ขณะนั้นที่รู้ความลึกซึ้งเบิกบานไหม?

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังมีความเข้าใจในโลกเพิ่มขึ้น มาจากไหน?
อ.อรรณพ: มาจากปัญญาที่เข้าใจความจริงของสิ่งที่เพียงปรากฏ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น นับถือที่ได้มีโอกาสเข้าใจในความจริงที่ปรากฏ
อ.อรรณพ: กราบเท้าครับ และก็เมื่อคำตอบแรกครับ การรู้แจ้งความจริงของสิ่งที่มีจริง ก็มี ๓ ระดับ เพราะฉะนั้น ระดับสัจจญาณ หรือปริยัติก็เป็นการเข้าใจคำของพระองค์ เช่นเข้าใจคำว่า โลก ว่าไม่ใช่แต่เพียงคำ แต่ โล + กะ นี่ก็คือสภาพธรรมในขณะนี้ที่เพียงอาศัยปัจจัยปรุงแต่งเกิดแล้วดับ
เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจคำของพระองค์ เช่น คำว่าโลกนะครับ จึงเห็นคุณของพระองค์ เช่นนี้ก็เริ่มเป็นโลกียสรณคมณ์ ที่จะถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เช่นนี้ใช่ไหมครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ตลอดไปหมดไม่ว่าระดับไหน ถ้าตราบใดที่ยังเป็นการได้ถึงความละเอียดลึกซึ้งขึ้นของธรรม ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ก็เป็นโลกียะใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ เพราะฉะนั้น โลกียสรณคมณ์นี่ละเอียดนะ ยังไม่ต้องพูดถึงระดับที่ถึงมรรคญาณ ผลญาณ ที่จะไปถึงโลกุตตรสรณคมณ์ที่จะพ้นโลก
เพราะฉะนั้น การเริ่มรู้จัก โลก โดยอาศัยคำของพระองค์ ขณะนั้นก็ด้วยปัญญาที่เป็นขั้นสัจจญาณ กิจญาณ หรือกตญาณ ในส่วนเบื้องต้น ก็จึงถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งด้วยการเข้าใจสภาพธรรมที่เป็นโลก จึงเป็นโลกียสรณคมณ์
กราบ้ท้าครับ ด้วยความลึกซึ้งที่ตรง และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ
ท่านอาจารย์: ขณะนี้คนที่เข้าใจอย่างนี้ก็เริ่มรู้ว่า ที่เคยคิดว่า ธรรมละเอียด ความจริงต้องละเอียดขึ้นถึงที่สุดใช่ไหม จึงเป็นสรณคมณ์?
อ.อรรณพ: ครับ
ท่านอาจารย์: ถึงความละเอียดลึกซึ้งของธรรม
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ขยายให้เห็นถึงความละเอียดลึกซึ้งของโลกียสรณคมณ์ว่า ต้องเข้าใจโลก
ท่านอาจารย์: แล้วประโยชน์สูงสุดอยู่ตรงนี้ใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: นี่แหละ สัมมาทิฏฐิ ที่จะเป็นหนทางที่จะทำให้ประจักษ์แจ้งสิ่งที่ได้ถึงแล้วที่เป็นโลกียะ
อ.อรรณพ: สิ่งที่ได้ถึงแล้วซึ่งเป็นโลกียะ ก็คือสภาพธรรม แต่ละหนึ่งๆ ที่เกิดตามเหตุตามปัจจัย เริ่มตั้งแต่ฟังเข้าใจจนไปถึงขั้นต่อๆ ไปครับ โลกียสรณคมณ์ โอ้โห! ละเอียด และละเอียดมากกว่าที่เคยคิดว่าละเอียดครับท่านอาจารย์ถ้าท่านอาจารย์กล่าวไปอีก
ท่านอาจารย์: ด้วยเหตุนี้ แต่ละชาติไม่รู้ว่าชาติไหน นานเท่าไหร่กว่าจะเป็นชาติที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม และได้เริ่มเข้าใจ เห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งจึงเป็นปัจจัยให้มีโอกาสที่จะได้ฟังด้วยความเคารพต่อความจริง สัจจบารมี เพราะปัญญาบารมีเห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ไม่มีหรอกที่จะไปถึงได้โดยเร็ว เพราะเหตุว่าสภาพธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย อยู่ทุกขณะเดี๋ยวนี้ เห็นไหม ปานนั้น!!
กว่าจะถึงแต่ละขั้นจนกระทั่งรู้ว่า ยังมีอะไรที่ยังคงเป็นความติดข้อง และความไม่รู้ ถ้ายังมีอยู่มีหรือที่จะไปถึงโลกุตตระได้ ในเมื่อสิ่งที่ยังซ่อนอยู่แอบอยู่ไม่ได้รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น ก็ยังคงปืดบังอยู่
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ที่กราบเท้าถามท่านอาจารย์ ก็ชัดเจนครับว่า โอกาสใดบ้างที่จะระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็โอกาสนี้แหละ โอกาสที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงโลกียสรณคมณ์
ท่านอาจารย์: และถ้าไม่เข้าใจในความลึกซึ้งจริงๆ จะรู้จักธรรมไหม?
อ.อรรณพ: ไม่มีเลยครับ เพราะฉะนั้น คำที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้เมื่อคืน แล้วมาสนทนากัน แล้วพี่อรวรรณก็กล่าวว่า ถ้าไม่ตรงก็จะไม่ได้สาระในพระธรรมเลย ก็เป็นความละเอียด
ท่านอาจารย์: เริ่มเห็นความหมายความจริงของคำว่า มรรค หนทางที่จะรู้ ลึกซึ้งแล้วใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: สัมมาทิฏฐิที่เห็นจริงอย่างนี้เท่านั้นที่เคารพสูงสุดในความจริง ค่อยๆ อบรมด้วยความอดทน ปัญญาบารมี สัจจบารมี ขันติบารมี วิริยบารมี มิฉะนั้น จะไม่ได้ยินคำว่า บารมีเลย และก็จะไม่มีทางที่จะเข้าใจธรรมเลย ถ้าไม่เห็นว่าธรรมลึกซึ้ง นี่คือจุดเริ่มต้นของการที่จะดำเนินไปอบรมไป เพื่อจะละความไม่รู้ และความติดข้องเกินแสนโกฏกัปป์ในอดีตที่ปิดบังความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ
อ.อรรณพ: ครับ ซึ่งตรงนี้ครับก็ยิ่งเป็นประโยชน์เลยครับ ที่ท่านอาจารย์ได้อนุเคราะห์เกื้อกูลสิ่งที่ตรง และเป็นประโยชน์จริงๆ ครับ มิเช่นนั้นก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรครับ ก็เป็นเพียงนิดๆ หน่อยๆ ครับ
เพราะฉะนั้น ก็เป็นโอกาสที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพิ่มขึ้นๆ จนภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งขึ้นอีกนิดหนึ่งแจ่มแจ้งขึ้นอีกหน่อยหนึ่งครับ บางท่านก็กล่าวว่าภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งยิ่งนักนะครับ ยิ่งเข้าไปอีกนะก็ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์กล่าวว่า พุทธนุสติ การระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องเกิดจากปัจจัย เพราะฉะนั้น ขณะนี้ก็เป็นเหตุปัจจัยสลับที่จะเห็นถึงระลึกถึงพระคุณของพระองค์ที่ได้ตรัสคำอันเป็นประโยชน์เหล่านี้ไว้ในพระไตรปิฎกที่ได้อัญเชิญมาศึกษา หรือท่านอาจารย์ได้ศึกษาแล้วท่านอาจารย์ก็ประมวลแสดงเป็นคำที่สามารถจะเข้าใจได้โดยตรงในภาษาไทยเลยครับ
ท่านอาจารย์: แล้วเบิกบานไหมที่มีโอกาสในสังสารวัฏฏ์ได้รู้ความจริงว่า ลึกซึ้งอย่างนี้ แต่ถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้มานานเท่าไหร่? และมีโอกาสที่จะได้เห็นว่า ลึกซึ้งจริงๆ ปานนี้
ขณะนั้นที่รู้ความลึกซึ้งเบิกบานไหม?
อ.อรรณพ: เบิกบานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ท่านอาจารย์: ไม่ได้ท้อถอยเลย เมื่อไหร่ก็เมื่อเข้าใจขึ้น ไม่ใช่นับวันเดือนปี หรือกัปป์
อ.อรรณพ: วันนี้ก็ยิ่งเบิกบานที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงบารมีประการต่างๆ ที่จะเป็นไปเพื่อเข้าใจความลึกซึ้งของอริยสัจจ์ที่ ๔ ครับ
ท่านอาจารย์: ต้องอดทนด้วยความเพียรที่จะไตร่ตรองที่จะฟังด้วยความเคารพ จนกว่าจะถึงความจริงเดี๋ยวนี้ เห็นไหม! แต่ละหนึ่งไม่มีเราเลยสักอย่าง ไม่มีใครเลยทั้งสิ้นเป็นธรรมจริงๆ
อ.อรรณพ: บารมีที่ท่านอาจารย์กล่าวมาทั้งหมดเป็นสภาพธรรมที่กำลังมีที่ประเสริฐในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นความอดทน ความเพียร ความตั้งใจมั่น นะครับ ทุกอย่างที่จะเป็นไปเพื่อค่อยๆ เข้าใจขึ้น ค่อยๆ ที่จะเป็นปริยัติ เพิ่มขึ้นๆ ๆ แจ่มแจ้งในขั้นปริยัติเพิ่มขึ้นจนในขั้นต่อๆ ไปครับ ก็เพื่อที่จะเห็นในความลึกซึ้งสุดประมาณที่ค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้นทีละหน่อย ความลึกซึ้งนั้นต้องสุดประมาณ แต่ผมกล่าวได้ว่า เพียงกล่าวว่าความลึกซึ้งของพระธรรมนั้นสุดประมาณ แต่ผมไม่ได้มีปัญญาสุดประมาณที่รู้ในความลึกซึ้งของพระธรรมนั้น แต่เพียงแต่ว่า มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นก็ยิ่งเห็นความลึกซึ้งเพิ่มขึ้นกว่าที่เราเคยคิดว่าลึกซึ้งครับ
กราบเท้าท่านอาจารย์ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
ขอเชิญรับฟังเพิ่มได้ที่ ..
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ
