ณ กาลครั้งหนึ่ง สนทนาธรรมที่บ้านอบอุ่น 5/2/69

 
nattawan
วันที่  10 ก.พ. 2569
หมายเลข  51989
อ่าน  60

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ความจริงมีทุกวัน ทุกขณะ แม้ขณะนี้ธรรมะคือสิ่งที่มีจริง มีแล้วตามที่ปรากฏ แต่ไม่ได้รู้ความจริงเลย สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง ... น่าตกใจไหม?

พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้ เพราะว่าความจริงเป็นความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง

สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เหนือบุคคลใดทั้งสิ้นในสากลจักรวาล ... แล้วเราเป็นใคร พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมานานเท่าไหร่ กว่าจะถึงการตรัสรู้ความจริง ซึ่งเป็นจริงเดี๋ยวนี้ทุกขณะ แต่ไม่เคยมีใครที่จะรู้ความจริงถึงที่สุด จนถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระอรหันต์คือผู้ที่รู้ความจริงทั้งหมดทุกขณะจนกระทั่งไม่มีความสงสัยไม่มีความติดข้อง สามารถที่จะดับกิเลสไม่เหลือเลย ... เป็นไปได้ไหมถ้ายังไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้มากไปด้วยกิเลสแค่ไหน สะสมมานานแสนนานจนกว่าจะฟังคำของพระพุทธเจ้าแต่ละคำด้วยความเคารพสูงสุด ... ยากที่จะถึงความจริงแต่ละคำ แต่ว่าสามารถที่จะไตร่ตรองจนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคง เพราะว่าคำของพระองค์ทุกคำให้เข้าใจสิ่งที่มีทุกขณะไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่กำลังมีและไม่เคยรู้มาก่อน

ความจริงที่เหมือนปาฏิหาริย์ สภาพธรรมะที่มีจริงเดี๋ยวนี้ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง ใครจะรู้ว่าตามความเป็นจริงเป็นยังไง ... แล้วก็ไม่ปรากฏตามความเป็นจริง ... เพราะฉะนั้นแต่ละคำต้องไตร่ตรองจนเห็นความน่าอัศจรรย์

ตั้งแต่เกิดจนตายมีเห็นทางตาเดี๋ยวนี้ด้วย มีได้ยินทางหู มีได้กลิ่นและลิ้มรสและรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสด้วย มีครบ ใจก็คิดนึกอยู่ในความมืด เหลือทางเดียวที่สว่าง ... ทางตา เพราะฉะนั้นขณะนี้ตรงกันข้ามกับความจริงใช่ไหม?!


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
nattawan
วันที่ 10 ก.พ. 2569

แต่ละหนึ่งขณะสั้นมากเร็วมากเกิดดับเพราะฉะนั้นทางตาที่ปรากฏสว่างทางเดียว เปรียบเทียบกับทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจในความมืด โดยเฉพาะทางใจมากมายมหาศาล เกินกว่าที่จะประมาณได้ว่าเร็วปานใด ถ้าไม่ฟังคำของพระพุทธเจ้าจริงๆ ... เห็นอะไร ... เห็นคน เห็นบ้าน เห็นต้นไม้ เห็นประตู เห็นหน้าต่าง ... เป็นได้ยังไงคิดดีๆ!! มีแต่เพียงสีสันวรรณะเท่านั้นใช่ไหมที่ปรากฏ ... ต้องตรงต่อความจริงจึงจะรู้จักพระพุทธเจ้า จึงจะรู้ว่าผู้ที่ไม่มีโอกาสได้ฟังคำของพระองค์เลย ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่า มีผู้ตรัสรู้ความจริงที่ไม่มีใครคาดคะเนได้ ... เหลือเชื่อ ... ขณะนี้อยู่ในความมืดสนิทเพราะปรากฏสว่างตลอดเวลา ก็คิดถึงเหตุผลว่าทางหูมืดไหม ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจมืดมากกว่าทางตาเพียงหนึ่งทาง แต่โลกก็ถูกปกคลุมไว้ด้วยความสว่างทางตาจนทางอื่นไม่ปรากฏตามความเป็นจริง

เพราะฉะนั้นกว่าความจริงจะปรากฏต้องคิดดีๆ ว่าทางไหนจะมากกว่ากัน ... แล้วเป็นยังไงถึงได้ลวงอย่างนี้ ... ให้คนที่ไม่รู้ความจริงหลงว่าเห็นคนเห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้ เห็นได้ยังไงคน เห็นได้เฉพาะสิ่งที่กระทบตาและก็ปรากฏเรียกอะไรได้ทั้งหมด แต่ไม่มีคนสักคน!!

ต้องเป็นคนที่เริ่มเห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งของธรรมะ ที่กว่าพระพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่ แล้วสามารถถึงการตรัสรู้ความจริงที่เราต้องไตร่ตรองและเคารพสูงสุด

บารมีคือคุณความดีที่ค่อยๆ ทำให้อกุศลน้อยลงๆ และความดีนั้นต้องประกอบด้วยปัญญาที่รู้ว่าเพื่ออะไร ... เพื่อรู้ความจริงตามที่ได้มีโอกาสฟัง ... เป็นโอกาสที่หายากไหมในสังสารวัฏ?

ขณะนี้เป็นโอกาสที่กำลังได้ฟังคำที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง 45 พรรษา ... 2500 กว่าปีมาแล้ว คำเหล่านั้นยังอยู่สำหรับฟัง ใส่ใจ ไตร่ตรองด้วยความเคารพในความลึกซึ้งอย่างยิ่งเพราะฉะนั้นโอกาสที่จะได้ยินคำแต่ละคำ ผ่านไม่ได้ ... แม้แต่ธรรมะคือสิ่งที่มีจริง ต้องหาไหม ... ชวนกันออกไปหาความจริงไหม ... ไม่ต้องเลย ... เดี๋ยวนี้จริงไม่ว่าจะซ้ายขวาหน้าหลังจริงหมด ... ไม่รู้หมด ... นานเท่าไหร่แล้ว เพราะฉะนั้นจะรีบร้อนไปรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระโสดาบันกันด้วยวิธีไหน?! ... วิธีไม่รู้ไม่เข้าใจเดี๋ยวนี้!!!

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
nattawan
วันที่ 10 ก.พ. 2569

แล้วกิเลสเดี๋ยวนี้ใช่ไหม ใครว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีกิเลสบ้าง ความไม่รู้ความจริงนั่นแหละเป็นธรรมะหนึ่งที่ปิดกั้นไม่ให้รู้ว่า ขณะนี้คนมีไหม โต๊ะมีไหม เก้าอี้มีไหม แล้วมีเมื่อไหร่ ... มีเมื่อเห็นสีต่างๆ เท่านั้น หลายสีหลากสีทำให้ปรากฏเป็นนิมิตรูปร่างสัณฐานทำให้หมายรู้ทรงจำว่าเป็นนั่นเป็นนี่แต่ละหนึ่งๆ เป็นแต่ละคน ... รู้ไหมในความมืด ... เพราะสว่างเท่านั้นแล้วมาเป็นคนได้ยังไง!! คิดในความมืด สร้างทุกสิ่งทุกอย่างในความมืด ไม่ว่าจะเป็นภูเขา เป็นนก เป็นถนนหนทาง เป็นประเทศต่างๆ เป็นสงคราม เป็นสันติภาพ เป็นอะไรทั้งหมด ... อยู่ในความมืด สว่างทางเดียวแล้วเมื่อไหร่จะรู้อย่างนี้!!!

ถ้าไม่สะสมความเป็นผู้ที่ตรงต่อความจริง สัจจบารมี ใครเปลี่ยนได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตรัสว่าพระองค์เปลี่ยน แต่ทรงแสดงความจริงที่ใครๆ ก็เปลี่ยนไม่ได้ เป็นสัจจะ ธรรมะคือสิ่งที่มีจริง ความจริงของธรรมะเป็นสัจธรรม ไม่เปลี่ยนเลย สามารถจะรู้ความจริงได้เมื่อไหร่เป็นอริยบุคคล

ถ้าไม่มีการฟังด้วยความเคารพสูงสุดที่จะละความไม่รู้ที่สะสมมาแสนโกฏกัป ที่จะไม่รู้ขณะเห็น ขณะได้ยินตลอดชาติ กี่ชาติ แล้วจะหมดไปได้ง่ายๆ ได้ยังไง เพราะฉะนั้นวันนี้หรือครั้งไหนที่มีการสนทนาธรรมก็เพื่อที่จะเข้าใจธรรมะ เป็นการบูชาคุณพระพุทธเจ้าผู้ที่ให้ความเข้าใจในสังสารวัฏ เพราะฉะนั้นบูชาคุณของพระองค์ด้วยความเข้าใจตามความเป็นจริง

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
chatchai.k
วันที่ 10 ก.พ. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ