รู้จัก คิด ซึ่งเป็นสภาพรู้ไหม?

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ ท่านอาจารย์ถามว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร ถ้าตอบตามความคุ้นชินที่ผิดที่ลึกมานาน เดี๋ยวนี้มีอะไร? เดี๋ยวนี้ก็มีเราครับ
ท่านอาจารย์: เรา อยู่ไหน? ตอบเองนะว่ามีเรา ไหนเรา! เราอยู่ไหน?
อ.อรรณพ: เราก็อยู่นี่ที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่
ท่านอาจารย์: นี่ นี่ นี่คือนั่งหรือ?
อ.อรรณพ: ที่กำลังนั่งอยู่นี่แหละ รวมๆ หมดเลย
ท่านอาจารย์: อะไรนั่งบ้าง?
อ.อรรณพ: ความรู้สึกนึกคิดร่างกายทั้งหลาย
ท่านอาจารย์: อะไรนั่ง? ความรู้สึกนึกคิดร่างกาย เห็นไหม!!
อ.อรรณพ: รวมๆ กันแล้วก็นั่ง
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่! เอาเฉพาะนั่งค่ะ ไม่เอาอะไรมารวมเลย!!
อ.อรรณพ: เรานั่ง
ท่านอาจารย์: เราอยู่ไหน ตรงไหนที่นั่ง?
อ.อรรณพ: อยู่ที่คิดครับ
ท่านอาจารย์: คิด ไม่ได้นั่งไม่ใช่หรือ?
อ.อรรณพ: แต่ คิดว่านั่ง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คิดว่า เรานั่ง
อ.อรรณพ: ครับ
ท่านอาจารย์: แค่คิด คิดอะไรก็ได้ เรานอนก็ได้ เราเห็นก็ได้ เราจำก็ได้
เพราะฉะนั้น ต้องตรงทุกคำ ทีละหนึ่งๆ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ลึกซึ้งเลย ตอบกันไปเรื่อยๆ
อ.อรรณพ: ความลึกซึ้งของคิดล่ะครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: คิด คืออะไร?
อ.อรรณพ: คิด ก็คือสภาพรู้ คนตาย โต๊ะ เก้าอี้ คิดไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะอะไร?
อ.อรรณพ: เพราะว่าไม่มีสภาพรู้
ท่านอาจารย์: แล้วรู้จักสภาพรู้หรือยัง? เห็นไหม แค่นี้ค่ะ ต้องไตร่ตรองไหม? ตรงไหม?
อ.อรรณพ: ต้องไตร่ตรอง มิเช่นนั้น ถ้าไม่ไตร่ตรอง ก็คือเป็นเราที่คิด
ท่านอาจารย์: ตอบได้ จบ!
อ.อรรณพ: จบ! เป็นเราที่คิด เป็นเราที่คิดว่า เรานั่ง เป็นเราที่คิดว่าเรากำลังพูด เป็นเราไปหมด คิดเป็นความคิดด้วยความเป็นเราไปซะหมดทุกอย่าง คุ้นเคยอย่างนี้มากๆ นะครับ
ท่านอาจารย์ก็ถาม คิด เป็นธาตุรู้ ท่านอาจารย์ก็ถามว่า ทำไม คิด ถึงเป็นธาตุรู้ เพราะว่า ถ้าเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ก็คิดไม่ได้ครับ ทั่วไปเราก็อาจจะคิดได้แค่นี้
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังอย่างนี้ ใครบ้างรู้จักคิดที่เป็นสภาพรู้? เพียงแค่รู้ว่า คิด แต่หารู้ไม่ว่า อะไรคิด!!
อ.อรรณพ: นี่ครับ นี่คือลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น คิดเป็นภาษาไทย คนทั่วไปชาวบ้านร้านตลาดก็พูดกัน คิด ก็เป็นเราคิด แต่ความจริงของคิดคืออะไร? และ แม้จะฟังธรรม เอาคำธรรมมาตอบว่า คิด ก็เป็นสภาพรู้อย่างหนึ่ง ถ้าตอบแบบผู้ที่ฟังธรรมมาบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็ตอบว่า คิด เป็นสภาพรู้อย่างหนึ่ง ท่านอาจารย์มีอะไรจะถามต่อครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คิด ไม่ใช่เรื่องที่คิดใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ เพราะว่าต้องมี คิด และก็มีเรื่องที่คิดครับ เป็นคนละอย่างกัน
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้กำลังคิดหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้กำลังคิดแน่นอน คิดมากเลยเพราะท่านอาจารย์ถาม
ท่านอาจารย์: กำลังคิดนี่ รู้จัก คิด ซึ่งเป็นสภาพรู้ไหม?
อ.อรรณพ: ไม่รู้จักครับ
ท่านอาจารย์: แล้วมีจริงหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: ต้องมีจริงครับ
ท่านอาจารย์: แล้วรู้ได้ไหมว่า เมื่อมีจริงรู้ได้ไหม?
อ.อรรณพ: ในเมื่อมีจริง ก็ต้องสามารถรู้ได้ครับ
ท่านอาจารย์: รู้ได้เดี๋ยวนี้ไหม?
อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้ไม่ได้รู้ความเป็นธาตุรู้ของคิดครับ
ท่านอาจารย์: แล้วเมื่อไหร่จะรู้?
อ.อรรณพ: เมื่อสะสมความคุ้นเคยในความเป็นธรรมของคิดจนมีกำลัง
ท่านอาจารย์: แล้วจะคุ้นเคยเมื่อไหร่ ได้อย่างไร?
อ.อรรณพ: โดยอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ
ท่านอาจารย์: กี่ครั้งกี่ครา?
อ.อรรณพ: แล้วๆ เล่าๆ ปรารภแล้วปรารภอีก
ท่านอาจารย์: ค่ะ จนกว่าจะเริ่มรู้ว่า ธาตุคิดกำลังมีเดี๋ยวนี้ ธาตุรู้กำลังมีขณะที่คิด นั่นแหละ เป็นธาตุรู้ ไม่ใช่ใครเลย
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ก็กล่าวถึงธรรมเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้อะไรล่ะ!! คิดก็ได้ ไม่ต้องกล่าวว่าเห็นทุกครั้งก็ได้ ท่านอาจารย์ก็ให้เข้าใจความจริงของคิดซึ่งลึกซึ้งซึ่งยังไม่ได้รู้ในความเป็นธาตุรู้ของคิด แม้ขณะนี้ก็มีคิด ถ้าไม่คิดคงพูดไม่ได้ คงไม่เข้าใจว่าท่านอาจารย์กล่าวอะไร แล้วเราจะพูดอะไรก็ต้องคิด
แต่ ธาตุรู้ ความเป็นธาตุรู้ของคิด ใช่ว่าจะปรากฏ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งก็ได้ใช่ไหมครับท่านอาจารย์ ที่จะแสดงถึงความลึกซึ้งของธรรม เพราะคิดก็เป็นธรรม ขณะนี้ก็มีคิด และคิดก็ไม่ใช่เรื่องที่คิดด้วย นี่คือประโยชน์ แล้วก็ยังไม่รู้ในความเป็นธาตุรู้ของคิด แต่สนใจที่เรื่องครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราอยู่ไหน?
อ.อรรณพ: เราอยู่ที่ความคิดที่ไม่เข้าใจความจริง
ท่านอาจารย์: เรา มีไหม?
อ.อรรณพ: เราไม่มี แต่ความคิดที่ว่ามีเรานี่ มีความคิดนั้น
ท่านอาจารย์: จนกว่า เห็น ไม่ใช่เราเห็น จำไม่ใช่เราจำ สุขไม่ใช่เราสุข ทุกข์ไม่ใช่เราทุกข์ เป็นสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นโดยใครไม่สามารถจะไปทำให้เกิดได้เลย เพราะไม่มีใคร แต่มีปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามปัจจัย จริงไหม?
อ.อรรณพ: จริงแท้แน่นอน
ท่านอาจารย์: นี่แหละ ธรรม ไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหน มีสิ่งที่มีจริงทั้งวันเป็นธรรมทุกอย่างไม่รู้เลยว่า เป็นธรรม เป็นโน่นเป็นนี่เป็นเรา เป็นเรื่องราวต่างๆ โดยไม่รู้ว่า สิ่งที่มีขณะนั้นต้องเกิดโดยปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป แล้วจะเป็นเราหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้อย่างไร เมื่อเกิดแล้วดับหมดแล้ว
อ.อรรณพ: ครับ เหมือนที่ท่านอาจารย์เริ่มต้นตอบประเด็นที่กราบถามนะครับ ก็คือสะสมความคุ้นเคยในความเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา แม้ นี่คือธรรม คือหลายๆ อย่าง แม้คิดก็เป็นธรรมที่ลึกซึ้ง เพราะยังไม่ได้รู้ในสภาพธรรม อย่างนั้นๆ แม้ท่านอาจารย์จะถามว่า แล้วจริงอย่างนั้นไหม? จริงแท้แน่นอนว่า ทุกอย่างที่เกิดก็ต้องเกิดไปตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็เป็นความจริง แต่ละอย่างๆ
ยิ่งปรารภอย่างนี้ครับท่านอาจารย์ ยิ่งมีความสนใจความใส่ใจ และก็ความตั้งมั่นเพิ่มขึ้นนะครับที่จะฟังพระธรรม เพราะว่า เห็นเลยว่า ต้องแล้วๆ เล่าๆ ปรารภแล้วปรารภอีกจริงๆ ครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ

