ไม่รู้หนทางจะพ้นจากเหวก็พ้นไม่ได้

[เล่มที่ 75] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 332-333
ความหมายของคําว่า ปัญญินทรีย์
ปชานาตีติ ปฺา ธรรมที่ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่าย่อมรู้ทั่ว. ถามว่า ย่อมรู้ทั่วซึ่งอะไร? ตอบว่า ย่อมรู้ทั่วซึ่งอริยสัจทั้งหลายโดยนัยมีคําว่า นี้ทุกข์ เป็นต้น แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่า ย่อมให้รู้ ถามว่า ย่อมให้รู้อะไร? ตอบว่า ย่อมให้รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.
[เล่มที่ 31] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่มที่ ๓๑ - หน้า 465
๒. ปปาตสูตร ว่าด้วยเหว คือ ความเกิด เป็นต้น
[๑๗๒๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาเถิด เราจักเข้าไปยังยอดเขากั้นเขตแดนเพื่อพักกลางวัน ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก เสด็จเข้าไปยังยอดเขากั้นเขตแดน ภิกษุรูปหนึ่งได้เห็นเหวใหญ่บนยอดเขากั้นเขตแดน ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหวนี้ใหญ่ เหวนี้ใหญ่แท้ๆ เหวอื่นที่ใหญ่กว่าและน่ากลัวกว่าเหวนี้ มีอยู่หรือ พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่าเหวอื่นที่ใหญ่กว่าและน่ากลัวกว่าเหวนี้ มีอยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เหวอื่นที่ใหญ่กว่าและน่ากลัวกว่าเหวนี้ เป็นไฉน.
[๑๗๒๙] พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมยินดีในสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อความเกิด ... เพื่อความแก่ ... เพื่อความตาย ... เพื่อความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจ ยินดีแล้ว ย่อมปรุงแต่งสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อความเกิดบ้าง ... และความคับแค้นใจบ้าง ครั้นปรุงแต่งแล้ว ย่อมตกลงสู่เหวคือความเกิดบ้าง ... และความคับแค้นใจบ้าง เรากล่าวว่าสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ไม่พ้นไปจากความเกิด ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัส ความคับแค้นใจ ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์
[๑๗๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่ยินดีในสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อความเกิด ... และความคับแค้นใจ ไม่ยินดีแล้ว ย่อมไม่ปรุงแต่งสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อความเกิด ... และความคับแค้นใจ ครั้นไม่ปรุงแต่งแล้ว ย่อมไม่ตกลงสู่เหวคือความเกิดบ้าง ... และความคับแค้นใจบ้าง เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมพ้นจากความเกิด ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัส ความคับแค้นใจ ย่อมพ้นจากทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
จบ ปปาตสูตรที่ ๒
อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ จะพ้นจากเหวที่ตกมานานแสนโกฏกัปป์นี่ได้อย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ไม่รู้หนทางจะพ้นจากเหวก็พ้นไม่ได้
อ.อรรณพ: ใช่ครับ ยิ่งตกลงไปในเหวมากขึ้นครับ กราบท่านอาจารย์ได้โปรดแสดงหนทางที่จะขึ้นจากเหวครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้ว่าอยู่ในเหว คิดที่จะออกจากเหวไหม?
อ.อรรณพ: ไม่คิดครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เมื่อรู้ว่า อยู่ในเหวซึ่งเป็นภัยที่ลึกลงไปนับวันก็จะออกจากเหวไม่ได้ ก็ต้องหาหนทาง
เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ว่า เหว คือความไม่รู้ ไม่มีทางที่จะออกจากความไม่รู้ ถ้าไม่ได้รู้ความจริง แล้วจะเอาการรู้ความจริงมาจากไหน ถ้าไม่ได้ฟังผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ทรงแสดงความจริง คือหนทางที่จะพ้นจากเหว มิเช่นนั้น คนอื่นไม่มีทางจะพ้นจากเหวได้เลยเพราะไม่รู้
เพราะฉะนั้น ไม่รู้ จึงอยู่ในเหว เพราะฉะนั้น รู้ว่าอยู่ในเหว ก็รู้ว่าเหวคืออะไร และก็ค่อยๆ ออกจากเหว คือความไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ
อ.อรรณพ: ครับ แต่การที่รู้ว่า อยู่ในเหวนี่ก็มีหลายระดับครับ เพียงแค่ระดับฟังตามท่านอาจารย์ครับ เพราะฉะนั้น ที่จะรู้ว่า อยู่ในเหวนี่หรือรู้จักเหวนะครับ อย่างไรจึงจะเป็นการที่รู้จักเหว เพิ่มขึ้นๆ ๆ ๆ ก่อนที่จะเป็นปัจจัยให้เห็นถึงภัยของเหวนี้ แล้วก็เป็นไปในการที่จะออกจากเหวครับท่านอาจารย์ จะรู้จักเหวละเอียดขึ้นอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คนอื่นรู้ไม่ได้นอกจากตัวเองใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้อะไรหรือเปล่า? เข้าใจอะไรหรือเปล่าที่พระองค์ตรัส ซึ่งลึกซึ้ง ต้องไม่ลืม ตรัสรู้แล้วตรัสว่า ธรรมะละเอียดลึกซึ้งยากจะรู้ได้ แล้วจะไม่ลึกซึ้งหรือในเมื่อทุกผู้ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีตรัสรู้ต้องบำเพ็ญนานเท่าไหร่ เพราะความลึกซึ้งอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น เพียงได้ยินแล้วก็เข้าใจเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้รู้ลักษณะของสภาพที่มีจริงๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสความจริงของสิ่งนั้น เพราะสิ่งนั้นกำลังมีจริงๆ ก็ต้องค่อยๆ ใส่ใจละเอียดพิจารณาไตร่ตรองรอบคอบ ไม่ประมาทเลยว่า ไม่รู้อะไรเดี๋ยวนี้
อ.อรรณพ: ไม่รู้สิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะรู้ได้ไหม?
อ.อรรณพ: ต้องรู้ได้ครับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงรู้ จึงทรงพ้นเหว แล้วทรงแสดงหนทางให้ผู้ฟังสามารถพ้นตาม
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น หนทางรู้คืออะไร?
อ.อรรณพ: คือความเข้าใจตรงสิ่งที่ปรากฏ
ท่านอาจารย์: ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ จึงจะรู้ว่า คำนั้นลึกซึ้งระดับไหน ทั้งๆ ที่มีปรากฏพระองค์ตรัสรู้ และทรงแสดงความจริงให้คนที่เริ่มฟังยังไม่ได้รู้ความจริงนั้น แต่เริ่มรู้ว่า ความจริงคืออะไร
อ.อรรณพ: กราบท่านอาจารย์ครับ ในความจริงใจตามฐานะของตนในแต่ละวันก็ฟังพระธรรมบ้าง ไปร่วมสนทนาบ้าง ทำประโยชน์นี่โน่นอะไรอย่างนี้ครับ แต่เราก็ไม่ได้คิดเลยว่า ก็ไม่น้อยครั้งที่จะคิดว่า นี่นะ อยู่ในเหวของความไม่รู้ครับ ก็ยังคงมีท่านอาจารย์ มีมูลนิธิ มีคนที่แสนดีมากมาย แล้วก็มีคนมีบ้านอะไรอย่างนี้ครับ คือมันยากที่จะรู้จักเหวครับท่านอาจารย์ ยากจริงๆ
ท่านอาจารย์: จึงได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อ.อรรณพ: แล้วอยู่ดีๆ บอกว่า อยู่ในเหว ปากเหวตกอยู่แล้ว ปากเหวตกอยู่นะครับ คือว่าแม้แต่เหวนี่ก็ยังไม่ได้ไปรู้จักที่ เพิ่มขึ้นๆ ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ค่ะ เพราะฉะนั้น ก็เป็นผู้ที่ตรงทุกคำ สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้มีจริงๆ แต่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง แค่นี้!! จะต้องไปทำอะไรอื่นไหม?
อ.อรรณพ: ไม่ต้องครับ
ท่านอาจารย์: ก็เริ่มรู้ความจริงว่า แม้มีจริง ผู้ที่ทรงตรัสรู้คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คนอื่นรู้ไม่ได้!! ไม่สามารถจะรู้ได้เลย ทั้งๆ ที่กำลังเห็น และก็เห็นจริงๆ
เพราะฉะนั้น จึงต้องมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
เดี๋ยวนี้รู้แล้วใช่ไหมว่า พึ่งอย่างไร อย่างไรจึงเป็นที่พึ่ง
อ.อรรณพ: พึ่งโดยฟัง ใส่ใจด้วยดีครับ เข้าใจขึ้นๆ ครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ใช่เอาพระพุทธรูปมาแขวนคอใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ไม่ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เริ่มเข้าใจถูกต้องในคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่รูป ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่า นี่คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าทำให้เตือนระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ระลึกไม่ได้ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระองค์ จะระลึกถึงคุณของพระองค์ได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น หนทางเดียว ฟังทุกคำด้วยความเคารพสูงสุด ที่จะรู้ว่า แต่ละคำลึกซึ้ง ประมาณไม่ได้
ยิ่งเข้าใจถูกตามความเป็นจริง ก็ยิ่งลึก เพราะว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงลึกซึ้งอย่างยิ่ง
อ.อรรณพ: ครับ เพราะว่าหนักหนาสาหัสมากครับ เหว ความไม่รู้นี่ครับ เหว คืออวิชชา ลึก ขึ้นได้ยาก แล้วก็มืดมิดเหมือนเหวที่ลึกที่สุดไม่รู้จะลึกอย่างไร แล้วก็ยิ่งมืดๆ ๆ ๆ ๆ ลึกขึ้นได้ยาก แล้วก็มืดสนิทเพราะความไม่รู้ จึงเป็นความยากอย่างยิ่ง แต่ก็เห็นในพระมหากรุณาคุณครับ เมื่อพระภิกษุทูลถามว่า มีเหวที่ใหญ่กว่านี้ลึกกว่านี้ไหม พระองค์ก็ทรงแสดงว่า การที่อยู่ในสังสารวัฏฏ์นี่เป็นเหว ซึ่งก็มาจากความไม่รู้อริยสัจจ์ครับ
ก็ซาบซึ้งครับ แล้วก็เห็นเป็นการยาก ไม่ใช่เราฟังแล้วเหมือนอุปมาก็ไพเราะดี แค่นี้!! แต่ที่จะรู้ว่า เหวนะ ตอนนี้เหว เห็นในความเป็นเหวของความไม่รู้ ซึ่งก็ตกลงไปอยู่เรื่อยๆ ทุกขณะ
หลังเห็น ได้ยินอะไร แล้วก็เอาอีกแล้ว ความไม่รู้ อย่างนี้ครับ การไหลไปของความไม่รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่ได้ปรากฏ เพราะว่า อวิชชาแนบเนียนไม่ได้ปรากฏง่ายๆ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ไตร่ตรองทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ตรง และละเอียดขึ้น จะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย
อ.อรรณพ: เป็นความจริงที่สุดเช่นนั้น ต้องละเอียดจริงๆ แล้วก็ข้ามไม่ได้
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
ปัญญาย่อมรู้ทั่วอริยสัจจ์ทั้งหลาย [ธรรมสังคณี]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ

