ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านคุณหทัยทิพย์ เทวกุล ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๔

 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  27 มิ.ย. 2554
หมายเลข  18627
อ่าน  3,840

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๔ คุณสุชาดา สุทธิสารรณกรและคุณหทัยทิพย์ (คุณแต๋ม) เทวกุล ณ อยุธยา สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารให้กับมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ไปสนทนาธรรมที่ T STUDIO ซึ่งเป็นทั้งบ้านและที่ทำงานของคุณแต๋ม ในซอยระนอง ๒ ถนนเทอดดำริ

ภายในอาคารดูโปร่งโล่งสบายมากๆ ครับ สามารถมองเห็นต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นรวมทั้งแสงสว่างจากภายนอก ให้ความรู้สึกสดชื่น เชื่อมต่อกับธรรมชาติที่เขียวขจีรอบๆ การตบแต่งที่ดูเรียบง่ายแฝงไว้ด้วยความหรู อยู่สบาย ใช้งานได้จริง แสดงให้เห็นถึงความเป็นสถาปนิก นักออกแบบที่มีชื่อเสียงของท่านเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดีครับ

หลายครั้งที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสติดตามท่านอาจารย์ ไปสนทนาธรรมในที่ต่างๆ ข้าพเจ้าสังเกตุถึงความมีศิลปะ ความพิถีพิถัน ความละเอียด ประณีตบรรจงของท่านเจ้าของบ้านแต่ละแห่ง เห็นถึงความวิจิตรของการสะสมในจิตมาต่างๆ กัน ที่สำคัญที่สุดคือ การมีชีวิตที่สวยงาม พรั่งพร้อมด้วยพระธรรม และได้มีโอกาสในการสั่งสม อบรมเจริญปัญญาในหนทางที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นในชาตินี้ ย่อมเป็นสิ่งที่วิเศษสุดของทุกบุคคล เป็นสิ่งที่มีค่าเหนือกว่าทรัพย์สมบัติอื่นใดในโลก

นอกจากท่านเจ้าของบ้านจะจัดเตรียมสถานที่สำหรับการสนทนาธรรมไว้อย่างดีแล้ว ท่านยังจัดเตรียมอาหารอร่อยๆ ไว้ให้ทุกท่านในวันนั้นได้รับประทานกันอย่างเต็มที่ ในบรรยากาศที่อบอุ่น แวดล้อมไปด้วยกัลยาณมิตรที่ชื่นบานต่อกัน น่าชื่นใจครับ

มีบางท่านแซวข้าพเจ้าว่า ติดตามอ่านกระทู้ของข้าพเจ้าแล้ว ไปๆ มาๆ จะกลายเป็นกระทู้พาชิมอาหารไปเสียแล้ว ก็ต้องขออภัยนะครับ อันที่จริงข้าพเจ้าเพียงอยากให้ทุกท่านได้เห็นถึงความวิจิตรของกรรม ผลของทาน ผลของกุศลที่ทุกคนได้รับความวิจิตรประณีตบรรจงทั้งหลายที่บุคคลได้รับ ล้วนเป็นผลมาจากกรรมทั้งสิ้น และหากเป็นกุศลธรรมที่มีปัญญาเป็นยอดแล้ว ไม่ต้องบอกว่าจะเลิศสักเพียงไหนนะครับ ยิ่งเข้าใจธรรมมากขึ้นเท่าใด ยิ่งจะมีความมั่นคงซาบซึ้งในพระปัญญาคุณมากเท่านั้นครับ สำหรับคราวนี้ ข้าพเจ้าขออนุญาตินำความบางตอนจากการสนทนาในวันนั้น มาฝากทุกๆ ท่านที่ไม่มีโอกาสได้ไป ให้ได้พิจารณาตามควรนะครับ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ


คุณคำปั่น สำหรับในช่วงแรกนี้ก็ขอกราบเรียนเชิญท่านอาจารย์ได้กล่าวธรรมะก่อนครับ

ท่านอาจารย์ ค่ะ หนีธรรมะ พ้นมั้ยคะ? ขณะนี้เป็นธรรมะทุกอย่างค่ะ จะไปไหน อยู่ที่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะพ้นจากธรรมะได้เลย แต่ไม่รู้ว่า เป็นธรรมะ เพราะฉะนั้น การที่มีธรรมะแต่ไม่รู้ว่า (เป็น) ธรรมะ โดยที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้และทรงแสดงก็เป็นโอกาสสำหรับผู้ที่สะสมบุญมาแล้วในอดีตที่จะได้ยิน ได้ฟังแล้วก็ได้เริ่มเข้าใจ และรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดง แต่ถ้าไม่เข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดง ไม่มีทางที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เลย

เพราะฉะนั้น โอกาสนี้ ไม่ใช่ที่พระวิหารเชตวัน พระวิหารเวฬุวัน ก็จริง แต่ว่า ที่ใดก็ตามที่มีธรรมะ ก็เป็นที่ๆ สามารถที่จะได้ ย้อนรำลึกถึงพระธรรมที่ได้ทรงแสดงจากพระโอษฐ์ แล้วก็ได้ศึกษา ได้เข้าใจที่จะรู้ว่า ถ้ามีการเข้าใจธรรมะ เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ได้สูญหายเลย แต่ว่าต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ ที่จะสะสมเพื่อละความไม่รู้ เพราะว่าพระธรรมลึกซึ้งมาก แม้ว่ากำลังปรากฏ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ โดยที่ผู้นั้น ไม่ได้อบรมบารมีถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่สามารถที่จะเข้าใจได้จากการฟัง ชื่อว่า สาวก สวกโก เนี่ยค่ะ คือผู้ที่ได้ฟังพระธรรม

เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจะทรงดับขันธปรินิพพาน นาน ๒๕๐๐ กว่าปี แต่ก็ยังมีพระธรรม จากพระโอษฐ์ ซึ่งจารึกเป็นตัวอักษร หลังจากที่ได้จดจำกันมา เป็นเวลานาน สำหรับคนยุคนี้ ก็ยังมีโอกาส ที่จะได้ทั้งฟัง แล้วก็ทั้งอ่าน เพื่อที่จะพิจารณา เข้าใจธรรมะ ซึ่งไม่มีใครไม่มี และ หนีไม่พ้น ... เพราะว่า ... กำลังเป็นธรรมะ ... ทุกขณะ ...

คุณคำปั่น ครับ ก็เป็นโอกาสที่ดีจริงๆ นะครับ เพราะว่าชาวพุทธหรือว่าผู้ที่เป็นสาวก ก็จะต้องมีการฟังพระธรรม ฟังในสิ่งที่มีจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ผู้ที่เป็นชาวพุทธ ต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจธรรมะ ถ้าหากว่าไม่มีการฟัง การศึกษาแล้ว ความรู้ ความเข้าใจจะเจริญขึ้น ได้อย่างไร? กราบเรียนท่านอาจารย์ เป็นประเด็นแรกเลยนะครับ ซึ่งถ้าหากว่า เมื่อมีการฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ก็จะไม่พ้นสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ซึ่งถ้าได้ฟังพระธรรม จะทราบว่า เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล ทำให้ได้คิดว่า เพราะเหตุไร? สภาพธรรมะที่มีจริง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล ครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์ ค่ะ จาก "ไม่รู้" แล้ว "รู้" มีประโยชน์มั้ยคะ? มีข้อความในพระไตรปิฎก บางครั้ง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงพระธรรมมากมาย โดยประการทั้งปวง ก็มีผู้ถามว่า ชื่อว่าพระองค์พูดมากหรือเปล่า หรือว่าตรัสมากหรือเปล่า? แต่ข้อความใดก็ตาม ที่เป็นประโยชน์ แม้กล่าวมากเท่าไหร่ก็ตาม ถ้อยคำนั้นก็เป็นประโยชน์ แต่ว่า ถ้าถ้อยคำใดไม่มีประโยชน์ ไม่ต้องกล่าวมาก กล่าวเพียงเล็กน้อย

เพราะฉะนั้น การที่ได้ฟังพระธรรม จุดประสงค์เพื่อ "เข้าใจ" จริงๆ ถ้าเราคิดว่าเข้าใจ ไม่มีทางที่จะเข้าใจพระธรรมได้ เพราะเหตุว่า สิ่งที่กั้นความเข้าใจ โลภะ ที่ใช้คำว่า ตัณหาแล้วก็ ทิฏฐิ ความเห็นผิดแล้วก็ มานะ ความสำคัญตน เพราะฉะนั้น ถ้ามีความสำคัญตนว่า เข้าใจแล้ว คิดดู "เข้าใจแล้ว" ในธรรมะ ซึ่งความจริงขณะนี้ก็เป็นธรรมะ แล้วใคร? สามารถที่จะ "เข้าใจแล้ว" ได้?

เพราะฉะนั้น ถ้ามีความสำคัญตนว่า "เข้าใจแล้ว" ในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ ผู้นั้นก็จะประมาทพระธรรม แล้วก็ฟังด้วยการไม่เคารพ คือ คิดว่า พูดอะไร ก็เข้าใจหมดแล้ว แต่นั่นไม่เป็นความจริงเลย เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นความเข้าใจจริงๆ ก็จะต้องเริ่มจากขณะนี้ ไม่รู้อะไรที่เป็นธรรมะ มีแต่เห็น แล้วก็ได้ยิน ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏเหมือนเดิม แล้วจะ "เข้าใจ" ธรรมะ ได้อย่างไร?

แม้แต่ได้ยินคำว่า "ธรรมะ" แต่ไม่รู้ว่า ธรรมะอยู่ที่ไหน? แล้วก็ บางคนก็ไปหาธรรมะที่ต่างๆ โดยไม่รู้เลยว่า ขณะนี้ มีสิ่งที่เป็นธรรมะซึ่งยังไม่เคยรู้และยังไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น ธรรมะเป็นเรื่องละเอียดมาก ถ้า "ตั้งต้น" ด้วยการรู้ว่า "ไม่รู้ธรรมะ" ก็มีโอกาส ที่จะฟัง แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ถ้าประมาท คิดว่ารู้แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจพระธรรม ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ ก็เป็นเพียงคนที่ "คิดเอง" ทุกคนก็ "คิดเอง" โดยไม่ได้ฟัง โดยไม่ได้เข้าใจ ไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง แล้วก็คิดว่า เข้าใจธรรมะแล้ว

"พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ ดังนี้ว่า หมู่สัตว์นี้ประกอบแล้วด้วยมานะ มีมานะเป็นเครื่องร้อยรัด ยินดีแล้วในภพ ไม่กำหนดรู้มานะ ต้องเป็นผู้มาสู่ภพอีก ส่วนสัตว์เหล่าใดละมานะได้แล้ว น้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นมานะ สัตว์เหล่านั้น ครอบงำกิเลสเครื่องร้อยรัด คือ มานะเสียได้ก้าวล่วงได้แล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ... "

การสนทนาธรรมในวันนั้น แม้จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ แต่ก็มากไปด้วยสาระ เป็นช่วงเวลาอันยอดเยี่ยม ที่ทุกท่านได้มีโอกาสสะสมความรู้ ความเข้าใจธรรมะเพิ่มขึ้น

กราบอนุโมทนาในกุศลทุกประการของท่านเจ้าของบ้าน คุณสุชาดา สุทธิสารรณกร และคุณหทัยทิพย์ เทวกุล ณ อยุธยา

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ท่านวิทยากรทุกท่าน และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านด้วยครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
kanchana.c
วันที่ 27 มิ.ย. 2554

เยี่ยมมากค่ะ ไม่มีอะไรตกหล่นเลยแม้สักอย่างเดียว โดยเฉพาะธรรมที่ได้ถอดคำพูดมาทั้งหมด ขออนุโมทนาในกุศลวิริยะที่วิจิตรค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ZetaJones
วันที่ 27 มิ.ย. 2554

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paderm
วันที่ 27 มิ.ย. 2554

เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจะทรงดับขันธปรินิพพาน นานนะคะ ๒๕๐๐ กว่าปี

แต่ก็ยังมีพระธรรมจากพระโอษฐ์ ซึ่งจารึกเป็นตัวอักษร หลังจากที่ได้จดจำกันมาเป็นเวลานาน สำหรับคนยุคนี้ ก็ยังมีโอกาส ที่จะได้ทั้งฟัง แล้วก็ทั้งอ่านเพื่อที่จะพิจารณา เข้าใจธรรมะ ซึ่งไม่มีใครไม่มี และ หนีไม่พ้น

เพราะว่า กำลังเป็นธรรมะทุกขณะ

และ

แม้แต่ได้ยินคำว่า "ธรรมะ" แต่ไม่รู้ว่า ธรรมะอยู่ที่ไหน? แล้วก็ บางคนก็ไปหาธรรมะที่ต่างๆ นะคะ โดยไม่รู้เลยว่า ขณะนี้ มีสิ่งที่เป็นธรรมะ ซึ่งยังไม่เคยรู้ และยังไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น ธรรมะเป็นเรื่องละเอียดมากค่ะ

ถ้า "ตั้งต้น" ด้วยการรู้ว่า "ไม่รู้ธรรมะ" ก็มีโอกาส ที่จะฟัง แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น นะคะ แต่ถ้าประมาท คิดว่ารู้แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจพระธรรม ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ ก็เป็นเพียงคนที่ "คิดเอง" ทุกคนก็ "คิดเอง" โดยไม่ได้ฟัง นะคะ โดยไม่ได้เข้าใจ ไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง แล้วก็คิดว่า เข้าใจธรรมะแล้ว

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาพี่วันชัยด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
พุทธรักษา
วันที่ 27 มิ.ย. 2554

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
khampan.a
วันที่ 27 มิ.ย. 2554

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของพี่วันชัย และ ทุกๆ ท่าน ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Sam
วันที่ 27 มิ.ย. 2554

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
kinder
วันที่ 27 มิ.ย. 2554

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
Noparat
วันที่ 27 มิ.ย. 2554

ขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Jans
วันที่ 27 มิ.ย. 2554

ทุกๆ อย่างที่มีจริงเป็นหนึ่งในสังสารวัฎฎ์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่กลับมาอีกเลย กราบบูชาพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

กราบบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณวันชัย และสหายธรรมทุกท่านคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
raynu.p
วันที่ 28 มิ.ย. 2554

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
pannipa.v
วันที่ 29 มิ.ย. 2554

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 29 มิ.ย. 2554

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
wannee.s
วันที่ 1 ก.ค. 2554

เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นความเข้าใจจริงๆ ก็จะต้องเริ่มจากขณะนี้

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
สมศรี
วันที่ 1 ก.ค. 2554

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
หลานตาจอน
วันที่ 5 ก.ค. 2554

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
Maimii
วันที่ 5 ก.ค. 2554

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
yuda
วันที่ 25 ธ.ค. 2568

ยินดีในกุศลของทุกท่านค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ