ปัญญาต้องตามไปรู้ทั่ว

 
เมตตา
วันที่  10 ก.พ. 2569
หมายเลข  51988
อ่าน  16

อ.อรรณพ: ที่ซาบซึ้งมาก ก็คือเรื่อง เห็นว่าเป็นแก้วด้วยอะไรครับ แสดงถึงความละเอียดลึกซึ้ง แต่ความโง่ที่มากมายไม่รู้ครับ กราบท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: พอดีมีของจริง มีแก้วอยู่บนโต๊ะ

อ.อรรณพ: นี่มีจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: ความต่างกันของพระโสดาบันกับคนที่ไม่ใช่พระโสดาบัน เห็นสิ่งเดียวกัน ปัญญาต่างกัน เพราะเหตุว่าไม่ใช่เพียงแค่ได้ฟังว่า เห็นเพียงสิ่งที่กระทบตา จะเป็นแก้วไม่ได้!! แต่ถึงกับประจักษ์แจ้งความจริง ใช้คำว่า "ประจักษ์แจ้ง" ไม่ใช่อย่างที่กำลังคิดกำลังเข้าใจ แล้วปัญญาต้องเกิดตามลำดับด้วย จึงต้องฟังแล้วรู้ว่า ยังไม่ใช่ปฏิปัตติ เพราะคำว่า ปฏิปัตติ ต้องหมายความว่า (ปฏิ = เฉพาะ) ปฏิ คือนี่ เฉพาะตรงนี้ ปฏิ แปลถึงความจริงของสิ่งที่กระทบตาตรงนี้ เพราะฉะนั้น นั่นคือเริ่มปฏิปัตติ

ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ตรงนั้นจริงๆ ตรงเห็น ตรงเสียง เกิดแล้วดับแล้วฟังไป ยังไม่ได้รู้ตรงนั้น

เพราะฉะนั้น ยังไม่ถึงปฏปัตติ แต่รู้ว่าทุกอย่างเกิดดับเร็วมาก เพราะฉะนั้น อันที่ดับแล้วจะไปถึงอันที่ดับแล้วไม่ได้ ต้องถึงอันที่เกิดแล้วปรากฏเดี๋ยวนี้ แม้ว่าจะดับก็จนกว่าจะเห็นว่า สิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้ดับ จึงรู้การเกิดของขณะต่อไป

นี่ยังไม่ต้องไปถึงญาณไหนจะดับความเป็นปุถุชนนะ เพราะว่าต้องตามลำดับจริงๆ ขั้นฟังยังไม่มีสติ สภาพธรรมะอีกอย่างหนึ่งไม่ใช่จิต ไม่ใช่เห็น แต่ว่าเป็นธรรมะที่ระลึกเป็นไปในความดี

เพราะฉะนั้น โสภณเจตสิกต่างกับอกุศลเจตสิก โสภณเจตสิกเป็นเจตสิกที่ดีงาม ไม่ให้โทษเลย

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่รู้เลย เดี๋ยวนี้ก็มีแต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้น จึงไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นกุศลขณะนั้น หรือเป็นอกุศลขณะนั้น

พระโสดาบันไม่ใช่แค่ฟังอย่างนี้ แต่จะต้องรู้ถึงขณะที่กระทบสิ่งที่ปรากฏโดยไม่ใช่เราจะรู้ แต่มีธรรมะหนึ่งเกิดขึ้นระลึกรู้ตรงนั้น

เพราะฉะนั้น ระลึก คือมีลักษณะนั้นให้ระลึก และความรู้ที่เกิดจากการฟังรู้ความจริงว่า ขณะนั้นเป็นลักษณะที่ปรากฏต่างๆ กันแต่ละทาง นี่เพียงขั้นปฏิปัตติ ยังไม่ถึงปฏิเวธะ ที่จะเป็นวิปัสสนา

แล้ววิปัสสนาก็มีหลายขั้นมาก แต่ละขั้นยิ่งลึกยิ่งละเอียดยิ่งยาก เพราะต้องทั่วหมดไม่เหลือเลย จึงจะสามารถดับความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ ไม่ว่าจะขุ่นใจนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะพยายามนิดหนึ่ง ทุกอย่างที่ละเอียดอย่างยิ่ง ปัญญาต้องตามไปรู้ทั่ว จนถึงระดับที่จะละกิเลสได้เมื่อถึงโลกุตตรจิต ความสงสัยใดๆ ในสภาพธรรมะที่เกิดดับไม่เหลือ เพราะค่อยๆ รู้ไปตามลำดับ

ความติดข้องในความเป็นเรามีไม่ได้ ชัดเจนอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ความจริงในขั้นฟังใช่ไหม แล้วก็รู้ว่าพระโสดาบันประจักษ์แจ้งความจริง ระดับไหมจึงดับได้ จึงไม่สงสัยเลยว่า พระโสดาบันก็เห็น คนธรรมดาก็เห็น แต่คนธรรมดาไม่ได้รู้เลยว่า แต่ละทางเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดแล้วดับ โดยความเป็นอนัตตา จงใจสักนิดหนึ่ง ตั้งใจสักหน่อย ปัญญาต้องรู้ว่าผิดทาง ไม่ใช่!!

เพราะฉะนั้น กว่าจะดับจริงๆ ไม่เกิดอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ลองคิดดู!! สิ่งที่สะสมมาแสนนาน และสามารถที่จะดับหมดไม่เหลือเลย ขั้นต้น ความเห็นผิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และเป็นเรา เพราะฉะนั้น เมื่อไม่มีเราใช่ไหม ไม่มีความเห็นผิด แต่ความติดข้องยังมี ตรงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น เมื่อบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว จึงมีปัจจเวกขณญาณ รู้เลยว่า ดับอะไรแล้ว และอะไรที่ยังไม่ได้ดับ ไม่มีการที่จะลวงได้เลย แต่กว่าจะเป็นอย่างนั้น และใครจะรู้ ท่านพระสารีบุตรฟังท่านพระอัสสชิเป็นพระโสดาบัน ตั้งแต่นั้นท่านจะไม่มีการเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ท่านก็เหมือนเดิม เห็นเหมือนเดิมทำทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเดิม และใครรู้ว่าท่านเป็นพระโสดาบัน

เพราะฉะนั้น กว่าจะถึง ประมาทไม่ได้เลย เห็นด้วยกันปัญญาต่างกัน เห็นด้วยกันคนฟังธรรมะกับคนไม่ฟังธรรมะก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ความรู้กว่าจะค่อยๆ สะสม และเมื่อเป็นความรู้ ติดข้องไม่ได้

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นการรู้จริงไม่ติดข้อง แต่ความรู้จริงนั้นละ ค่อยๆ ละสภาพทั้งปวงที่ไม่ดีทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะหมดสิ้นตามลำดับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

๑๔. อรรถกถา ปัจจเวกขณญาณุทเทส ว่าด้วยปัจจเวกขณญาณ

ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..

ธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
วันที่ 10 ก.พ. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ