สำนักปฏิบัติอยู่ไหนในพระไตรปิฎก

[เล่มที่ 17] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 339 - 340
๕. อนังคณสูตร
[๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคําท่านพระสารีบุตรแล้ว.
บุคคล ๔ จําพวก
[๕๔] ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า คุณครับ บุคคล ๔ จําพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก.
๔ จําพวกนั้นเป็นไฉน?
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลลางคนในโลกนี้ มีอังคณกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีอังคณกิเลสในภายใน ๑ บุคคลลางคนในโลกนี้มีอังคณกิเลส ก็รู้ตามเป็นจริงว่า เรามีอังคณกิเลสในภายใน ๑ บุคคลลางคนในโลกนี้ ไม่มีอังคณกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน ๑ บุคคลลางคนในโลกนี้ ไม่มีอังคณกิเลส ก็รู้ตามเป็นจริงว่า เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน ๑.
อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์มากที่แสดงเรื่องสำนักปฏิบัติไม่ใช่พระพุทธศาสนาจริงๆ ครับ คนฟังแล้วบางคนเขาก็บาดใจ แต่เขาไม่ได้เห็นประโยชน์ จนกว่าจะเริ่มเห็นประโยชน์จริงๆ เมื่อละเอียด ไตร่ตรองละเอียด มีอุปนิสัยที่ละเอียด และตรงจริงๆ ครับ อันนี้ผมก็ต้องกราบเท้า
ท่านอาจารย์: แล้วเห็นความเป็นมิตรไหม ที่กล่าวอย่างนั้น ด้วยความเป็นมิตรหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: เป็นกัลยาณมิตรที่สุดเลยครับ เพราะสูงสุดของกัลยาณมิตร คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ตรัสแสดงถึงโทษของความเห็นผิด ของหนทางผิด ของการเป็นผิดเอาไว้อยู่ตลอดเพื่อไม่ให้หลงทาง แล้วก็ด้วยความเป็นมิตรจริงๆ ที่กล่าวถึงการที่ไปสำนักปฏิบัตินี่ไม่ใช่หนทางจริงๆ ครับ แล้วก็ไม่ใช่คำสอนจริงๆ เพราะว่า ผิดตั้งแต่ต้นที่มีกิเลส ก็ไม่รู้ว่ามีกิเลส
มีความอยากที่จะละกิเลส ความอยากก็เป็นกิเลส แล้วก็มีการหาหนทาง แสวงหาหนทางที่ผิด ก็เป็นกิเลสมากมาย
ก็ด้วยความเห็นใจจริงๆ นะครับว่า ได้ยินคำว่า กิเลสก็อยากจะละกัน แล้วก็ไม่รู้แล้วก็เพิ่มกิเลส ทิฏฐิกิเลส ให้หนักมากขึ้น เพราะว่าปฏิเสธความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า คือการรู้ความจริงที่กำลังปรากฏขณะนั้น
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สำนักปฏิบัติอยู่ไหนในพระไตรปิฎก?
อ.อรรณพ: ไม่มีครับ ไม่มีอย่างแน่นอนที่สุด เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ได้ฟังด้วยดี เขาก็ต้องคิดว่าพูดเรื่องสำนักปฏิบัติอยู่นั่นแหละ ซึ่งตั้งแต่ท่านอาจารย์บรรยายแนวทางเจริญวิปัสสนา ก็มีผู้เขียนจดหมายมาคัดค้านท่านอาจารย์ หรือออกมาพูดเองก็เยอะ ท่านอาจารย์ด้วยจิตที่เมตตากรุณาหวังดีเป็นมิตรเป็นเพื่อนจริงๆ ที่จะเกื้อกูลไม่ให้ผิดทาง ไม่ให้เป็นผู้ที่จะทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก็แล้วแต่ว่า ใครจะเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์หรือไม่ แค่ไหน
แต่พวกเราทั้งหลายเห็นประโยชน์ที่จะกล่าวคำจริงนี้ว่า สำนักปฏิบัติไม่มีในพระพุทธศาสนา เพราะอะไร อย่างไร ก็ยินดีที่จะกล่าว ยินดีที่จะแสดงไปตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ก็ต้องกราบเท้าท่านอาจารย์ครับ เพราะเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ เป็นเรื่องที่คนคิดว่า เอ๊ะ! พูดอยู่นั่นแหละ ทำไมตอกย้ำไม่เบื่อหรือ แต่เห็นผู้ที่กำลังที่จะพลาดไป ผิดไป แล้วก็ออกไปจากคำสอนของพระศาสนา แม้ได้มีโอกาสเกิดในที่ๆ มีพระธรรมแล้วก็ตาม ก็เป็นความกรุณาอย่างยิ่งของท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พูดเพื่อให้คิด เพื่อให้ไตร่ตรอง เพื่อให้เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อ.อรรณพ: เพื่อให้คิด เพื่อให้ไตร่ตรอง เพื่อให้เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์: ทรงแสดงความจริงที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งของเดี๋ยวนี้ ตามลำดับขั้นของอริยสัจจธรรม ๔ มี ๓ รอบ
เพราะฉะนั้น ต้องไม่เข้าใจผิดในปฏิปัตติ ไม่ใช่ทำ ไม่ใช่ปฏิบัติ แต่ต้องเป็นการรู้ความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ตรงหนึ่ง ทีละหนึ่ง โดยปัจจัย ไม่ใช่โดยตัวตนที่พยายามที่จะจดจ้องที่จะเลือก
เพราะฉะนั้น ธรรมะทั้งหมดต้องสอดคล้องกับความเป็นอนัตตา เพราะเดี๋ยวนี้ก็เป็นอนัตตาก็ยังไม่รู้ และธรรมะทั้งปวงก็เป็นอนัตตาไม่เว้นเลย
อ.อรรณพ: ผมก็ค่อยๆ ซาบซึ้งในพระคุณของท่านอาจารย์เพิ่มขึ้นๆ เพราะว่า ที่ท่านอาจารย์กล่าวเรื่องสำนักปฏิบัติไม่มีในพระพุทธศาสนาตรงนี้มานานตั้งแต่ท่านอาจารย์มีความเข้าใจพระธรรมอย่างชัดเจน ท่านอาจารย์ก็แสดงมาตลอด
ที่ท่านอาจารย์แสดงไม่ใช่เป็นเรื่อง ไม่ได้แสดงด้วยความสนุกสนาน ไม่ได้แสดงด้วยความไปเพ่งโทษผู้อื่นด้วยความไม่พอใจ หรือด้วยความสำคัญตน ท่านอาจารย์กล่าวด้วยความกรุณา กล่าวด้วยความมั่นคงที่จะดำรงพระธรรมวินัย กล่าวเพื่ออนุเคราะห์ผู้ที่จะพอเข้าใจได้ครับ ต้องกราบยินดีในกุศลมหาศาลของท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: กล่าวตามคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ
อ.อรรณพ: ใช่ครับ ซาบซึ้งครับ
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
บุคคล ๔ จําพวกมีปรากฏอยู่ในโลก [อนังคณสูตร]
ขอเชิญฟังเพิ่มได้ที่ ..
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ


