เป็นเรารู้มาก แต่กิเลสที่มียังเต็ม พอ.6346


    สุรีย์.คนอื่นหรืออย่างไร แต่จริงๆ แล้ว กิเลสจริงๆ สุรีย์ สำหรับปัญจทวาราวัชชนจิต ท่านอาจารย์ให้เหตุผลว่า เพราะกระทบจึงไม่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย และเป็นเหตุผลอันที่ ๒ หรือเปล่าที่ว่า มีวิบากจิตเกิดต่อจากนั้น เพราะฉะนั้นวิริยเจตสิกจึงไม่เกิดร่วมด้วย อันนี้เป็นเหตุผลอีกอันหนึ่งหรือเปล่า

    สุ. การฟังธรรม ต่างคนต่างคิด แล้วก็มักจะคิดเองด้วย แต่ถ้าเราจะเข้าใจว่า ปัญจทวาราวัชชนจิตเกิดขึ้นโดยไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดต่อ แม้มโนทวาราวัชชนจิตเกิดขึ้น ก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดต่อ ตัวมโนทวาราวัชชนจิตนั้นไม่ได้รู้เลย แต่ปัจจัยที่ทำให้ปัญจทวาราวัชชนจิตเกิด ต่างกับมโนทวาราวัชชนจิต เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า จริงๆ แล้ว แม้เราไม่สามารถรู้ลักษณะความต่างของเจตสิกของปัญจทวาราวัชชนะและมโนทวาราวัชชนะ แต่ผู้ที่ตรัสรู้และทรงแสดง เราสามารถเข้าใจความต่างได้ไหม ตามที่แสดงไว้ก็คือว่า วิริยะเจตสิกเกิดกับมโนทวาราวัชชนจิต แต่ว่าวิริยเจตสิกไม่ได้เกิดกับปัญจทวาราวัชชนจิต และลองคิดดูว่า เราสามารถรู้วิริยเจตสิกได้ไหม ที่เกิดกับจิตที่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย เช่น โลภะ เวลาเกิดร่วมกับจิต เป็นโลภมูลจิต โทสะ เกิดร่วมกับจิต เป็นโทสมูลจิต หรือแม้แต่โมหมูลจิต มีวิริยะเกิดร่วมด้วย เรารู้ได้ไหม เพราะเหตุว่าแม้เพียงจะฟังขณะนี้ว่า เป็นจิต ก็ยังไม่รู้ เพราะเป็นเรา

    เพราะฉะนั้นกว่าจะไถ่ถอนการที่เคยสะสมมานานมากที่ไม่รู้ แม้แต่จิตแต่ละขณะที่เกิดขึ้น สะสมมาประการใด พอมาถึงปัญจทวาราวัชชนจิต ก็คือเพียงเกิดก่อน เพราะรู้ว่าอารมณ์กระทบ ยังไม่ทันเห็น ยังไม่ทันได้ยิน แล้วดับไป แต่หลังจากนั้นแล้ว สิ่งที่สะสมมาในจิตตั้งแต่ปฏิสนธิ ประมวลซึ่งกรรมที่สามารถให้ผลในชาตินั้น แล้วแต่ว่าเป็นใคร ชีวิตของสุนัขต่างกันไหม บางตัวก็แสนสบาย เจ้านายดูแลดี บางตัวก็แสนลำบาก อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่เป็นสุนัข หรือเป็นแมว หรือเป็นคน ความต่างกันที่สะสมมาหลากหลาย เมื่อมีความหลากหลายอย่างนี้ ความเป็นไปในชีวิตจะหลากหลายไหม ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึง ณ บัดนี้ มีใครรู้บ้างว่า เราจะเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ผ่านอะไรมามากมายหลายอย่าง ตามการสะสม ตามความเป็นจริงที่จะต้องเป็นไปตามการสะสม

    เพราะฉะนั้นเรามาถึงเพียงจากภวังค์ ก็เป็นวิถีจิตแรก คือ ปัญจทวาราวัชชนจิตกับมโนทวาราวัชชนจิต เพราะว่าทางที่จิตจะรู้อารมณ์มี ๖ ทาง ถ้าไม่ใช่อย่างนี้แล้วก็คือภวังค์ ดำรงภพชาติไป แต่ก็ไม่มีใครสามารถที่จะให้เป็นภวังค์ไปตลอด ทั้งๆ ที่ถามว่า เมื่อคืนนี้หลับสบายไหม ก็ยังจะตอบว่าอย่างไร ถ้าเป็นความเข้าใจธรรมก็ตอบโดยละเอียดว่า ขณะไหน อย่างไร เป็นทวารไหน หรืออะไร แต่ถ้าไม่รู้จะตอบได้ไหมว่า หลับสบายไหม บางคนก็บอกว่า วันนี้หลับดีจัง สุขภาพดี หลับดี หลับตลอดไปดีไหม แล้วก็รู้ว่า หลับตลอดไป เป็นไปไม่ได้เลย ถูกต้องไหมคะ แล้วก็ลองคิดดูว่า ตื่นมาทำไม หลับตลอดไปไม่ได้ และไม่อยากหลับตลอดไป ตื่นมาทำไม แค่เห็นแล้วหมดแล้วค่ะ วิถีจิตสั้นมาก ภวังคจิตเกิดสืบต่อ แต่แสนเร็ว จนไม่ปรากฏว่า แต่ละขณะแสนสั้น และสิ่งใดที่มีปัจจัยเกิดแล้ว ดับแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย จะไปเกิดเป็นใครที่ไหนก็ตาม ชั่วกรรมให้ผลที่จะมีชีวิตอยู่เป็นบุคคลนั้นในชาตินั้น และต่อจากนั้นหายไปเลย หายไปจริงๆ หมดไปเลย หาอีกไม่ได้เลย ตามก็ไม่พบ อย่างไรก็ไม่เจอ หมดแล้ว นี่คือความเป็นจริงของสภาพธรรม แม้ว่ายังไม่จากโลกนี้ไป แต่ทุกขณะจิตก็เป็นอย่างนี้

    เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า การรู้ความจริงก็จะทำให้รู้ว่า ชีวิตที่ยังมีอยู่ และมีธรรมตลอด ไม่เคยขาดธรรมเลย ควรจะเข้าใจ หรือไม่เข้าใจ และการเข้าใจจะทำให้กุศลจิตเกิดจนกระทั่งสามารถดับอกุศลได้ ไม่ใช่ไม่มีหนทางเลย แต่เพราะเหตุที่เราไม่มีความรู้และเต็มไปด้วยความไม่รู้ จะหลับจะตื่นอย่างไรก็ไม่รู้ ทำไมหลับ ทำไมตื่น ก็ไม่รู้ และตื่นมาทำไมก็ไม่รู้ ซึ่งจะมีชีวิตต่อไปในลักษณะไหนก็แล้วแต่การสะสมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก

    เพราะฉะนั้นฟังธรรม ไม่ใช่เพื่อตัดสิน ไม่ใช่เพื่อเราสามารถตัดสินว่า นี่เป็นกุศล นั่นเป็นอกุศล แต่ฟังธรรมเพื่อเข้าใจธรรม เพื่อเข้าใจความเป็นอนัตตา เพื่อประพฤติปฏิบัติตาม แต่ไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าทรงแสดงไว้โดยละเอียด แม้ในพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม อย่างเมื่อวานนี้พูดถึงคนว่าง่าย พอพูดจบ ว่าง่ายหรือว่ายาก ไม่เป็นไปตามที่เราคิด อยากว่าง่าย ก็ไม่ง่าย เพราะว่าไม่ได้สะสมมาที่จะว่าง่าย

    เพราะฉะนั้นการฟังก็เพื่อรู้ความจริงว่าเป็นอนัตตา แต่วันหนึ่งปัญญาที่ค่อยๆ อบรมเจริญขึ้น ก็จะทำหน้าที่ของปัญญาที่จะละกิเลส เพราะฉะนั้นไม่ใช่เพียงฟังและเป็นเรารู้มาก และเราตัดสินได้ แต่กิเลสที่มียังคงเต็ม อันนั้นก็จะไม่ได้สาระจากพระธรรม

    เพราะฉะนั้นการฟังก็คือ รู้ว่าเพราะกิเลสมี ไม่ต้องคำนึงถึงคนอื่น ใช่ไหมคะไปเอากิเลสของคนอื่นทำไม ไปคิดกิเลสของคนอื่นเรื่องอะไร จะไปจัดการกิเลสของอยู่ที่ตัวที่สะสมมาแต่ละคน เพราะฉะนั้นถ้าฟังแล้วก็รู้ว่า มีหนทางที่จะค่อยๆ ละกิเลสด้วย ไม่ใช่เพียงแต่รู้เพื่อความเป็นเรารู้


    หมายเลข 12466
    3 พ.ค. 2565