ความไม่รู้หนาแน่น เหนียวแน่น
ความเข้าใจต้องมั่นคงอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่เราได้ยินได้ฟังอย่างนี้ แต่ถ้าเราคิดอย่างอื่น ขณะนั้นก็ลืมว่าทุกอย่างเป็นธรรม ลืมว่าอย่างอื่นที่คิดก็เป็นธรรมด้วย เพราะฉะนั้น เรามีความไม่รู้สะสมมานานมาก แสนโกฏิกัปป์ ไม่รู้สักอย่าง เหมือนกับที่แล้วมาที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรมเลย ก็ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่มีจริงก็คือแต่ละขณะซึ่งเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง แม้ฟังอย่างนี้ก็ยังไม่รู้อีก แสดงให้เห็นว่าความไม่รู้หนาแน่น เหนียวแน่น และลึกขนาดใด
เพราะฉะนั้น ก็เป็นธรรมดา ธรรมดาคือไม่รู้ แล้วก็ค่อยๆ ฟังจนรู้ขึ้น นั่นคือธรรมดา แต่ถ้าเคยสะสมความไม่รู้มานานมาก แล้วได้ฟังแล้วรู้ทันที เป็นไปได้ไหม ปกติหรือไม่ ธรรมดาหรือไม่ ถ้าไม่มีเหตุพอที่จะรู้และเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏจนละความติดข้อง ไม่ใช่รู้เฉยๆ
กว่าจะฟังรู้ว่าไม่มีคุณพรทิพย์ ที่เราเชื่อว่ามีคนเกิดมาเป็นอย่างนี้ อยู่ตรงนี้ แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือ ฟังด้วยความเข้าใจว่าสิ่งที่มี ปรากฏได้ มีอย่างเดียวคือสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ไม่ต้องเรียกอะไร คือสิ่งที่มีจริง เราก็ต้องรับว่าสิ่งนั้นมีจริง แต่ลักษณะไม่เหมือนกันเลยสักอย่าง เช่น เสียงมีจริง เป็นเสียง สิ่งที่มองเห็นได้มีจริงๆ เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ รสมีจริง เพราะฉะนั้น รสก็เป็นสิ่งที่สามารถที่จะลิ้ม รู้ได้ว่าหวาน เค็ม ประการใด สิ่งที่มีจริงก็เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง
