ความจริงแห่งชีวิต 001 ปรมัตถธรรม - ทรงตรัสรู้สภาพธรรม
 
พุทธรักษา
วันที่  31 พ.ค. 2552
หมายเลข  12541
อ่าน  1,539

 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ปรมัตถธรรมสังเขป

โดย อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ในอดีตสมัยณ สาลวัน อันเป็นที่แวะพัก แห่งพวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินาราพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงดับขันธปรินิพพาน ระหว่างไม้สาละคู่หมดโอกาส ที่สัตว์โลก จะได้สดับ พระธรรมเทศนา จากพระโอษฐ์ อีกต่อไป

พระผู้มีพระภาคฯประทานพระธรรมวินัย ที่ทรงแสดงแล้ว ทรงบัญญัติแล้วไว้เป็น ศาสดา แทนพระองค์เมื่อทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้ว

พุทธบริษัท ๔ ย่อมถวาย ความนอบน้อม สักการะ พระธรรมอันประเสริฐสุด ที่พระผู้มีพระภาคฯ ทรงแสดงไว้ตลอด ๔๕ พรรษาตามความรู้  ความเข้าใจ ในพระธรรมวินัย


แม้ผู้ใด เห็นพระวรกาย ของพระองค์ได้สดับ พระธรรมเทศนา จากพระโอษฐ์หรือ แม้แต่ได้จับชายสังฆาฏิ ติดตามพระองค์ไปแต่ไม่รู้ธรรม ไม่เห็นธรรม ผู้นั้น ก็หาได้เห็นพระองค์ไม่ ผู้ใด เห็นธรรม ผู้นั้น ได้ชื่อว่า ย่อมเห็นตถาคต

พระพุทธศาสนา คือ พระธรรม คำสอน ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มี ๓ ขั้น คือ

ขั้นปริยัติ คือ การศึกษาพระธรรมวินัย

ขั้นปฏิบัติ คือ การเจริญธรรม เพื่อบรรลุธรรมที่ดับกิเลส ดับทุกข์

ขั้นปฏิเวธ คือ การรู้แจ้งธรรมที่ดับกิเลส ดับทุกข์

พระพุทธดำรัส ที่ว่า "ผู้ใด เห็นธรรม ผู้นั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นตถาคต" หมายวามว่าการ เห็นธรรม การ รู้แจ้งธรรม ที่พระผู้มีพระภาค ทรงตรัสรู้คือ โลกุตตรธรรม ๙ ขั้นปฏิเวธ


การเห็น ธรรม ขั้นปฏิเวธเป็นผล ของการเจริญธรรม ขั้นปฏิบัติและ การเจริญธรรม ขั้นปฏิบัติ ต้องอาศัยปริยัติ ด้วยเหตุนี้ปริยัติ คือ การศึกษา พระธรรมวินัย จึงเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งเป็นทางนำไปสู่พระพุทธศาสนา ขั้นปฏบัติ และ ขั้นปฏิเวธ เป็นลำดับไป

พระธรรม คำสอน ของพระผู้มีพระภาคได้ จดจำ สืบต่อกันมา โดย มุขปาฐะมุขปาถะ คือ การท่องจำพระธรรมคำสอนจพระพุทธเจ้าโดยพระอรหันตสาวก ผู้กระทำสังคายนาพระธรรมวินัย จำแนกเป็น ๓ ปิฎก เรียกว่า "พระไตรปิฎก" การท่องจำ ได้กระทำสืบต่อกันมา ตราบจนกระทั่งได้จารึกเป็นตัวอักษร

พระธรรมวินัยที่พระอรหันตสาวกได้กระทำสังคายนาจำแนกเป็น ๓ ปิฎก คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก

"พระวินัยปิฎก" แสดงถึง ระเบียบ ข้อประพฤติปฏิบัติเพื่อพรหมจรรย์ขั้นสูงยิ่งขึ้นเป็นส่วนใหญ่

"พระสุตตันตปิฎก" แสดงถึง หลักธรรมที่ทรงเทศนา แก่บุคคลต่างๆ เป็นส่วนใหญ่

"พระอภิธรรมปิฎก" แสดงถึง "สภาพธรรม" พร้อมทั้ง "เหตุ และ ผล" ของ "ธรรมทั้งปวง"

พระผู้มีพระภาค ทรง "ตรัสรู้" สภาพธรรม พร้อมทั้ง "เหตุ และ ผล" ของธรรมทั้งปวง
พระองค์ทรงแสดงธรรม ที่พระองค์ทรงตรัสรู้ เพื่ออนุเคราะห์ สัตว์โลกตั้งแต่สมัยที่พระองค์ทรงตรัสรู้ตราบจนถึงสมัยที่พระองค์ทรงดับขันธปรินิพพานด้วย พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และ พระมหากรุณาธิคุณอันไม่มีผู้ใด เปรียบปาน พระผู้มีพระภาคได้ทรงบำเพ็ญ พระบารมี เพื่อ บรรลุธรรมเป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อม ด้วย "สัมปทา" คือ เหตุสัมปทา ผลสัมปทา สัตตูปการสัมปทา


"เหตุสัมปทา" คือ การถึงพร้อมด้วย "เหตุ" หมายความว่า การที่ทรงบำเพ็ญ พระบารมี จนถึงพร้อมเพื่อตรัสรู้ธรรม เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

"ผลสัมปทา" คือ การถึงพร้อม ด้วย "ผล" มี ๔ อย่าง คือ

"ญาณสัมปทา" ได้แก่  "มัคคญาณ" ซึ่งเป็น ที่ตั้ง แห่งพระสัพพัญญุตญาณ และ พระทศพลญาณ เป็นต้น โดยมี มัคคญาณ เป็น มูล

"ปหานสัมปทา" ได้แก่  การละกิเลส ทั้งสิ้น พร้อมทั้ง วาสนา วาสนา คือ กิริยาอาการทางกาย วาจา ที่ไม่ดีงาม ที่ประพฤติ ปฏิบัติจนเคยชิน ซึ่งถ้าไม่ใช่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ละไม่ได้

"อานุภาวสัมปทา" ได้แก่ ความเป็นใหญ่ในการทำให้สำเร็จได้ตามที่ปรารถนา

"รูปกายสัมปทา" ได้แก่ พระรูปกายอันประกอบด้วย พระมหาปุริสลักษณะ และ อนุพยัญชนะอันเป็นที่เจริญตา เจริญใจ แก่ ชาวโลกทั้งมวล

เมื่อ "เหตุ" คือ "บารมี" ถึงพร้อมแล้วก็ทำให้ถึงพร้อมด้วย "ผลสัมปทา" คือ การตรัสรู้ เป็น "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า"


การเป็น "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" นั้นมิใช่ทำให้พระองค์ พ้นทุกข์ แต่เพียงพระองค์เดียว พระบารมี ที่ได้ทรงบำเพ็ญมานั้น ก็เพื่อ การตรัสรู้ และ บรรลุความเป็น "พระสัพพัญญู" ในธรรมนั้นเพื่อทรงแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์เช่นเดียวกับพระองค์ ถ้าพระองค์ ทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อดับกิเลส พ้นทุกข์ แต่เพียงพระองค์เดียว เท่านั้นพระองค์ ก็จะไม่ทรงพระนาม ว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า"

เพราะ พระพุทธเจ้า นั้น มี ๒ ประเภท คือ

"พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" หมายถึง ผู้ทรงตรัสรู้ ด้วยพระปัญญาอันยิ่งซึ่ง "สัจจะ" ด้วยพระองค์เองทรงตรัสรู้ในธรรมทั้งหลาย ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนทรงบรรลุความเป็น "พระสัพพัญญู" ในธรรมนั้นและ ทรงบรรลุความเป็นผู้มีความชำนาญในธรรมที่เป็นกำลังทั้งหลาย.

"พระปัจเจกพุทธเจ้า" หมายถึง ผู้ทรงตรัสรู้ ซึ่ง "สัจจะ" ทั้งหลาย ด้วยพระองค์เองโดยที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน แต่มิได้ทรงบรรลุความเป็น "พระสัพพัญญู" ในธรรมนั้น และ ไม่ถึงความเป็นผู้ชำนาญในธรรมที่เป็นกำลังทั้งหลาย

ฉะนั้น การบำเพ็ญ "เหตุ" คือ "บารมี"เพื่อบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็น "ผล" จึงมากน้อย ต่างกัน



ขออนุโมทนา

ขออุทิศกุศลแด่ คุณพ่อ คุณแม่ และสรรพสัตว์


  ความคิดเห็น 1  
 
K
K
วันที่ 1 มิ.ย. 2552

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 2  
 
dron
วันที่ 1 มิ.ย. 2552

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 3  
 
suwit02
วันที่ 1 มิ.ย. 2552

สาธุ

 
  ความคิดเห็น 4  
 
pradit
วันที่ 2 มิ.ย. 2552

สาธุ

 
  ความคิดเห็น 5  
 
สุภาพร
วันที่ 8 มิ.ย. 2552

ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 
  ความคิดเห็น 6  
 
pornchai.s
pornchai.s
วันที่ 28 มิ.ย. 2552

ขอความสุขความเจริญมั่นคงในกุศลธรรมจงมีแก่ท่านผู้เกิดกุศลจิต

และท่านผู้อนุโมทนาทุกท่าน ครับ

 
  ความคิดเห็น 7  
 
arin
วันที่ 30 มิ.ย. 2552

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 8  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 25 ม.ค. 2556

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็น 9  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 18 ก.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ