เป็นผู้มีปกติเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ พอ.6313 (ต่อ)


    นภา ปัญญาขั้นเจริญสติปัฏฐาน อย่างเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ลักษณะของรูปารมณ์ขั้นเจริญสติปัฏฐาน เราไม่สามารถจะระลึกได้เลยว่า สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นเพียงรูปารมณ์ ปัญญาขั้นปรากฏจะระลึกได้แค่ไหนคะ คือฟังแล้วเหมือนเข้าใจ แต่พอไปคิดทั้งคืนแล้ว เราก็ไม่เข้าใจดีเท่าไร อยากให้ท่านอาจารย์อธิบายเรื่องผู้มีปกติเจริญสติปัฏฐาน และปัญญาขั้นการฟังกับขั้นเจริญสติปัฏฐาน เป็นแค่ไหน

    สุ. ค่ะ ส่วนใหญ่ ก็คือติดที่คำ เพราะว่าคนละภาษา กว่าจะรู้ว่า คำนั้นหมายความถึงสภาพธรรมใดจริงๆ ก็ต้องเข้าใจในภาษาที่เราสามารถจะเข้าใจได้ เช่น สงสัยว่า เป็นผู้มีปกติเจริญสติปัฏฐาน สงสัยตอนนี้ใช่ไหมคะ

    เป็นผู้มีปกติเข้าใจลักษณะของสิ่งที่ปรากฏหรือไม่ ลองเทียบเคียง จะไปมุ่งเข้าใจผู้มีปกติเจริญสติปัฏฐาน อยากจะรู้ลักษณะของสติในขณะที่กำลังเป็นปกติ อยากจะเข้าใจ แต่กลับกันใหม่ได้ไหมว่า เป็นผู้มีปกติเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏหรือเปล่า ยังไม่ต้องไปใช้คำที่เรายังไม่รู้ เช่น สติปัฏฐาน แต่ว่า “เข้าใจ” รู้ได้ใช่ไหมคะ มีสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ และขณะนี้กำลังเป็นปกติ หรือผิดปกติ

    นภา เป็นปกติค่ะ

    สุ. เป็นปกติเพราะอะไรคะ นี่คือความเข้าใจที่ต้องเข้าใจจริงๆ ถ้าเข้าใจจริงๆ แล้วจะตอบทุกอย่างได้ เพราะอะไรจึงว่าเป็นปกติ

    นภา เพราะสิ่งที่ปรากฏ ปรากฏแล้วค่ะ

    สุ. ค่ะ เพราะสภาพธรรมขณะนี้เกิดแล้ว ไม่มีใครไปทำให้ผิดปกติได้เลย มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ขณะนี้เห็น ปกติ ทำให้ต่างจากปกติได้ไหม และเวลาเห็นแล้ว ต่างคนต่างคิด เป็นปกติ หรือว่าใครไปทำให้ความคิดนั้นผิดปกติไปจากที่กำลังคิด

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่า การที่จะเข้าใจธรรม ต้องเป็นผู้ละเอียด และรู้ว่า ธรรมเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร และไม่ใช่ใครด้วย เพราะฉะนั้นที่เคยคิดว่าเป็นเรา มีเรา เป็นตัวตนของเราทั้งหมด เป็นความเข้าใจผิด เพราะเหตุว่าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ตามความเป็นจริง เพราะไม่รู้ ไม่ต้องไปคิดเรื่องสติปัฏฐาน ยังไม่ต้องคิดเรื่องสติปัฏฐานเลย เพราะเหตุว่าแม้แต่ขณะนี้กำลังเข้าใจ ก็ไม่รู้ว่ามีสติเกิดร่วมด้วย แล้วจะไปเข้าใจลักษณะของสติปัฏฐานได้ไหม ในขณะที่ยังเข้าใจไม่พอ

    ด้วยเหตุนี้ ไม่ใช่พอเราได้ยินคำหนึ่งคำใด ก็อยากถึง อยากทำ อยากมี โดยไม่รู้ เข้าใจว่ารู้ ผิดหรือเปล่า ผิด ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นขณะนั้นก็เป็นความรู้ผิด เพราะเข้าใจว่ารู้ แต่ความจริงไม่รู้

    ด้วยเหตุนี้จะสนใจกับสติปัฏฐานที่ยังไม่เกิด หรือว่าจะมีสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วก็ฟังเพื่อเข้าใจขึ้น ถ้าตราบใดที่ยังมีความเข้าใจไม่เพียงพอ ไม่ละเอียด จะให้สติปัฏฐานระลึกลักษณะของอะไร เพราะว่าขณะนี้สภาพธรรมเกิดดับสืบต่อเร็วมากเลย สิ่งใดที่ปรากฏ ซึ่งแต่ก่อนนี้ปรากฏโดยไม่มีความรู้ความจริงของลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ กี่ภพกี่ชาติก็ผ่านไป โดยเห็น ก็เห็นไปเรื่อยๆ แล้วก็ไม่รู้ลักษณะของสภาพที่เห็นเลย กับขณะนี้ที่มีการเห็น ที่จะเข้าใจลักษณะเห็นให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ว่าเห็นที่ทุกคนยอมรับว่ามีจริง ไม่ใช่เรา เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นทำกิจเห็นแล้วก็ดับไป

    นี่คือความเข้าใจที่ต้องมี เพราะฉะนั้นถ้าใครที่ยังไม่เข้าใจอย่างนี้ แต่มุ่งไปหาคนที่สอนสติปัฏฐาน แล้วก็บอกว่า ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้รู้อย่างนั้น ให้รู้อย่างนี้ ให้จดจ้องที่นั่นที่นี่ ไม่ให้ไปที่ไหน ไม่ให้กลับมาที่นี่ หรืออะไรอย่างนั้น เป็นความรู้เรื่องเห็นหรือเปล่า หรือว่าไม่มีความรู้เรื่องเห็นเลย แต่เตรียมพร้อมที่จะทำ เพราะอยากจะรู้ความจริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบของเห็น เพราะเหตุว่าเมื่อเป็นความรู้ ต้องเป็นปัญญา ต้องเป็นความเข้าใจตามลำดับขั้น ตั้งแต่ในขั้นของการฟัง ถ้าในขั้นของการฟังยังไม่มั่นคง สติสัมปชัญญะซึ่งเป็นสติอีกระดับหนึ่งก็เกิดไม่ได้ จะไปรู้คำแปล จะไปรู้ว่า ขณะนี้สิ่งที่มีจริง เป็นสิ่งที่สติสามารถที่จะตามรู้ หรือรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ ก็ไม่สามารถเข้าใจอย่างนี้ เพราะเหตุว่ามีความเป็นตัวตนที่ต้องการจะทำให้เห็น แต่ไม่ใช่เป็นการระลึกได้ และรู้ว่า ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ การฟังให้เข้าใจความจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ พอหรือยัง หรือยังจะต้องฟังอีก และในขณะที่ฟังเข้าใจเมื่อไร ขณะนั้นสติเกิดร่วมกับปัญญาระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่มีปัญญาระดับนี้ จะไม่มีปัจจัยที่จะทำให้มีการสามารถเข้าถึงลักษณะของธาตุรู้ที่กำลังเห็นในขณะนี้เลย

    เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่อยากจะปฏิบัติ อยากจะรู้ว่า ขณะที่สติปัฏฐานเกิด มีลักษณะอย่างไร จะได้ไปทำให้มีลักษณะอย่างนั้น แต่ว่าการที่ได้ฟัง ยิ่งฟังก็เริ่มเข้าใจ ก็จะค่อยๆ ละความไม่รู้ ซึ่งยากไหมคะที่จะละความไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏ เพราะเหตุว่าไม่เคยได้ยินได้ฟังลักษณะที่แท้จริงของสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะว่าฝืนกับความคิดที่เคยไม่รู้ และเคยยึดถือสิ่งปรากฏทางตาว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีจริงๆ อย่างมั่นคง เช่น มีคนในสิ่งที่ปรากฏทางตา

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ยังไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงโดยละเอียดถึงลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นความจริงแต่ละลักษณะ จนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น และขณะใดที่เข้าใจ เป็นปกติไหมคะ

    นภา เป็นปกติค่ะ


    หมายเลข 12308
    21 พ.ย. 2564


    หัวข้อแนะนำ