ผลสมาบัติ [วิสุทธิมรรคแปล]
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่  16 ก.ย. 2552
หมายเลข  13551
อ่าน  2,635

ขอเชิญอ่านข้อความจากวิสุทธิมรรคโดยตรง

วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๓ ตอน ๒ (ตอนจบ) - หน้าที่ 274
  
[ปวัติในผลสมาบัติ]             

     ส่วนว่า เพื่อแสดงปวัติในผลสมาบัติแห่งอริยผลนั้น  มีปัญหากรรม  (ดังต่อไป)  นี้  คือ   ผลสมาบัติ  คืออะไร  บุคคลเหล่าไหนเข้าผลสมาบัตินั้นได้  เหล่าไหนเข้าไม่ได้  เข้าเพราะ  (เพื่อ)  อะไร  และการเข้าผลสมาบัตินั้นเป็นอย่างไร  (เข้าแล้ว)  ยั้งอยู่อย่างไร  ออกอย่างไรอะไรมีในลำดับแห่งผล  และผลมีในลำดับแห่งอะไร ?                                

[ผลสมาบัติคืออะไร]

     ในปัญหากรรมทั้งหลายนั้น  ปัญหากรรมข้อว่า  "ผลสมาบัติคืออะไร"  แก้ว่า  คือ  ความแนบอยู่ในนิโรธแห่งอริยผล                   

[ใครเข้าผลสมาบัติได้  ใครเข้าไม่ได้]

     ปัญหากรรมข้อว่า  "บุคคลเหล่าไหนเข้าผลสมาบัตินั้นได้  เหล่าไหนเข้าไม่ได้  "  แก้ว่า  บุถุชนทั้งปวงเข้าไม่ได้  เพราะอะไร  เพราะยังไม่ได้บรรลุ  (อริยผล)  ส่วนพระอริยะทั้งปวงเข้าได้  เพราะอะไรเพราะได้บรรลุ  (อริยผล)  แล้ว  แต่ว่าพระอริยะชั้นสูง ย่อมไม่เข้าผลสมาบัติชั้นต่ำ  เพราะผลชั้นต่ำระงับไปแล้ว  ด้วยการเข้าถึงความเป็นบุคคลอื่น พระอริยะชั้นต่ำระงับไปแล้ว  ด้วยการเข้าถึงความเป็นบุคคลอื่น พระอริยะชั้นต่ำเล่า  ก็เข้าผลสมาบัติชั้นสูงหาได้ไม่  เพราะยังไม่ได้บรรลุ  อันพระอริยะทั้งหลาย  ย่อมเข้าผลสมาบัติของตน ๆเท่านั้น  นี่เป็นสันนิษฐาน (ข้อตกลง)  ในปัญหากรรมข้อนี้   แต่อาจารย์ลางเหล่ากล่าวว่า  "แม้พระโสดาบันและพระสกทาคามีก็เข้าไม่ได้  พระอริยะชั้นสูง  พวกเท่านั้นจึงเข้าได้ " ดังนี้  และ  นี่เป็นเหตุของเกจิอาจารย์เหล่านั้น  คือ  "เพราะพระอริยะชั้นสูง ๒ พวกนั้น  เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ"  เหตุที่เกจิอาจารย์กล่าว  (อ้าง)  นั้นไม่เป็นเหตุ  (คือไม่ชอบ)  เลย    เพราะแม้บุถุชนก็เข้าโลกิยสมาธิที่ตนได้แล้วได้  ๒  แต่ว่าประโยชน์อะไรด้วยการคิดว่าเป็นเหตุไม่เป็นเหตุในข้อนี้เล่า  ในพระบาลีเองท่านก็ได้กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่า  "โคตรภูธรรม๑๐ อะไรบ้าง  ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสนา ?  ญาณใดครอบงำเสียซึ่งอุปปาทะ..  ซึ่งปวัตตะ  ฯลฯ...  ซึ่งอุปายาส...    ซึ่งสังขารนิมิตภายนอกเพื่อประโยชน์แก่อันได้โสดาปัตติมรรค  เหตุนี้  ญาณนั้นจึงชื่อ  โคตรภู ญาณใดครอบงำเสียซึ่งอุปปาทะ  ฯลฯ  ซึ่งสังขารนิมิตภายนอก  เพื่อประโยชน์แก่อันเข้า   โสดาปัตติผลสมาบัติ...สกทาคามิผลสมาบัติ...อานาคามิผลสมาบัติ...อรหัตผลสมาบัติ...สุญตวิหารสมาบัติอนิมิตวิหารสมาบัติ  เหตุนี้  ญาณนั้นจึงชื่อโคตรภู๓"  ดังนี้  เพราะเหตุนั้น  จึงควรถึงความตกลงในปัญหากรรมข้อนี้ได้ว่า  "พระอริยะทั้งปวง(ทุกชั้น)  ย่อมเข้าผลสมาบัติของตน ๆ ได้" 


Tag  ผลสมาบัติ

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 16 ก.ย. 2552

วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๓ ตอน ๒ (ตอนจบ) - หน้าที่ 276

[เข้าเพื่ออะไร]

     ปัญหากรรมข้อว่า  "เข้าเพราะ  (เพื่อ)  อะไร" แก้ว่า  เพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร  (ความพักอยู่สำราญในปัจจุบันชาติ)  เหมือนอย่างพระราชาเสวยรัชสุข  เทวดาทั้งหลายอริยโลกุตรสุข   ฉันใด  พระอริยะทั้งหลายคิดว่า  เราทั้งหลายจักเสวยอริยโลกุตรสุข  ทำอัทธานปริเฉท (กำหนดกาล)  แล้วก็เข้าผลสมาบัติในทุกขณะที่ต้องการ  ฉันนั้น

[เข้าอย่างไร  ยั้งอยู่อย่างไร  ออกอย่างไร]

     ปัญหากรรมข้อว่า "และการเข้าผลสมาบัตินั้นเป็นอย่างไร  (เข้า)แล้ว)  ยั้งอยู่อย่างไร  ออกอย่างไร"  แก้ว่า  อันดับแรก  การเข้าผลสมาบัตินั้นย่อมมีด้วยอาการ ๒ คือ  เพราะไม่มนสิการถึงอารมณ์อื่นจาก พระนิพพาน ๑  เพราะมนสิการถึงแต่พระนิพพาน ๑  ดังพระธัมมทินนาเถรีกล่าว  (แก่วิสาขอุบาสก) ว่า  "ดูกรอาวุโส ปัจจัยแห่งการเข้าอนิมิตตาเจโตวิมุติมี ๒ คือ  ไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวง ๑  มนสิการถึงแต่ธาตุอันไม่มีนิมิต  (คือนิพพาน)  ๑*  ดังนี้ ส่วน  (ต่อไป) นี้  เป็นลำดับการเข้าในการเข้าผลสมาบัตินี้ ความว่า  พระอริยสาวกผู้มีความประสงค์ด้วยผลสมาบัติ  พึงไปในที่ลับ (คน)ปลีกตัวอยู่แล้ว  (ทำวิปัสสนา)  เพ่งพิจารณาสังขารโดยวิปัสนาญาณ  มีอุทยัพพยญาณเป็นต้น  จิตของพระอริยสาวกผู้มีวิปัสนาญาณตามลำดับ  เป็นไปแล้ว  ย่อมแนบแน่นในนิโรธ  โดยเป็นผลสมาบัติ  ในลำดับแห่งโคตรภูญาณ  อันมีสังขารเป็นอารมณ์  ก็แลในการเข้าผลสมาบัตินี้เพราะความที่พระอริยสาวกนั้นน้อม  (จิต)  ไปเพื่อผลสมาบัติ จึงผลเท่านั้นเกิดขึ้น แม้แก่พระเสขะ  มรรคหาเกิดขึ้นไม่  ส่วนอาจารย์เหล่าใดกล่าว่า  "พระโสดาบันประสงค์ว่าจักเข้าผลสมาบัติ  ตั้งทำวิปัสสนาไปก็เป็นพระสกทาคามี  พระสกทาคามีเล่า...ตั้งทำวิปัสสนาไปก็เป็นพระอนาคามี"  ดังนี้  อาจารย์เหล่านั้นควรถูกว่ากล่าวว่า  "เมื่อเป็นอย่างนั้น  พระอนาคามี  (ตั้งทำวิปัสนาไป)  ก็จักเป็นพระอรหันต์พระอรหันต์... ก็จักเป็นพระปัจเจกพุทธ  และพระปัจเจกพุทธ...ก็จักเป็นพระพุทธเจ้าได้ละซิ"  เพราะเหตุนั้น คำของอาจารย์เหล่านั้นนั่นจึงไม่ควรถือเอาสักหน่อย  อนึ่ง  คำของอาจารย์เหล่านั้น  เป็นอันถูกปฏิเสธด้วยอำนาจพระบาลี  (เรื่องโคตรภูธรรม ๑๐  ที่กล่าวแล้ว    ซึ่งแยกวิปัสนาสำหรับมรรคและสำหรับผลเป็นคนละอย่าง) ด้วย  แม้เพราะเหตุนี้    จึงไม่ควรถือเอา ควรถือเอาแต่นี่เท่านั้น  คือ  "ผลเท่านั้นเกิดขึ้นแม้แก่พระเสขะ  มรรคหาเกิดขึ้นไม่๒  ผล  (ที่เกิดขึ้น)  เล่า ถ้ามรรคที่พระอริยบุคคลผู้นั้นได้บรรลุเป็นปฐมฌานิกมรรค  (มรรคมีปฐมฌาน)  ก็เป็นปฐมฌานิกผลเหมือนกัน  เกิดขึ้นแก่พระอริยบุคคลผู้นั้นถ้ามรรคเป็นทุติยฌานิกะเป็นต้น  ฌานิกะใดฌานิกะหนึ่ง  ผลก็เป็นทุติยฌานิกะเป็นต้น  ฌานิกะใดฌานิกะหนึ่งเหมือนกัน"  ฯลฯ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ