ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ๓ มิถุนายน ๒๕๕๔

 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  4 มิ.ย. 2554
หมายเลข  18482
อ่าน  2,134

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์น้ัน

มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้รับจดหมายเชิญจากท่านผู้อำนวยการ

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เพื่อไปสนทนาธรรมกับคณะนักเรียนที่มีความสนใจ

ณ ห้องนวัตกรรม ในเวลา ๑๐.๓๐ - ๑๒.๐๐ น. วันศุกร์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา

ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้มีเมตตาให้อาจารย์อรรณพ หอมจันทร์

คุณคำปั่น อักษรวิลัย และ คุณธนากร นรวชิรโยธิน ไปเป็นวิทยากร

การสนทนาธรรมในวันนี้ เป็นหัวข้อที่นักเรียนตั้งขึ้นเองคือ "ธรรมะกับการดำเนินชีวิต"

ซึ่งหากนักเรียนที่ตั้งใจฟัง จะได้รับประโยชน์อย่างมาก ในพื้นฐานทางพุทธศาสนา

กับความเข้าใจในชีวิต ที่ท่านวิทยากรได้กรุณาเมตตาบรรยายไว้อย่างน่าสนใจมากครับ

ข้าพเจ้าใคร่ขออนุญาตินำความบางตอนจากการสนทนามาฝากทุกๆ ท่านดังนี้ครับ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ


นักเรียน ในเรื่องของใกล้จะเอนทรานซ์เนี่ยครับ ม. ๖ ขึ้นปี ๑ มีการอ่านหนังสือ

มีความเครียด มีจุดหมายปลายทาง แต่บางครั้งก็มีความ มีกิเลส หลายๆ อย่าง

เช่น ท้อถอย ความเหนื่อยล้า แล้วก็สิ่งต่างๆ มายั่วยุ อะไรอย่างนี้นะครับ

มีหลักอย่างไรบ้าง ที่จะให้เพื่อนๆ ทุกคนได้ยึด และมุ่งหน้าต่อไปครับ?

คุณคำปั่น ครับ ธรรมะก็เป็นเรื่องละเอียดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นวัยใด

ก็ไม่พ้นไปจากธรรมะ ซึ่งก็จะขอกลับมาที่หัวข้อนะครับว่า ธรรมะกับการดำเนินชีวิต

ซึ่งเราก็ได้ทราบแล้วนะครับว่า ธรรมะคืออะไร ต่อไปนี้คงจะได้ทราบนะครับว่า

ชีวิตคืออะไร? แล้วก็จะสอดคล้องกับปัญหาที่น้องถามเมื่อสักครู่นี้อย่างไร?

ก็ขอเชิญอาจารย์อรรณพ ครับ

อาจารย์อรรณพ ครับ จริงๆ จะตอบว่า พระพุทธศาสนาเนี่ยมีคำตอบในทุกๆ ปัญหา

ทีนี้ นักเรียนลองคิดดูนะครับว่า ปัญหาจริงๆ เนี่ย อยู่ตรงไหน? ตัวปัญหาเนี่ย คืออะไร?

เรามีปัญหาใช่ไม๊ว่า โอย..อยู่ในวัยนี้ มีความคิดที่ว่ารุนแรง รัก ชัง อย่างรุนแรง

จริงอยู่นะครับเป็นจริง เราลองคิดสิครับว่า ตั้งแต่เกิด ตอนนี้นักเรียนอาจจะอายุ

๑๖ ๑๗ ๑๘ อะไรก็แล้วแต่ ย้อนไปนะครับ ๑๗-๑๘ ปี ตอนที่เริ่มเกิดใหม่ๆ

เพิ่งเป็นกลุ่มของรูปเล็กๆ ที่อยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งทางวิทยาศาสตร์เค้าก็ศึกษากัน

ใช่ไม๊ครับ เขาศึกษากันว่า เป็นตัวอ่อน เป็นเอ็มบริโอ้ เล็กกว่าเอ็มบริโอ้ ก็เป็นไซโกท

ใช่ไม๊ครับ? เค้าก็รู้ได้แค่นั้น

แต่พระพุทธเจ้ารู้ละเอียดไปก่อนที่วิทยาศาสตร์จะเรียก เอ็มบริโอ้ หรือว่าไซโกท เนี่ย

เป็นกลุ่มของรูปที่เล็กจนมองไม่เห็น เกิดพร้อมกับจิต ซึ่งตอนนั้นมีจิตแล้วนะครับ

ตอนที่เกิด หรือใช้คำว่า "ปฏิสนธิ" ซึ่งเราเอามาใช้ทางวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว

"ปฏิสนธิ" ซึ่งก็ใช้ได้

แล้วอะไรเกิด? ตั้งแต่เริ่มเกิดน่ะ อะไรเกิด? เกิดก็คือ รูปเล็กๆ ที่เกิดมาส่วนหนึ่งนะครับ

ตั้งแต่ก่อนเป็นไซโกทเลย แต่เกิดพร้อมกับจิต หรือว่า ปฏิสนธิเนี่ย มี ๒ คือ

จิตปฏิสนธิ ซึ่งวิทยาศาสตร์ไม่รู้เรื่องนี้เลย แล้วก็รูปที่ปฏิสนธิ รูปที่เกิดเนี่ย

เกิดพร้อมกันนะครับ ซึ่งจริงๆ แล้ว จิตตอนเกิดพร้อมกับรูปเล็กๆ นั้นน่ะ ค่อยๆ ขยาย

แล้วก็เพิ่มจำนวนมาตั้งแต่เล็กๆ จนโตมายืนกันอยู่อย่างนี้ หรือว่าเป็นพี่เค้า

เป็นอาจารย์คำปั่น แล้วก็เป็นผู้ใหญ่แก่ๆ มานั่งตรงนี้ ใช่ไม๊ครับ?


...ที่จะอธิบายคือ ตอนเกิดขึ้นนั้น มีรูปเล็กๆ พร้อมจิต และจิตนั้นน่ะนักเรียนจะเชื่อไม๊

สะสม เรียกว่า พืชเชื้อ ของกิเลสทุกอย่างไว้ในจิตตั้งแต่เกิดมา แต่ยังไม่มีโอกาส

ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้กิเลสกุศลนั้น หรือถ้าในทางที่ดีก็ นักเรียนก็ต้องสะสมสิ่งที่ดีมาด้วย

เพราะฉะนั้น ในจิตแต่ละขณะ สะสมทั้งสิ่งที่ดี และไม่ดีเอาไว้ เชื้อที่ดี และเชื้อที่ไม่ดีไว้

พอเริ่มที่จะโตขึ้น เริ่มโตขึ้น จนกระทั่งออกจากครรภ์มารดา เป็นทารกก็ยังไม่รู้ความ

แต่จริงๆ แล้วมีจิตตลอด "จิต" เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับสืบต่อกันนับไม่ถ้วน

ขณะนี้ก็เป็นอย่างนั้น แต่เราไม่รู้ ขณะนี้ ขณะที่ "ได้ยิน" เนี่ย ขณะหนึ่งนะครับ มีจิต

เป็น "จิตที่ได้ยิน" แล้วดับไปรวดเร็ว แล้วก็เป็นความ "คิดนึก" สลับอย่างรวดเร็วที่สุด

เดี๋ยวก็ "เห็น" ก็เป็นจิตขณะหนึ่ง ดับแล้ว ขณะที่ "ได้ยิน" ก็เป็นจิตอีกขณะหนึ่ง

อันนี้ก็เป็นความละเอียด ซึ่งนักเรียนที่สนใจ ก็สามารถที่จะศึกษาคำสอน

ที่แสนจะละเอียด ลุ่มลึกนี้ต่อไปได้....

แต่พอเมื่อโตขึ้น เป็นเด็กๆ อย่างเช่นเด็กอนุบาลเนี่ย ก็มีความคิดความอ่าน

ในระดับเด็กอนุบาล ชอบเล่นลูกหิน เด็กผู้หญิงก็ชอบเล่นตุ๊กตา เด็กผู้ชายก็เล่นพวกนี้

ตามวัย พอโตขึ้นเนี่ย เริ่มจะมีความเป็นไปของรูป ที่พร้อมขึ้น ก็เป็นปัจจัยทั้งเชื้อฝ่ายไม่ดี

และฝ่ายดีเนี่ย แสดงออกได้เต็มที่ เพราะฉะนั้น เป็นช่วงวัยด้วย

เพราะว่า เป็นความเป็นไปของรูป ที่เริ่มสมบูรณ์ ทางวิทยาศาสตร์เขาบอกมีฮอร์โมน

มีอะไรต่ออะไร ใช่ไหม? ก็ถูกในระดับกว้างๆ แต่พระพุทธเจ้าแสดงว่า

เป็นความเป็นไปของรูปที่อยู่ในช่วงวัยอย่างนี้ ที่บอกว่า มีความรู้สึกรุนแรง

ทั้งรัก ทั้งชัง รุนแรง เพราะมีรูป ที่เอื้อให้เป็นปัจจัย แม้ว่าเราจะมีกิเลส อกุศล

เหมือนกันตั้งแต่เริ่มเกิดเล็กๆ แต่ยังไม่แสดงออก เพราะยังไม่ได้มีการเห็น การคิดนึก

อะไรมากมาย แต่พอช่วงวัย ๑๐ ปีขึ้นไป ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ถึงวัยรุ่น ก็เป็นช่วงที่

รูปเป็นปัจจัย ที่จะทำให้ ถ้าคนไหนสะสมที่ไม่ดีออกมา (สะสม) สิ่งไม่ดีไว้ในจิตเยอะ

สิ่งนั้นแหละ ก็จะแสดงออกมา เป็นความก้าวร้าว เป็นความเกเร เป็นความอะไร

ใช่ไม๊ครับ เพราะพืชเชื้อที่ไม่ดี ที่อยู่ในใจ ทั้งความติด ความอยาก ความชอบ

ในการเล่นเกมส์ ในการทางเสื่อมทั้งหลาย ก็จะแสดงออกมา

แต่ผู้ที่สะสมพืชเชื้อที่ดีมาก็จะแสดงออกเช่นกัน เป็นผู้ที่รับผิดชอบ มีความขยันหมั่นเพียร

ในการเตรียมตัวที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งจริงๆ เนี่ยดูเป็นเรื่องราว

แต่จริงๆ เนี่ย เป็นจิตทุกขณะ เป็นความเป็นไป ที่เกิดตามปัจจัย ตามเหตุ

โดยเฉพาะพืชเชื้อที่สะสมมา



เพราะฉะนั้น ที่ว่าเกิดความรัก ความชังเนี่ย ความรักความชังเกิดจากอะไร?

ถ้าตอบให้ตรงตัวนะครับ เกิดจากพืชเชื้อของความรัก ความชัง ซึ่งสะสมไว้ในจิต

ที่แสนมหัศจรรย์ จิตนี่มีความมหัศจรรย์ คือ สะสม ทั้งดี และไม่ดีทุกอย่างไว้

นี่คือคำสอนพระพุทธเจ้า

ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ชีวิต คือ จิตแต่ละขณะ

เพราะฉะนั้น จะละอกุศลเนี่ย จะละระดับไหน? ใช่ไม๊ครับ ก็ต้องมีความเข้าใจ

เพราะฉะนั้น ในการที่เราสะสมสิ่งที่ดี เรามีจิตที่ดี มีความเข้าใจความจริง

ก็เป็นคนที่มีกุศลเกิดเพิ่มขึ้น การที่จะเกิดความคิดที่ไม่ดี ก็เกิดความคิดที่ดีแทน

บางคนเห็นคนๆ เดียวกันเนี่ยครับ เห็นแล้วหมั่นไส้ สะสมมาที่จะเขม่นคนอื่นเขา

หมั่นไส้ เปรียบเทียบ ไม่จำเป็นเลยนะครับ การที่เราจะเรียนหนังสือได้ดี

ไม่จำเป็นต้องว่า เราเก่งที่สุด เราจะต้องดีที่สุด โดยที่มีความสำคัญตนให้เดือดร้อนใจไป

การรับผิดชอบในหน้าที่ ขณะนั้นเป็นจิตที่ดีงาม ที่คิดถึงคุณของผู้ปกครอง

พ่อแม่เนี่ยครับ ขณะนั้นน่ะ เออ..เรามีหน้าที่จะเรียน ขณะนั้นเป็นจิตที่ดีงาม

ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่ตัวของเราด้วยนะครับ แต่เป็นสภาพจิตที่เกิดดับแสนรวดเร็ว

สลับกับความอยากเล่นเกมส์ สลับกับความหงุดหงิดใจ ความเครียด

เวลาก็ใกล้เข้ามาแล้ว เดี๋ยวสอบสารพัด โอเนท เอเนท อะไรต่ออะไร แอ๊ดมิชชั่น

เครียดไป ขณะที่เครียดเป็นธรรมไหม? ถามแค่นี้ ความเครียดเป็นธรรมไหม?....เป็น..

แต่เป็นอกุศลธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง เกิดตามปัจจัย คือเชื้อที่ไม่ดี

และเมื่อมามีช่วงเวลา ที่ให้เราคิดเรื่องนี้ ก็เป็นอย่างนี้




เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีการศึกษาธรรมะเนี่ย ธรรมะนี้ จะเป็นประโยชน์กับคนทุกวัย

ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยกลางคน วัยสูงอายุ ก็แล้วแต่นะครับ...

...เพราะฉะนั้น นะครับ สะสมความรู้ ความเข้าใจไปเป็นประจำ ให้กุศลเกิดแทรกค่ันบ้าง

แล้วก็มีความรับผิดชอบขึ้น แต่ไม่ใช่เรื่องที่กะเกณฑ์ ทำได้ทุกคน

เพราะถ้าทำได้ทุกคน ทุกคนเป็นคนดีหมด แต่ใครล่ะที่จะรับคำสอน ใครล่ะที่จะรับไป

ในทางที่ดี ก็ต้องตามอัธยาศัย เพราะฉะนั้นก็คือ ตอบว่า ศึกษาคำสอน ศึกษาธรรมะ

แล้วสะสม "ความดี" ไว้ในจิต ซึ่งความดีนี้เป็นสากลนะ ไม่ว่านักเรียนจะเป็นชาย

เป็นหญิง เป็นนักเรียนชั้นไหน เป็นไทย จีน ฝรั่ง อะไรก็แล้วแต่ เป็นความดีที่เป็นสากล

ที่มีสะสมไว้ในจิต ก็จะเป็นปัจจัยให้ปรุงแต่งให้จิตที่ดีงามเนี่ย เกิดสลับบ้าง

ถ้าไม่มีจิตที่ดีงามเกิดสลับเลย โลกนี้จะเป็นโลกที่ไม่น่าอยู่เลย มีแต่ความไม่ละอาย

ความไม่เกรงกลัวต่อบาป อกุศลธรรมทั้งหลาย

และการสะสมกุศลไว้เนี่ย ก็เป็นการสะสมพืชเชื้อที่ดีไว้ เชื้อที่ไม่ดียังไงก็มี

ไปเห็นการเล่นเกมส์ที่สนุกก็อยากเล่น เล่นแล้วบางคนไม่รู้จักหยุดเลย เล่นจนถูกรีไทร์ไป

อย่าคิดนะครับว่า พ้นจากนักเรียนไปแล้ว เพราะกิเลสเนี่ย ตามไป อยู่ในจิต

พอไปเป็นนิสิต ตอนนี้สบายนะครับ ไม่มีครูคอยกำกับ เดี๋ยวก็ไปแล้ว เข้าร้านเนท

ซึ่งเดี๋ยวนี้มีเยอะ อะไรต่างๆ เนี่ยเยอะ เพราะเรากำลังพูดถึง "ธรรมะกับการดำเนินชีวิต"

เพราะฉะนั้น สรุปว่า ชีวิตคือ จิตที่เกิดดับสืบต่อ เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง

นักเรียนจะดำเนินชีวิตด้วยกุศล เป็นส่วนใหญ่ หรือ เริ่มที่จะดำเนินชีวิตที่เป็นกุศลเพิ่มขึ้น

หรือจะไม่ศึกษา แล้วชีวิตก็ดำเนินไปด้วยกุศล

อันนี้ เป็นคำเตือนจากคำสอน พระพุทธเจ้า



ครั้งหนึ่ง ในสังสารวัฏฏ์ของบุคคล ที่มีโอกาสได้พบพระธรรม

ใครเลยจะรู้ว่า จะเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บุคคลใดมีการสะสมสืบต่อ ความรู้ความเข้าใจ

ในพระธรรม ในความเห็นที่ถูกต้องที่หาได้ยากยิ่งนี้ ต่อๆ ไปได้

สิ่งเดียวที่รู้ได้คือใจของเรา มีความมั่นคงขึ้นเพียงใด ในทุกๆ ครั้ง ที่ได้ฟังพระธรรม

.........

สุวิชาโน ภวํ โหติ

ผู้รู้ดี เป็นผู้เจริญ

ขออนุโมทนาท่านวิทยากรทุกท่าน

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 4 มิ.ย. 2554

ยากนะคะที่จะอธิบายธรรมให้เด็กๆ เข้าใจด้วยถ้อยคำง่ายๆ

อาจารย์อรรณพทำได้ดีค่ะ.....ขออนุโมทนา

ขอขอบคุณท่านวันชัยและขออนุโมทนาทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
วันที่ 4 มิ.ย. 2554

ขออนุโมททนาในกุศลจิตของทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
เมตตา
วันที่ 4 มิ.ย. 2554

ศึกษาคำสอน ศึกษาธรรมะ

แล้วสะสม "ความดี" ไว้ในจิต ซึ่งความดีนี้เป็นสากลนะ ไม่ว่านักเรียนจะเป็นชาย

เป็นหญิง เป็นนักเรียนชั้นไหน เป็นไทย จีน ฝรั่ง อะไรก็แล้วแต่ เป็นความดีที่เป็นสากล

ที่มีสะสมไว้ในจิต ก็จะเป็นปัจจัยให้ปรุงแต่งให้จิตที่ดีงามเนี่ย เกิดสลับบ้าง

...ขอบพระคุณและขออนุโมทนาท่านอาจารย์วิทยากรทุกท่าน...

ครั้งหนึ่ง ในสังสารวัฏฏ์ของบุคคล ที่มีโอกาสได้พบพระธรรม

ใครเลยจะรู้ว่า จะเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บุคคลใดมีการสะสมสืบต่อ ความรู้ความเข้าใจ

ในพระธรรม ในความเห็นที่ถูกต้องที่หาได้ยากยิ่งนี้ ต่อๆ ไปได้

สิ่งเดียวที่รู้ได้คือใจของเรา มีความมั่นคงขึ้นเพียงใด ในทุกๆ ครั้ง ที่ได้ฟังพระธรรม

...ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณวันชัย ด้วยค่ะ...

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
วันที่ 5 มิ.ย. 2554

"...ดำเนินชีวิตด้วยกุศล เป็นส่วนใหญ่ หรือ เริ่มที่จะดำเนินชีวิตที่เป็นกุศลเพิ่มขึ้น

หรือจะไม่ศึกษา แล้วชีวิตก็ดำเนินไปด้วยกุศล..."ขออนุโมทนาในกุศลจิตของอาจารย์อรรณพ,น้องธนากร, พี่วันชัย และทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
kinder
วันที่ 5 มิ.ย. 2554
ขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
พรรณี
วันที่ 6 มิ.ย. 2554

ขออนุโมทนาค่ะ

ดูเหมือนหลายๆ คนที่เกิดมาด้วยความไม่เข้าใจ และต้องการถามว่าทำอย่างไรจะเอาธรรมมาใช้กับชีวิตประจำวัน จริงๆ แล้วชีวิตคนเราต่างหากควรทำอย่างไรที่จะหันไปศึกษาและเข้าใจธรรมะเพื่อให้เจริญซึ่งปัญญา และสามารถแก้ไขชีวิตที่ดำเนินไปอย่างไม่ถูกต้องเพื่อชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
สมศรี
วันที่ 6 มิ.ย. 2554

นับเป็นประโยชน์มากสำหรับเยาวชนที่จะได้รับฟังธรรมที่ถูกต้องในแนวนี้ หากเขาได้เคยสะสมความรู้ความเข้าใจธรรมมาก่อนบ้างแล้ว ก็จะเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งให้ศรัทธาเกิด ขวนขวายที่จะรับฟังธรรมเพิ่มเติมอีกในโอกาสข้างหน้า ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
wittawat
วันที่ 7 มิ.ย. 2554

อนุโมทนาครับ

โอกาสที่ประเสริฐสูงสุดคือ การมีโอกาสได้ฟังพระธรรมครับ เพราะประโยชน์ที่เกิดคือ

ความเข้าใจ ทุกวัยทุกยุค ทุกสมัย ผู้ที่ตรง ได้สะสมมา ก็มีโอกาสที่จะสามารถ

เข้าใจได้ตามกำลัง

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
chatchai.k
วันที่ 7 มิ.ย. 2554

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
หลานตาจอน
วันที่ 7 มิ.ย. 2554
ขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
JANYAPINPARD
วันที่ 7 มิ.ย. 2554
ขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
orawan.c
วันที่ 8 มิ.ย. 2554
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ