ว่าด้วยบาปกลับสนองผู้ประทุษร้าย [พิลังคิกสูตร]
 
Khaeota
วันที่  18 มิ.ย. 2553
หมายเลข  16522
อ่าน  525

      ระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 209

                                                ๔.  พิลังคิกสูตร 

ว่าด้วยบาปกลับสนองผู้ประทุษร้าย

        [๖๓๘]  สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน  อันเป็นที่
  
        พระราชทานเหยื่อแก่กระแต   กรุงราชคฤห์.  พิลังคิกภารทวาชพราหมณ์ได้สดับ        มาว่า      ได้ยินว่า     พราหมณภารทวาชโคตร  ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต        ในสำนักของพระสมณโคดม ดังนี้  โกรธ   ขัดใจ  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า        ถึงที่ประทับ  ครั้นแล้ว  ได้ยืนนิ่งอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.        [๖๓๙]  ลำดับนั้นแล.       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของ        พิลังคิกภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระหฤทัยแล้ว        ได้ตรัสกะพิลังคิกภารทวาช-        พราหมณ์ด้วยพระคาถาว่า

          ผู้ใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษ-

ร้ายซึ่งเป็นบุรุษผู้หมดจด  ไม่มีกิเลสเป็น

เครื่องยั่วยวน   บาปย่อมกลับสนองผู้นั้น

เป็นพาลนั่นเอง        เปรียบเหมือนธุลีอัน

ละเอียด ที่บุคคลซัดไปสู่ที่ทวนลม ฉะนั้น

        [๖๔๐]   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว      พิลังคิกภารทวาชพราหมณ์        ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  ภาษิตของพระองค์        แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก  พระโคดม        ผู้เจริญ   ทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก       เปรียบเหมือนบุคคล        หงายของที่คว่ำ  เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด        ด้วยคิดว่า   คนมีจักษุย่อมเห็นรูปได้ฉะนั้น  ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ        พระธรรม  และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ  ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา  พึงได้        อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ.

                      พิลังคิกภารทวาชพราหมณ์   ได้บรรพชา   ได้อุปสมบทแล้วในสำนัก

        ของพระผู้มีพระภาคเจ้า         ก็ท่านพิลังคิกภารทวาชะอุปสมบทแล้วไม่นานแล

        หลีกไปอยู่ผู้เดียว  ไม่ประมาท   มีความเพียร   จิตมั่นคงอยู่    ไม่นานเท่าไรนัก

        ก็กระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยม     เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ซึ่งกุลบุตร

        ทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ   มีความต้องการด้วยปัญญา

        เป็นเครื่องรู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้  เข้าถึงอยู่ ได้ทราบว่า   ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์        อยู่จบแล้ว  กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

        ก็แหละท่านภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย        ดังนี้แล.


เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ