ตัวธรรมะมีตลอดไม่ขาดแต่ไม่รู้

 
เมตตา
วันที่  9 ก.พ. 2569
หมายเลข  51985
อ่าน  6

ท่านอาจารย์: ด้วยเหตุนี้ จึงต้องรู้ตามลำดับว่า ต้องตามลำดับจริงๆ เพียงคำเดียวคำว่า ธรรมะ ประมาทไม่ได้เลย แล้วธรรมะนั้น อย่างเช่น ความเห็นผิดเป็นจิตหรือเปล่า? เราเรียนธรรมะศึกษาธรรมะที่กำลังมี ไม่ใช่อยู่ในหนังสือ เพราะว่าหนังสือเพียงแต่บอกให้รู้ว่ามีอะไรบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนก็สงสัยว่า มันอะไร ทั้งๆ ที่รู้จากหนังสือแล้ว

เพราะฉะนั้น ศึกษาจริงๆ ก็คือว่า ตัวธรรมะมีตลอดเวลาไม่ขาดแต่ไม่รู้ ไปรู้คำในหนังสือ

เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ศึกษา คำ ในหนังสือ ให้เข้าใจคำความหมายของคำ แต่ให้เข้าใจตัวธรรมะที่คำในหนังสือกล่าวถึง

ถ้ากล่าวถึงโลภะ ความติดข้องมีจริงไม่ใช่เรา แล้วเป็นอะไร ไม่ใช่จิตก็ต้องเป็นเจตสิก แล้วค่อยๆ เข้าใจสภาพที่เราใช้คำว่า เจตสิกในขณะที่พูดถึงความจริง ก็คือในขณะที่มีแต่ขณะนั้นไม่รู้ จนกว่าจะรู้และจึงสามารถที่จะรู้ว่า อะไรภายหลังตามลำดับขั้น

เพราะฉะนั้น เป็นเจตสิกต่างชนิด เห็นผิดเป็นธรรมะที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้นจึงเห็นผิดไปว่า เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้

เห็นสีสันวัณณะรูปร่างสัณฐานต่างกันตามขณะที่กระทบตาสืบต่อจนเป็นรูปร่างอย่างนี้ กับรูปร่างอย่างนี้

สภาพจำมีจริงไหม?

อ.อรรณพ: มีจริงครับ

ท่านอาจารย์: จำทั้งวันก็ไม่เคยพูดถึงกันเลย แต่เวลาเรียนก็สัญญาเจตสิก ละคลายหรือยัง ละคลายหรือยัง? ก็ทั้งวันเป็นสัญญาที่ไม่รู้ แล้วถามว่าละคลายหรือยัง อย่างนี้มันได้หรือ? เห็นไหม? ต้องเห็นความละเอียดเท่านั้นจึงสามารถที่จะค่อยๆ ละ ค่อยๆ คลาย มิเช่นนั้น ไม่มีอะไรเลยที่จะทำให้ละคลายได้ เพราะทั้งวันไม่เคยคิดถึง จิตก็ไม่เคยคิดถึง จำก็ไม่เคยคิดถึง ก็ถามถึง "ความเห็นผิด" อีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่จำ ไม่ใช่จิต เป็นธรรมะทั้งหมดอย่างที่เคยรู้ แต่ไม่ใช่เราจะรู้ทีเดียว หรือไม่ใช่ว่า เราจะไปจำคำในหนังสือ แต่เดี๋ยวนี้เอง กว่าจะรู้ตัวจริงของความเห็นผิด ต้องเอ่ยชื่อไหม? ไม่ต้องเอ่ยเลย แต่เอาคำไหนมาบอกล่ะว่า มันต่างกัน

ก็ต้องมีคำที่รู้ว่า ความเห็นผิด อย่างหนึ่ง และความติดข้องเป็นอีกอย่าง

เพราะฉะนั้น ผู้ที่ประจักษ์แจ้งความจริงเป็นพระโสดาบัน ลองคิดซิว่า จะง่ายหรือ? เพราะเหตุว่าไม่มีความสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นในความเป็นธรรมะแต่ละอย่างๆ จะเล็กจะละเอียด จะซอกแทรกอยู่ตรงไหน ปัญญาต้องไปถึงตรงนั้น จึงสามารถที่จะละความไม่รู้ตรงนั้นได้ และความติดข้องตรงนั้นได้ตามลำดับตามกำลังของปัญญา นี่คือศึกษาธรรมะ

ไม่ใช่ฟังแต่ชื่อธรรมะ ไม่ใช่ไปอ่านและจำชื่อ แต่ตัวธรรมะเดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปหาที่ไหน

เห็น ไม่เคยรู้เลยดับแล้ว แล้วเป็นเราใช่ไหม? ไม่ต้องพูด อาสวะ ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง คนก็คิดว่าเขาไม่มี เขาไม่ได้เห็นผิดแล้ว

แต่ตื่นมาเลย นั่นนะ ใครล่ะ? ลองถามหน่อยซิ?

อ.อรรณพ: เราครับ

ท่านอาจารย์: ทั้งหมดเป็นเรา

อ.อรรณพ: ไม่หน่ายความเป็นเรา เพราะไม่รู้ความจริง ท่านอาจารย์กล่าวอย่างนี้เป็นคุณูปการอย่างมหาศาลที่ได้เห็นถึงว่า ผู้ที่ฟังไม่พูดถึงคนที่ไม่ฟังพระธรรม แม้ผู้ที่ฟังพระธรรมเริ่มฟังมา เราจะคิดว่าเรารู้อะไรต่ออะไรเตลิดเปิดเปลิงมา ไม่จริงเลย นี่คือความต่างกันมหาศาลของผู้ที่สังสารวัฏฏ์จะเหลือแค่ไม่เกิน ๗ ชาติ กับผู้ที่ยังไม่รู้ว่า จะอยู่อีกนานเท่าไหร่นะครับ แม้จะฟังพระธรรมมาบ้างแล้วแม้เห็นแก้ว

ผมซาบซึ้งว่า ก็เป็นความเป็นไปของจิตที่เป็นไปทางวิถีที่เห็นจริงๆ เห็นแต่ละสีๆ ๆ แต่ละสีแสนโกฏขณะ จนกระทั่งเป็นนิมิตในหลายๆ ระดับจนเป็นนิมิตว่าเป็นแก้ว พระโสดาบันก็รู้อย่างนั้น ปุถุชนที่มีความเห็นผิดอยู่ก็ยังรู้อย่างนั้น แต่ว่า เมื่อรู้เป็นนิมิตเป็นอะไรแล้วนะครับ พระโสดาบันไม่มียึดถือว่าเป็นแก้วจริงๆ เลย แต่ว่าปุถุชนผู้มีเชื้อของทิฏฐิ คือทิฏฐานุสัยไหลไป เพราะว่าไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วทางใจ ทำไมจะไม่มีมากมายกว่า ก็ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ

แต่ความไม่รู้ก็ไม่รู้ว่า ที่เห็นแก้วนี่ด้วยโลภะที่ติดข้องแค่นั้น ไม่มีทิฏฐิร่วมด้วยหรือมีทิฏฐืร่วมด้วยครับ อันนี้ก็ซาบซึ้งว่าเป็นความต่างกันของความเป็นกัลยาณปุถุชนกับความเป็นพระโสดาบันท่านถึงเหลือเกิดไม่เกิน ๗ ชาติ

ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..

อัตตานุทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ ไตรลักษณะ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ