ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ซาบซึ้งในหทัย
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ข้าพเจ้าได้ฟังความการสนทนาที่มูลนิธิฯ เรื่อง "ตกเหว" (ปปาตสูตร) เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา มีข้อความบางตอน ที่ท่านอาจารย์ได้สนทนาแล้วข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งในความเมตตาของท่าน ที่เกื้อกูลให้ผู้ฟัง มีความละเอียด พิจารณาตนเองจากการฟังมีความตรง ต่อการเข้าใจธรรมะ เข้าใจตนเอง เพื่อการขัดเกลากิเลส ข้าพเจ้าจึงใคร่ขออนุญาตยกความบางตอนมาให้ทุกท่านได้พิจารณาด้วยดังนี้ครับ


ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ความละเอียดของธรรมะ เป็นสิ่งที่ ถ้าเผินเราก็จะได้สิ่งที่เผินๆ เล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียด ก็จะได้ความครบถ้วนมากขึ้น เพื่ออะไรคะ?
อ.กุลวิไล ก็เพื่อจะรู้ธรรมะ ตามความเป็นจริงค่ะ
ท่านอาจารย์ ค่ะ เพื่ออะไร? รู้ธรรมะ ตามความเป็นจริง เพื่ออะไร?
อ.กุลวิไล เพื่อวันหนึ่ง ที่จะพ้นทุกข์ได้ค่ะ
ท่านอาจารย์ ค่ะ เพื่อรู้ตัวเอง ใช่ไหม? ดีแค่ไหน?
คุณกุลวิไล ดีแค่ไหน?
อ.กุลวิไล ไม่ดีเลยค่ะ แต่ก่อนก็คิดว่าดี พอศึกษาธรรมะ ก็ทราบได้ว่า ไม่ดีเลยค่ะ
ท่านอาจารย์ "ปัญญา" ทำให้ "เห็นถูก" ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น ยิ่งมีปัญญา ยิ่ง "แก้ไข" สิ่งที่สะสมมา ซึ่งเป็นสิ่งซึ่ง "ตัวเองรู้" ใช่ไหม? เพราะ ได้ฟังแล้วก็พิจารณาเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ "ดี" หรือ "ไม่ดี" แค่ไหน? เพราะฉะนั้น ทุกคน ฟังธรรมะ เพื่ออะไร? เพื่อรู้ว่า โลภะเป็นสมุทัย เพื่อรู้ว่าอริยสัจมี ๔ เพื่อรู้ว่ามรรค หนทางนั้นคืออะไร? แต่ ละเอียดพอที่จะรู้ไหม? ว่าจิต ของแต่ละคนตั้งแต่เกิดเนี่ย สะสมมาก เพิ่มขึ้นคือ "ความไม่รู้" และ "ความติดข้อง" ตราบใดที่ "ไม่เข้าใจธรรมะ"

แล้วฟังธรรมะ เพื่ออะไร? เพื่อรู้ตามความเป็นจริง เพื่ออะไรคะ? ถ้ารู้ว่า "ไม่ดี" จะ "แก้ไข" ไหม? เวลานี้ เท่าที่ทุกคนได้ฟังธรรมะมาก็หลายสิบปี คิดแก้ไขหรือเปล่า? หรือว่า คิดที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ทั้งๆ ที่ มีอกุศลอยู่เต็ม?

นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ต้องเป็นผู้ที่ "ละเอียด" จริงๆ ใครก็ตาม ฟังธรรมะ ทำให้เห็นธรรมะ ตามความเป็นจริงว่า เป็นธรรมะ ไม่ใช่เรา แล้วธรรมะที่เป็นอกุศลเกิดมากกว่าธรรมะที่เป็นกุศล แล้วก็ สะสมมามากกว่า ธรรมะที่เป็นกุศล
ถ้าเทียบกับ "ปัญญา" ที่สามารถที่จะ "เข้าใจ" ลักษณะของสภาพธรรมะ ที่กำลังปรากฏ ในขณะนี้ ว่าเป็นธรรมะจริงๆ หรือยัง? หรือว่า เป็นหรือเปล่า? นี่ก็แสดงให้เห็น ในความเป็นผู้ตรงของประโยชน์ของการฟังธรรมะ


เพราะฉะนั้น ถ้าจะถามแต่ละคน ซึ่งพบกันมา บางคนก็หลายสิบปี นะคะ "แก้ไข" อะไรบ้างหรือยัง? หรือว่า "แก้ไข" อะไรบ้างหรือเปล่า? ความโกรธ ความชัง หรือว่าการที่ ไม่เป็นมิตร ทุกคนดูเหมือนจะว่า ทำดีไม่ได้ เป็นมิตรไม่ได้ แต่ว่า ตามความเป็นจริงใครก็ทำไม่ได้ นอกจาก "ปัญญา" เกิดเมื่อไหร่ "ปัญญา" ก็จะเห็นตามความเป็นจริง


เพราะฉะนั้น "ความจริง" เป็นสิ่งที่ "ควรรู้ยิ่ง" "ทุกขอริยสัจจะ" ความจริงก็คือว่า เป็นแต่เพียงธาตุ ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น แล้วก็ดับไปแล้ว "วันไหน" ล่ะคะ? ที่ฟังแล้ว ฟังอีก จนกระทั่ง มีความเข้าใจจริงๆ ในความเป็น "ธาตุ" ไม่ว่าธาตุไหนๆ ที่เคยยึดถือ ว่าเป็นเรา ก็เป็นธาตุ ที่ยึดถือ ว่าเป็นเขา ก็เป็นธาตุ
เพราะฉะนั้น แต่ละธาตุ เมื่อมีโอกาสที่จะได้ฟัง แล้วก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นก็จะเป็นการทำให้ สิ่งที่ไม่ดี ลดน้อยลงได้ แต่ตราบใด ที่ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่ได้คิดที่จะแก้ไข ความไม่ดีต่างๆ ที่มีแล้วก็จะมุ่งแต่ที่จะไปรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นไปได้ไหม?

กราบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ
แล้วฟังธรรมะ เพื่ออะไร? เพื่อรู้ตามความเป็นจริงนะคะ เพื่ออะไรคะ? ถ้ารู้ว่า "ไม่ดี" จะ "แก้ไข" ไหม?
เวลานี้ เท่าที่ทุกคนได้ฟังธรรมะมา ก็หลายสิบปี คิดแก้ไขหรือเปล่า? หรือว่า คิดที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ทั้งๆ ที่ มีอกุศลอยู่เต็ม?
และ
ท่านอาจารย์ "ปัญญา" ทำให้ "เห็นถูก" ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ยิ่งมีปัญญา ยิ่ง "แก้ไข" สิ่งที่สะสมมา ซึ่งเป็นสิ่งซึ่ง "ตัวเองรู้" ใช่ไหม? เพราะ ได้ฟังแล้วก็พิจารณาเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ "ดี" หรือ "ไม่ดี" แค่ไหน?
ขออนุโมทนาพี่วันชัยครับ ที่นำภาพและธรรมเพื่อความเข้าใจอันเป็นไปเพื่อการขัดเกลาให้กับสหายธรรมได้พิจารณาและเพิ่มพูนปัญญาครับ
ขออนุโมทนาครับ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของพี่วันชัย ที่ได้นำข้อความธรรมที่ควรเก็บไว้ในหทัยมาฝากผู้ศึกษาพระธรรมร่วมกันได้พิจารณาเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสของตนเองที่ได้สะสมมาอย่างเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์ ครับ
แต่ตราบใด ที่ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่ได้คิดที่จะแก้ไข ความไม่ดีต่างๆ ที่มีแล้วก็จะมุ่งแต่ที่จะไปรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นไปได้ไหม?
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ขออนุโมทนาในกุศลจิตและกุศลวิริยะของคุณวันชัย ด้วยค่ะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขออนุโมทนาในกุศลจิตค่ะ
ขอบพระคุณที่นำมาให้ได้อ่านเพื่อพิจารณาตนเองค่ะ
หากเข้าใจและมั่นคง ในเรื่องกรรมและผลของกรรมจะไม่โทษ ไม่ตำหนิ ใครเลย นอกจากเหตุปัจจัยที่สั่งสมมานานแสนนาน ไม่รู้ว่าจะให้ผลเมื่อใด อย่างไร ในรูปแบบไหน ทุกอย่างก็เกิดจากกิเลสตนเองทั้งนั้น มิได้มีผู้ใดมาทำให้และไม่สามารถทำหรือ ไม่ทำ ด้วยความเป็นตัวตนได้ (ไม่เลือก ไม่หวั่นไหว) สะสมของใหม่ที่ดีทีละเล็กละน้อยเมื่อเข้าใจ เมื่อถึงเวลา สภาพธรรมย่อมทำกิจของสภาพธรรมนั้นๆ สามารถวัดความเข้าใจเมื่อประสบสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวันเป็นปกติ ว่าเป็นเรามากขึ้นหรือน้อยลง ยังเดือดร้อนกับ คน สัตว์ สิ่งของ ข่าวสารรอบๆ ตัวมากน้อยแค่ไหน อย่างไรจึงชื่อว่า " ทุกอย่างเป็นธัมมะ " และเป็น "อนัตตา" ไม่มีเราไปตัดสินอะไรได้
ขออนุโมทนาค่ะ





