Print 
เมื่อยังสงสัยอยู่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้อย่างไร
 
บ้านธัมมะ
วันที่  13 พ.ค. 2552
หมายเลข  12337
อ่าน  1,896

ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สมุททวรรคที่ ๓ อุทายีสูตร (๓๐๐) มีข้อความว่า ...

     สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์และท่านพระอุทายีอยู่ ณ โฆสิตารามใกล้พระนครโกสัมพี  ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่านพระอุทายีออกจากที่พักผ่อนแล้วเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้งผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ...

     ดูกร ท่านพระอานนท์  กายนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสบอก  เปิดเผยประกาศแล้วโดยปริยายต่างๆ ว่าแม้เพราะเหตุนี้ กายนี้เป็นอนัตตา ดังนี้  ฉันใด แม้วิญญาณนี้ ท่านอาจจะบอกแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้นว่า แม้เพราะเหตุนี้ วิญญาณก็เป็นอนัตตา ฉันนั้นหรือ

     เมื่อยังไม่รู้แจ้งชัดในสภาพธรรม  ก็ยังไม่หมดความสงสัย  เมื่อยังสงสัยอยู่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้อย่างไร ?  จะเข้าประตูไหน  เพราะประตูที่ว่านี้หมายถึง ขณะที่โลกุตตรจิตจะเกิดขึ้นรู้แจ้งนิพพาน ก่อนที่โลกุตตรจิตจะเกิดนั้นกามาวจรจิตต้องเกิดก่อน  แล้วแต่ว่ากามาวจรจิตนั้นมีสติปัฏฐานใดใน ๔ สติปัฏฐาน เป็นอารมณ์  แต่ไม่ใช่ว่าไม่รู้แจ้งชัดลักษณะของรูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ แล้วจะไปเข้าประตู คือ บรรลุอริยสัจจธรรม    ประจักษ์ลักษณะของนิพพาน โดยนิพพานเป็นอารมณ์ได้  และกว่าจะเข้าใจได้ว่ากายนี้เป็นอนัตตา… แม้วิญญาณนี้ก็เป็นอนัตตา  ก็ต้องบอก  แสดง  บัญญัติ  แต่งตั้ง  เปิดเผย  จำแนก  กระทำให้ตื้นลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม  ในขณะนี้ ที่กำลังเห็น  กำลังได้ยิน  กำลังได้กลิ่น  กำลังลิ้มรส กำลังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส กำลังคิดนึก  เพราะยากที่จะเข้าถึงอรรถและประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมทั้งหลายที่เป็นอนัตตาได้ 

ดาวน์โหลดหนังสือ   -->  ปรมัตถธรรมสังเขป


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
suwit02
วันที่ 14 พ.ค. 2552 09:59 น.

สาุธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khan
วันที่ 14 มิ.ย. 2553 12:58 น.

     จากข้อความข้างต้น หมายถึงว่าขณะที่สภาพธรรมมีการเกิดดับอยู่นั้น  รวดเร็วจริง ๆ แต่จิตพิจารณาแบบสโลว์ ได้ไหมคะว่ามีขณะนั้นมีสภาพธรรมที่มีธาตุที่เป็นสติปัฎฐานเกิดร่วมอยู่ตลอดทุกขณะด้วย ถูกไหมคะถ้าพิจารณาแบบนี้ นี่เป็นขั้นคิดพิจารณาใคร่ครวญดู แต่จิตจริง ๆ ยังไม่รู้สภาพธรรมได้เร็วขนาดนั้น จะเกิดก็เป็นบางขั้นบางตอน และเป็นขั้นหยาบอยู่ เช่น เห็น ดูรู้ สุข ชอบ ไม่ชอบ เฉย ๆ อาการขยับ สัมผัส แต่ขณะนั้นก็รู้ว่ามีธาตุที่เป็นเจตสิก กับ จิตเกิดอยู่ แต่ไม่รู้หรอกค่ะว่าเป็นเจตสิกตัวไหนบ้างครบทุกตัว         
     ยกตัวอย่างที่ท่านอาจารย์เคยกล่าวถึง ตา  ที่มีสภาพธรรมที่เห็น โดยเปรียบเทียบกับว่าคนตาบอด มองไม่เห็น ...แต่มันช่างเป็นเรื่องที่วิเศษ สำหรับบุคคลที่ได้เห็นถ้าเราได้ตระหนักว่าเมื่อเราได้เห็นเรารู้คุณค่าของการได้เห็น ..คือมันต้องมีกระบวนการภายในของการเห็นกับภายนอกมาประมวลกันขึ้นเป็นเห็น  แล้วจิตก็เกิดกระบวนการต่อไปถ้าคิด  ก็ไม่จบ  ในภาพที่ได้เห็น คงจะเป็นตรงนี้หรือเปล่าที่ทำให้เกิดการสะสมในจิตว่าเป็นกุศล หรืออกุศล ผิดหรือถูประการใด ขอท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วยนะคะ                              

กราบขอบคุณ   และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
prachern.s
วันที่ 15 มิ.ย. 2553 08:41 น.

เรียนความเห็นที่ ๒

     ในขั้นศึกษา เพียงเข้าใจตามที่ทรงแสดง ยังไม่สามารถรู้ความเกิดดับ หรือ เจตสิกประเภทต่างๆได้    และขณะที่สติปัฏฐานเริ่มระลึก ย่อมรู้สิ่งที่ปรากฏเท่านั้น ส่วนรายละเอียดต่างๆ ไม่อยู่ในฐานะปัญญาระดับเราครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khan
วันที่ 16 มิ.ย. 2553 11:48 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
รษิพร
วันที่ 5 พ.ย. 2553 12:18 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
pamali
วันที่ 12 พ.ย. 2553 22:23 น.

กราบท่านอจ,สุจินต์ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ....

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 17 มี.ค. 2556 03:45 น.

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
วิริยะ
วันที่ 19 เม.ย. 2561 09:15 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ