ไม่มีทางไปรู้ความจริงเพียงแค่คิด

 
เมตตา
วันที่  28 เม.ย. 2569
หมายเลข  52288
อ่าน  43

[เล่มที่ 47] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ ๒๕ - หน้า 111-112

อายาจนสูตร (ว่าด้วยพรหมอาราธนาให้แสดงธรรม)

[๕๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า แรกทรงตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร) แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อุรุเวลาประเทศ. ครั้งนั้น ความปริวิตกแห่งพระหฤทัยบังเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าที่ลับ ทรงพักผ่อนอยู่ อย่างนี้ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้ ลึกซึ้งเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาคคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ก็หมู่สัตว์นี้แล ยังยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย ก็ฐานะนี้ คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้ เป็นธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัยเบิกบานแล้วในอาลัย จะพึงเห็นได้ยาก แม้ฐานะนี้ คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอก ธรรมเป็นที่ดับ นิพพาน ก็เห็นได้ยาก ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม แต่ชนเหล่าอื่น จะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อย ของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความลำบากของเรา.
อนึ่ง ได้ยินว่า คาถาอันน่าอัศจรรย์เล็กน้อยเหล่านั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่เคยได้ทรงสดับมาแต่ก่อน เกิดแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บัดนี้ เราไม่ควรจะประกาศธรรม ที่เราตรัสรู้แล้วโดยยาก ธรรมนี้ เหล่าสัตว์ ผู้ถูกราคะ โทสะ ครอบงำแล้ว จะตรัสรู้ไม่ ได้ง่าย เหล่าสัตว์ผู้ยินดีแล้วด้วยความ กำหนัด ถูกกองแห่งความมืดหุ้มห่อแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันทวนกระแส ละเอียด ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก.


[เล่มที่ 47] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ ๒๕ - หน้า 115

อรรถกถาอายาจนสูตร

บทว่า อตกฺกาวจโร ความว่า จะพึงค้นพึงหยั่งลงโดยการตรึกไม่ได้ พึงค้นได้ด้วยญาณเท่านั้น.


อ.วิชัย: ขอโอกาสร่วมสนทนากับท่านอาจารย์ต่อในประเด็นนี้ครับ ก็คือในอายาจนสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์มีความปริวิตกแห่งพระหฤทัยเกิดขึ้นสมัยแรกตรัสรู้นะครับ ขออนุญาตอ่าน แล้วมีประเด็นจะเรียนสนทนาต่อจากการที่ธรรมลึกซึ้ง แล้วก็เห็นตามได้ยากครับ ก็มีข้อความดังนี้ครับ ขออนุญาติกล่าวข้อความในพระสูตรนิดหนึ่งครับ

ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า แรกทรงตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาล-นิโครธ (ต้นไทร) แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อุรุเวลาประเทศ. ครั้งนั้น ความปริวิตกแห่งพระหฤทัยบังเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าที่ลับ ทรงพักผ่อนอยู่ อย่างนี้ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้ ลึกซึ้งเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาคคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ก็หมู่สัตว์นี้แล ยังยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย ก็ฐานะนี้ คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้ เป็นธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัยเบิกบานแล้วในอาลัย จะพึงเห็นได้ยาก แม้ฐานะนี้ คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอก ธรรมเป็นที่ดับ นิพพาน ก็เห็นได้ยาก ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม แต่ชนเหล่าอื่น จะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อย ของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความลำบากของเรา.
อนึ่ง ได้ยินว่า คาถาอันน่าอัศจรรย์เล็กน้อยเหล่านั้น ที่พระผู้มีพระ-ภาคเจ้า ไม่เคยได้ทรงสดับมาแต่ก่อน เกิดแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บัดนี้ เราไม่ควรจะประกาศธรรม ที่เราตรัสรู้แล้วโดยยาก ธรรมนี้ เหล่าสัตว์ ผู้ถูกราคะ โทสะ ครอบงำแล้ว จะตรัสรู้ไม่ ได้ง่าย เหล่าสัตว์ผู้ยินดีแล้วด้วยความ กำหนัด ถูกกองแห่งความมืดหุ้มห่อแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันทวนกระแส ละเอียด ลึกซึ้ง เห็นได้ยากเป็นอณู ครับ

ก็ขออนุญาตเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ในประเด็นเรื่องของที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์มีพระปริวิตกว่า ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้แล้วนี้คาดคะเนเอาไม่ได้ครับท่านอาจารย์ อย่างข้อความในอรรถกถา ก็กล่าวว่า บทว่า อตกฺกาวจโร ความว่า จะพึงค้นพึงหยั่งลงโดยการตรึกไม่ได้ พึงค้นได้ด้วยญาณเท่านั้น. ท่านอาจารย์ครับ พระธรรม อย่างการศึกษาเรื่องการเจริญขึ้นของปัญญาครับ ก็ต้องรู้ความเข้าใจในปัญญาแต่ละระดับใน ขั้นปริยัติ ก็เป็นความรู้จากการศึกษาอย่างความเป็นจริงเดี๋ยวนี้ โดยอาศัยคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสครับ

อย่าง เห็น เป็นธาตุรู้ ก็เป็นการพิจารณาไตร่ตรองในธรรมที่กำลังมีที่กำลังเกิดขึ้นที่กำลังเห็นในขณะนี้ครับ แล้วก็มีปัญญาอีกระดับหนึ่งที่รู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมครับ ก็มีประเด็นที่เรียนสนทนากับท่านอาจารย์ในการที่จะมั่นคงในปัญญาที่เจริญขึ้นอย่างสติปัฐานยังไม่เกิด การศึกษาก็เหมือนกับเป็นการคิดคาดเอาครับว่า ถ้าจะเกิด ก็คือเป็นการลักษณะนั้นปรากฏนะ ทีละหนึ่งนะ ไม่ปะปนกับธรรมอื่น ก็เลยยังไม่แน่ใจในเรื่องของการที่จะมีความมั่นคงในการเจริญขึ้นของปัญญาแต่ละระดับ หรือว่าจะเป็นการคาดคะเนในระดับของปัญญาที่ยังไม่เกิดขึ้นครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ก็ต้องตามข้อความที่ได้ฟังทุกประการในความลึกซึ้ง

เดี๋ยวนี้ทุกคนก็พูดว่า ธรรม คือสิ่งที่มีจริง ถูกต้องไหม?

อ.วิชัย: ถูกต้องครับ

ท่านอาจารย์: แล้วสิ่งที่มีจริงถ้าไม่เกิด ก็ไม่มีใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เกิดแล้วก็ดับไป ใช่ไหม?

อ.วิชัย: เกิดแล้วก็ดับไปครับ

ท่านอาจารย์: แค่นี้ค่ะ คิดเองคิดว่ารู้แล้ว หรือว่าไม่ใช่สิ่งที่จะพึงแค่คิด!!

อ.วิชัย: ต้องไม่ใช่เพียงแค่คิดเท่านั้น

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่แค่ตรงกับที่กล่าวไหม? ลองอ่านซ้ำอีกที

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ครับ บทว่า อตกฺกาวจโร ความว่า จะพึงค้นพึงหยั่งลงโดยการตรึกไม่ได้

ท่านอาจารย์: เห็นไหม? ต่อไปค่ะ

อ.วิชัย: พึงค้นได้ด้วยญาณเท่านั้น

ท่านอาจารย์: เห็นไหม? ต่างกันแล้วใช่ไหม? ประโยคนี้ถูกต้องใช่ไหม โดยแค่ตรึกไม่ได้!!

นี่ เดี๋ยวนี้ เห็นเกิดดับ คิดใช่ไหม?

อ.วิชัย: ฟังแล้วก็คิดทันทีเลยครับ

ท่านอาจารย์: แค่คิดใช่ไหม?

อ.วิชัย: ก็ยังแค่คิดอยู่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ได้!! ต้องด้วยญาณ ที่จะมั่นคงในการที่จะกล่าวว่า เห็น เกิดแล้วดับ

อ.วิชัย: กราบท่านอาจารย์ครับ ตรงนี้ก็ละเอียดมากครับ แม้ในขั้นการฟังครั้งแรกๆ อย่างกล่าวถึงธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ก็เหมือนกับคิดตามคำที่ได้ยิน แต่ไม่ได้เข้าใจในความเป็นจริงของธรรมจริงๆ แม้แต่ตั้งต้นเลยครับ

ท่านอาจารย์: พูดด้วยปัญญาระดับไหน? เห็นไหม? เพราะฉะนั้น ทบทวนอีกครั้งหนึ่ง

อ.วิชัย: ครับ บทว่า อตกฺกาวจโร ความว่า จะพึงค้นพึงหยั่งลงโดยการตรึกไม่ได้

ท่านอาจารย์: เห็นไหม? หยั่งลง ค้น แค่คิดไม่ได้ แค่เพียงคิดไม่ได้!! มันจะไม่มีทางไปรู้ความจริงเพียงแค่คิด เพราะเราก็คิดกันมาตลอดใช่ไหม อริยสัจจธรรมที่ ๑

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ อย่างถ้าเป็นการคิดเรื่องธรรม ก็ไม่มีทางจะเข้าใจธรรมได้หรือครับ?

ท่านอาจารย์: เข้าใจขั้นคิดค่ะ ถ้าไม่คิดเลยไม่เข้าใจเลย

อ.วิชัย: ถ้าไม่คิดเลยไม่เข้าใจเลย

ท่านอาจารย์: ถ้าบอกว่า ธรรมไม่คิดเลยจะเข้าใจไหม?

วิชัย: ก็ไม่ได้ครับ ต้องมีการไตร่ตรองโดยละเอียด จึงเป็นเหตุให้ความเข้าใจค่อยๆ เกิดขึ้น

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความเข้าใจขั้นนั้นเท่านั้นเองที่ตรง เริ่มตรงเริ่มจริง เริ่มรู้ว่าอะไรจริงแค่ไหนระดับไหน แต่คำที่พูดว่า ธรรมไม่เที่ยง เกิดดับ เพียงแค่คำพูดหรือว่ายิ่งกว่านั้นตามข้อความที่ว่า ต้องด้วยญาณใช่ไหม?

อ.วิชัย: พึงค้นได้ด้วยญาณเท่านั้น ตรงนี้ก็ละเอียดนะครับท่านอาจารย์ อย่างฟังธรรม การคิดไตร่ตรองตามธรรม กับความค่อยๆ เข้าใจนี่ครับ ดูเหมือนกับเป็นการปรุงแต่งที่ละเอียดมากครับท่านอาจารย์ บางครั้งความเข้าใจก็ไม่มีกำลังที่จะปรากฏให้รู้ว่า นี่เป็นความเข้าใจ

ท่านอาจารย์: และถ้าเราไม่ทบทวนนำมาไตร่ตรองนำมาศึกษา เราจะมีความมั่นคงเพิ่มขึ้นไหมในความละเอียดของธรรม? ไม่ง่าย ลึกซึ้ง แต่สามารถจะรู้ได้

อ.วิชัย: ตรงนี้ครับท่านอาจารย์ ก็เป็นความละเอียดที่การฟังแต่ละครั้ง ก็เป็นเหตุให้ได้พิจารณาว่า เข้าใจมากน้อยแค่ไหนครับ แต่ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังเลยก็ไม่เข้าใจเลย ก็มีแต่หลงเพลิดเพลินไปตามอำนาจของอกุศลทั้งหลายครับ ตรงนี้ก็ละเอียดมากๆ ครับ ก็กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

อ.อรรณพ: เป็นประโยชน์มากๆ ที่ อ.คำปั่น และ อ.วิชัย ได้อัญเชิญข้อความใน อรรถกถาอายาตนสูตร มานี่ แค่ คำว่า คัมภีโร ห้ามความตื้นนี่ครับ ผมก็ซาบซึ้งในคำท่านอาจารย์อธิบายว่า ห้ามความตื้น เช่นท่านอาจารย์กล่าวบ่อยจนคนเบื่อ คนที่ไม่เห็นในความลึกซึ้งนะครับ

เมื่อวานก็สนทนากัน เป็นผู้ที่ประมาทปัญญา ประมาทปัญญาแล้วจะมีสัจจะได้อย่างไร มีจาคะได้อย่างไร แล้วจะไปถึงพระนิพพานได้อย่างไร อันนั้นก็คือ ในธาตุวิภังคสูตร เมื่อวาน อ.คำปั่นก็มาสนทนากัน

เพราะฉะนั้น ประมาทปัญญาไม่ได้นะครับ เพราะว่าข้อความจริงที่ อ.วิชัยกล่าว ก็คือ พึงค้นได้ด้วยญาณะ เพราะฉะนั้น การที่จะเห็นในความลึกซึ้งของพระธรรมนี่ จะคิดเอาไม่ได้ จะไปเอานักคิดนักตรึก หรือเป็นนักวิเคราะห์อะไรมาวิเคาระห์ข่าววิเคราะห์ความจริงอะไรอย่างนี้ไม่ได้นะครับ แต่ว่า พึงค้นได้ด้วยญาณ ไพเราะจริงๆ เกื้อกูลจริงๆ นะครับ

แล้วก็ คัมภีโร นีีครับ คือห้ามความตื้น ห้ามคิดเลยนะ อย่าได้ไปคิดเลยนะว่า เห็น นี่ไม่เห็นจะลึกซึ้งอะไร ถ้าคิดว่า เห็น ไม่เห็นจะลึกซึ้งอะไร นั่นละตื้น!! เพราะฉะนั้น ห้ามความตื้น คือไม่สมควร อย่าได้คิดเช่นนั้นเลยว่า เห็นไม่ลึกซึ้ง กราบเท้าท่านอาจารย์ผมซาบซึ้งจึงขอกล่าวนิดหนึ่งครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

๑. อายาจนสูตร พรหมอาราธนาให้แสดงธรรม

ธรรมลึกซึ้งรู้ตามได้ยาก [อรรถกถาอายาจนสูตร]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ