10 มิ.ย. 2554

    ขอขอบคุณ คุณpaderm...คุณkhampan.a ที่กรุณาให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ