สมถภาวนาไม่ใช่การทำสมาธิ
 
Guest
วันที่  17 มิ.ย. 2549
หมายเลข  1357
อ่าน  1,545

     สมาธิเป็นสภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์ ซึ่งได้แก่ เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกดวง เมื่อจิตฝักใฝ่มีอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนานๆ ลักษณะของเอกัคคตาเจตสิกก็ปรากฏเป็นสมาธิ คือ ตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว
     เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิตเป็นมิจฉาสมาธิ เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตเป็นสัมมาสมาธิ การทำสมาธิให้จิตจดจ่อที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนานๆ นั้นเมื่อไม่ประกอบด้วยปัญญา  ก็เป็นมิจฉาสมาธิ  เพราะขณะนั้นเป็นความพอใจที่จะให้จิตตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ที่อารมณ์เดียว เมื่อปราศจากปัญญา ก็ไม่สามารถรู้ความต่างกันของโลภมูลจิต และกุศลจิต
     การเจริญสมถภาวนาเป็นการเจริญความสงบของจิตด้วยปัญญาที่เห็นโทษของจิตที่ไม่สงบ     การอบรมเจริญความสงบของจิต จึงต้องมีสติสัมปชัญญะที่สามารถรู้สภาพที่ต่างกันของกุศลจิตและอกุศลจิตในขณะนี้เสียก่อน แล้วจึงจะอบรมเจริญกุศลที่เป็นความสงบ คือ สมถภาวนา


Tag  กุศลจิต ความสงบ ปัญญา สติสัมปชัญญะ สมาถภาวนา สมาธิ อกุศลจิต เอกัคคตาเจตสิก

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
pornchai.s
pornchai.s
วันที่ 17 มิ.ย. 2549

         การเจริญสมถภาวนา หรือการเจริญสัมมาสมาธิจนถึงขั้นฌาน มีมาก่อนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้  ด  าบสทั้งสอง คือ อุทกดาบส  และอาฬารดาบส  ก็อบรมเจริญฌานจิต  ถึงอรูปฌานขั้นสูงสุดจนตัวเองเข้าใจผิดคิดว่าบรรลุพระนิพพานแล้ว               ในยุคที่ว่างจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า    ฌานจิตจึงเป็นกุศลขั้นสูงสุดแต่ก็ยังไม่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไปได้        ผู้ที่เจริญฌานจิตนั้น ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาเห็นโทษของความติดข้องใน รูป เสียง

กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ในชีวิตประจำวัน  และมีอัธยาศัยของการเป็นนักบวช   ไม่ใช่ว่าเกิดความหงุดหงิดในหน้าที่การงาน เบื่องาน อกหัก ผิดหวังจากเรื่องต่างๆ  ก็ไปนั่งสมาธิให้จิตจดจ่ออยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ แล้วก็คิดเอาเองว่านี้ คือการปฏิบัติธรรม   เข้าใจว่าได้ฌานขั้นต่างๆ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด  ความจริงเป็นมิจฉาสมาธิ  เป็นอกุศลสมาธิ  โดยไม่รู้ตัว

          ผู้มีปรกติอบรมเจริญสติปัฏฐานนั้น  ก็ไม่ขาดสัมมาสมาธิ   ขณะที่สติเกิด ระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ      ขณะนั้นเป็นกุศลสมาธิซึ่งประกอบด้วยปัญญา    เป็นหนทางอบรมเจริญวิปัสสนาเพื่อความประจักษ์แจ้งนามธรรม  รูปธรรม ในอนาคต         ในยุคนี้  สมัยนี้    ไม่ใช่กาลสมบัติที่จะเจริญสมถภาวนาจนถึงขั้นฌานจิต   เนื่องจากมีคำสอนของพระผู้มีพระภาคให้อบรมเจริญสติปัฏฐานในชีวิตประจำวันได้     เจริญวิปัสสนาได้  ทุกเพศทุกวัย  มีอัธยาศัยเป็นฆราวาส  ก็ไม่ต้องไปบีบบังคับตัวเองให้เป็นบรรพชิต  สมถะในชีวิตประจำวันสามารถเกิดได้  เช่น ระลึกถึงพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆ-คุณ  ระลึกถึงความตาย  ระลึกถึงศีล  เป็นต้น

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
hadezz
วันที่ 7 ก.ย. 2552

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
pamali
วันที่ 4 ต.ค. 2553

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ผ้าเช็ดธุลี
ผ้าเช็ดธุลี
วันที่ 1 ก.ค. 2554

กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ และ

อนุโมทนาจิตดีดีด้วยนะครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ