ตัวธรรมจริงๆ ไม่ใช่ตัวหนังสือที่อ่าน

ท่านอาจารย์: นี่แหละ ธรรม ไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหน มีสิ่งที่มีจริงทั้งวันเป็นธรรมทุกอย่างไม่รู้เลยว่า เป็นธรรม เป็นโน่นเป็นนี่เป็นเรา เป็นเรื่องราวต่างๆ โดยไม่รู้ว่า สิ่งที่มีขณะนั้นต้องเกิดโดยปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป แล้วจะเป็นเราหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้อย่างไร เมื่อเกิดแล้วดับหมดแล้ว
อ.อรรณพ: ครับ เหมือนที่ท่านอาจารย์เริ่มต้นตอบประเด็นที่กราบถามนะครับ ก็คือสะสมความคุ้นเคยในความเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา แม้ นี่คือธรรม คือหลายๆ อย่าง แม้คิดก็เป็นธรรมที่ลึกซึ้ง เพราะยังไม่ได้รู้ในสภาพธรรม อย่างนั้นๆ แม้ท่านอาจารย์จะถามว่า แล้วจริงอย่างนั้นไหม? จริงแท้แน่นอนว่า ทุกอย่างที่เกิดก็ต้องเกิดไปตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็เป็นความจริง แต่ละอย่างๆ
ยิ่งปรารภอย่างนี้ครับท่านอาจารย์ ยิ่งมีความสนใจความใส่ใจ และก็ความตั้งมั่นเพิ่มขึ้นนะครับที่จะฟังพระธรรม เพราะว่า เห็นเลยว่า ต้องแล้วๆ เล่าๆ ปรารภแล้วปรารภอีกจริงๆ
ซึ่งข้อความเสียงที่มาเปิดเมื่อวาน คือที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ที่ตอบคำถามเรื่องเริ่มต้นฟังธรรมอย่างไร ท่านอาจารย์กล่าวถึงบารมีครับว่า การที่จะค่อยๆ เข้าใจความจริงนี่ ต้องเป็นผู้ที่ตรงในหนทาง หนทางคือความเข้าใจความจริงที่กำลังปรากฏ มีความตรงในหนทางเป็นสัจจบารมีที่จะตรงต่อความเป็นจริงที่เป็นหนทาง คือปัญญาครับ เพิ่มขึ้นๆ และท่านอาจารย์ก็กล่าวว่า มีสัจจบารมีในหนทางจนเป็นอธิษฐานบารมี แต่ท่านอาจารย์กล่าวไว้สั้นๆ ก็เป็นโอกาสที่จะกราบท่านอาจารย์ว่า สัจจบารมีจนเป็นอธิษฐานบารมี กราบเท้าท่านอาจารย์โปรดอนุเคราะห์ขยายด้วยครับ
ท่านอาจารย์: บารมี คืออะไรก่อน?
อ.อรรณพ: บารมี ก็คือคุณความดีที่จะทำให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ
ท่านอาจารย์: จนประจักษ์แจ้ง ใช่ไหม?
อ.อรรณพ: จนประจักษ์แจ้งครับ
ท่านอาจารย์: แล้วทำไมจึงเป็นบารมี? ทำไมถึงต้องเป็นคุณความดี? คุณความดีสูงสุดที่จะทำให้ทุกอย่างที่กล่าวถึงเป็นบารมี คืออะไร? เห็นไหม ไม่ใช่ง่ายๆ แต่ต้องพูดละเอียด บารมีคืออะไร?
อ.อรรณพ: บารมี ก็คือความเข้าใจถูกความเห็นถูก
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีความเห็นถูก จะรู้ไหมว่า กำลังฟังเดี๋ยวนี้ คิดเดี๋ยวนี้ ไตร่ตรองเดี๋ยวนี้ เพื่ออะไรกัน? ทำไมต้องพูดแล้วพูดเล่าพูดแล้วพูดอีก เพื่ออะไรกัน!!
อ.อรรณพ: ก็เพื่อสะสมความเข้าใจในความจริงตั้งแต่ขั้นฟัง เพิ่มขึ้นๆ เพื่อรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงที่ไม่ได้รู้ได้ง่ายๆ
ท่านอาจารย์: และความจริงของสิ่งที่มีจริงคืออะไร?
อ.อรรณพ: ก็คือเห็น คือคิด อย่างนี้เป็นต้น รู้สึกนึกคิด
ท่านอาจารย์: คือสิ่งที่มีจริง ซึ่งจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ต้องเป็นอย่างนั้นเท่านั้น
อ.อรรณพ: ใช่ครับ สัจจะ ใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์: ค่ะ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เมื่อยังไม่เป็นธรรมอย่างนั้น ก็ต้องฟังจนเข้าใจขึ้นจนมั่นคง
ฟังจนเข้าใจขึ้น ไม่ใช่ขณะที่กำลังเพลิดเพลินเรื่องอื่น ไม่ใช่ขณะที่กำลังสนใจสนุกสนานเรื่องอื่น ไม่ใช่สนใจวิชาการอื่นๆ ไม่ใช่สนใจตัวหนังสือเรื่องธรรมเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ว่า ตัวธรรมจริงๆ ไม่ใช่ตัวหนังสือที่อ่าน ตัวหนังสือที่อ่านเพียงให้รู้ว่า หมายความถึงธรรมอะไร แต่ละหนึ่งๆ ซึ่งถ้าไม่ใช้อาศัย คำ จะไม่รู้เลยว่ากำลังหมายถึงอะไร
เพราะฉะนั้น ตอนนี้หมายความถึงบารมี บารมีเพื่อรู้ความจริงที่สามารถที่จะรู้ว่า ไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นธรรม เห็นไหม!
อ.อรรณพ: นี่คือความหมายของบารมีที่ตรงที่สุดที่ท่านอาจารย์กล่าว แม้การฟังธรรมเป็นการบ่มบารมีอย่างไร ประการใดบ้างครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้ที่เราคุยมา เข้าใจขึ้นไหม?
อ.อรรณพ: เข้าใจขึ้นแน่นอนครับ
ท่านอาจารย์: บ่มหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: บ่มครับ บ่มความเข้าใจ
ท่านอาจารย์: ไม่สงสัยแล้วใช่ไหม บ่มบารมีคืออย่างไร?
อ.อรรณพ: แล้วบารมีอื่นๆ บ่มด้วยไหมครับ
ท่านอาจารย์: ทั้งหมดค่ะ โลภมีไหม?
อ.อรรณพ: มีครับ
ท่านอาจารย์: โลภเกิด เป็นมิตรกับใคร หรือว่าให้อะไรใครได้ไหม? ช่วยเหลือใครได้ไหม? รู้ความจริงได้ไหม?
อ.อรรณพ: มีแต่ความเสียหายความไม่รู้ และความติดข้อง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขณะนั้นต้องไม่เป็นอกุศลใช่ไหมจึงจะเป็นบารมี?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ แน่นอน
ท่านอาจารย์: แล้วทุกคนมีอกุศลน้อยหรือมาก?
อ.อรรณพ: มากครับ
ท่านอาจารย์: หยาบหรือละเอียด?
อ.อรรณพ: ทั้งหยาบทั้งละเอียดครับ
ท่านอาจารย์: รู้หรือยัง?
อ.อรรณพ: ยังไม่รู้
ท่านอาจารย์: ก็ไม่ใช่บารมี เพราะยังเต็มไปด้วยความอยากความไม่รู้ จนหยาบก็ยังไม่รู้ว่า ขณะนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เข้าใจลักษณะของขณะนั้นได้เลย
อ.อรรณพ: ครับ เพราะฉะนั้น บารมีท่านอาจารย์กล่าวโดยประเด็นนัยนี้ ก็คือก็ต้องรู้ความเป็นอกุศลตั้งแต่หยาบจนไปถึงละเอียดทีละเล็กทีละน้อยใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์: เพื่อละอกุศลใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: และอกุศลมีตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียดอย่างยิ่ง ต้องละทั้งหมดใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ต้องละทั้งหมด
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าไม่รู้ ก็ไม่ละ
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น บารมี ก็คือเป็นสภาพธรรมที่เป็นความเข้าใจ ที่รู้ และก็เพื่อจะละความไม่ดีทั้งหลายในที่สุดก็คือความไม่รู้ความจริง
เพราะฉะนั้น ก็ซาบซึ้งว่า ขณะที่กำลังฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจ บ่มบารมีแล้ว บ่มความเข้าใจ ปัญญาบารมีนะครับ แล้วบารมีประการอื่นๆ ด้วยอย่างไรครับ ถ้าท่านอาจารย์จะช่วยอนุเคราะห์ขยายไปด้วยครับ
ท่านอาจารย์: วันนี้โกรธบ้างไหม?
อ.อรรณพ: วันนี้ยังไม่ได้ปัจจัยไม่เหมือนบางวัน
ท่านอาจารย์: วันนี้ติดข้องอะไรบ้างไหม?
อ.อรรณพ: มากมายครับ
ท่านอาจารย์: เป็นบารมีหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: ไม่เป็นครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ติดข้อง เพราะรู้ว่า ขณะนั้นก็เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่ไม่สามารถจะถึงการรู้ความจริงได้ เพราะกำลังติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใด
รู้อย่างนี้หรือยัง?
อ.อรรณพ: ก็ปรารภบ้าง
ท่านอาจารย์: กำลังบ่มบารมีใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ก็ปรารภบ้างที่..
ท่านอาจารย์: ซึ่งแต่ก่อนนี้ไม่เคยปรารภเลย
อ.อรรณพ: ไม่เคยปรารภเลย ว่าทำไมมันติดกันเยอะเยะขนาดนี้นะ
ท่านอาจารย์: เริ่มแล้ว!! คือการค่อยๆ บ่มบารมี ถ้าไม่มีการเริ่มเลยไม่มีทางเลยค่ะ ก็เหมือนเดิม
อ.อรรณพ: เพราะว่า ความติดข้องเยอะแยะยุบยับมากครับท่านอาจารย์ พอโอกาสที่กุศลจิตที่ประกอบด้วยความเข้าใจเกิดได้บ้าง ก็มีการปรารภความติดข้องซึ่งมาก
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กำลังติดข้องรู้ไหมว่า ฟังธรรมเพื่อละความติดข้องที่กำลังมี
อ.อรรณพ: ฟังธรรม ก็คือละความติดข้องที่อยู่ที่นี่ ที่กำลังมีนี่แหละ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม! ประโยชน์มหาศาลเมื่อละได้
อ.อรรณพ: อันนี้ต้องตรงเป๊ะเลย
ท่านอาจารย์: สัจจบารมี
อ.อรรณพ: ต้องตรงเป๊ะจริงๆ
ท่านอาจารย์: อธิษฐานบารมี
อ.อรรณพ: ว่า ต้องละอะไรต้องตรงเป๊ะว่า ละความติดข้องที่กำลังมีนี่แหละ ไม่ใช่ว่าไปละความติดข้องในฝันอะไรที่ไหนนะครับ ความติดข้องกำลังมีอยู่ เรื่อยๆ ๆ ๆ ไปหมด ต้องตรงว่าละอะไร จนกว่าจะเป็น อธิษฐาน ความตั้งใจมั่นจริงๆ
เมื่อวานก็มีการสนทนากันไปแล้วตอนช่วงค่ำ ก็ปรารภเรื่องบารมีว่า เป็นปัญญาของพระโพธิสัตว์ที่แน่นอนว่าจะได้ตรัสรู้ ท่านสุเมธดาบสพระโพธิสัตว์ท่านสามารถที่จะเลือกเฟ้นบารมีได้ครับ แล้วก็เป็นการประมวลคุณความดีทั้งหลายมาเป็น ๑๐ ข้อ ๑๐ ประการ ซึ่งผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรมก็อาจจะคิดว่า โสภณเจตสิก ๒๕ ทำไมไม่แยกเป็นบารมีอย่างโน้นอย่างนี้หรืออะไร แต่พระองค์ทุกพระองค์ทรงประมวลเป็น ๑๐ ประการ เกินกว่าที่เราจะเข้าใจครับท่านอาจารย์ เกินกว่าที่เราจะรู้ได้ว่า แต่ละบารมีนี่ประมวลมาอย่างไร ตั้งแต่ทานบารมีไปจนถึงอุเบกขาบารมี แค่นี้ก็เห็นถึงความไม่อาจที่จะเทียบได้แม้แต่ส่วนเล็กน้อยของปัญญาเลยครับท่านอาจารย์ ตั้งแต่ย้อนไป ๔ อสงไขยแสนกัปป์ครับ ปัญญาของพระโพธิสัตว์ก็ยังมากขนาดนี้
ท่านอาจารย์: แล้วของเราถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์แล้วยัง? กว่าจะเป็นบารมีที่พร้อมที่จะรู้ความจริงได้เดี๋ยวนี้
อ.อรรณพ: ไม่ต้องคิดถึงอยู่มานานเท่าไหร่ แต่จะอยู่ต่อไปอีกนานเท่าไหร่ที่จะบ่มบารมี เพราะฉะนั้น เมื่อคืนนี้ก็มีผู้สนใจถามว่า แต่ละบารมีทำไมพระองค์ถึงเฟ้นบารมีนี้เรียงๆ ลำดับมา ผมไม่รู้หรอกผมไม่สามารถที่จะไปเข้าใจในความละเอียดลึกซึ้งว่า บารมีนี้เฟ้นมา อย่างไรๆ ๆ เพราะว่าเราไม่มีปัญญาอย่างนี้ แต่พอเข้าใจได้ตามที่ท่านแสดงไว้ ตามที่ท่านอาจารย์อนุเคราะห์มาย่อยให้ ถึงได้เห็นว่า เพราะว่ามีความเข้าใจถูกจริงๆ แล้วปัญญาถึงจะปรุงแต่งให้บารมีอื่นๆ ได้เจริญขึ้นงอกงามขึ้น
ถ้าไม่มีความเข้าใจก็ไม่มีความตรง แล้วจะไปเพียรอะไร ถ้าเข้าใจผิดก็ต้องเพียรผิด ความเพียรผิดก็ไม่ได้เป็นวิริยบารมี เพราะฉะนั้น ก็ต้องเข้าใจถูกจึงจะเพียรถูก แล้วก็มีความอดทนไปอีก มีความตรง มีความมั่นคงเข้าไปอีก ก็เข้าใจนิดๆ หน่อยๆ แต่ว่าจะไปตอบได้จริงๆ ว่า ทำไมบารมีนี้บารมีนี้ อย่างไงๆ ละเอียดมากเป็นธรรมที่กระทำให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ แล้วก็เป็นพระสาวกด้วย ต้องกราบเท้าท่านอาจารย์ครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ

