เข้าใจไม่ใช่เราหรือใครเลย

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 45
๙. ปฐมสัปปายสูตร
ว่าด้วยทรงแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนสิ่งทั้งปวง
[๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฏฐิ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฏฐิ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุ ในจักษุ แต่จักษุ ว่าจักษุของเรา ย่อมไม่สำคัญรูป ย่อมไม่สำคัญจักษุวิญญาณ ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุสัมผัส ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ในเวทนานั้น แต่เวทนานั้น ว่าเวทนานั้นเป็นของเรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะสิ่งใดที่ตนสำคัญไว้ เป็นที่ให้สำคัญ เป็นแดนให้สำคัญ เป็นเหตุให้สำคัญว่า เป็นของเรา สิ่งนั้นล้วนเปลี่ยนแปลงออกไปจากที่สำคัญนั้น
อ.คำปั่น: จากข้อความที่ได้ฟังเมื่อสักครู่ที่ อ.วิชัย ได้อัญเชิญมาใน ปฐมสัปปายสูตร ครับ ก็มีข้อความที่แสดงถึงว่า ภิกษุในศาสนานี้ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุในจักษุ แต่จักษุ ว่าจักษุของเรา ท่านอาจารย์ครับตรงนี้ ในแม้ในคำที่ได้อ่านที่ได้ฟังครับ ก็คือคำว่า ย่อมไม่สำคัญนะครับ โดยศัพท์โดยคำก็จะแปลโดยความหมายว่า ไม่ยึดถือ ไม่เห็นว่า ไม่คิดถึงว่า อย่างนี้ครับท่านอาจารย์ ก็เป็นคำที่แปลจากภาษาบาลีว่า นบัญญัติ นี่ครับ โดยสาระสำคัญที่จะเข้าใจจากคำนี้ครับ คืออย่างไรครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: คุณคำปั่นมีตาไหม?
อ.คำปั่น: มีครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม คุณคำปั่นมีตา
อ.คำปั่น: มีตา ก็แสดงถึงความยึดแล้ว สำคัญแล้ว
ท่านอาจารย์: ตั้งนานมาแล้วด้วย ไม่ใช่เพิ่งมาเป็น มีตาวันนี้
อ.คำปั่น: ครับ แต่ละคำนี่ก็เกื้อกูลทั้งหมดเลยครับ
ท่านอาจารย์: ฟังเพื่อเข้าใจ เข้าใจนั่นแหละไม่ใช่เราหรือใครเลย ถ้าไม่เข้าใจก็ยังเห็นผิดต่อไป แต่พอเข้าใจแล้วเริ่มรู้ว่า ตาไม่ใช่ของใคร ตาเป็นตา ค่อยๆ คลายไปทีละน้อยที่จะยึดถือจนประจักษ์แจ้งในการที่สิ่งนั้นเกิดแล้วดับ เป็นอะไรไม่ได้ เพราะดับแล้วไม่เหลือจะเป็นอะไรของใคร
อ.คำปั่น: ครับ ไพเราะมากเลยครับ ก็ตรงกับพระพุทธพจน์พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเลยครับว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะสิ่งใดที่ตนสำคัญไว้ เป็นที่ให้สำคัญ เป็นแดนให้สำคัญ เป็นเหตุให้สำคัญว่า เป็นของเรา สิ่งนั้นล้วนเปลี่ยนแปลงออกไปจากที่สำคัญนั้น ครับท่านอาจารย์ นี่คือความเป็นจริงของธรรมะ
และก็เมื่อสักครู่ที่ได้ฟัง ก็คือท่านอาจารย์ได้เกื้อกูล ก็คือว่าค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ คลายทีละนิดๆ ครับ เป็นคำที่อุปการะเกื้อกูลอย่างยิ่งเลยครับ ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ครับ เป็นคำเกื้อกูลโดยตลอดจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: ขณะที่ท่านพระสารีบุตร ท่านโมคคัลลนะ ขณะนั้นยังไม่ใช่ท่านพระสารีบุตร และท่านโมคคัลลนะ อุปติสสะ และท่านโกลิกะ ๒ สหายดูมหรสพจะรู้ไหมว่า ปัญญาที่สะสมมาปานใด ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะเกิด เกิดไม่ได้ แต่เมื่อมีปัจจัย ยับยั้งไม่ได้ที่จะถึงการคมที่จะประจักษ์แจ้งสิ่งที่ลึกซึ้งทันที ใครก็ยั้บยั้งไม่ได้
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ใครก็ไม่รู้ใช่ไหมว่า ความเข้าใจแต่ละเล็กแต่ละน้อยแต่ละวันแต่ละครั้งที่ได้ฟังเพิ่มขึ้นระดับไหน? ไปเที่ยวก็ไม่รู้ รับประทานอาหารอร่อยก็ไม่รู้ จนกว่าถึงวาระขณะที่มีปัจจัยที่สิ่งที่สะสมมาแล้วถึงเวลาที่จะเปิดเผยรู้ความจริงในขณะนั้นตามลำดับขั้น จึงสามารถที่จะเห็นความเป็นอนัตตาชัดแจ้งเพิ่มขึ้น ไม่มีความสงสัยในธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตา
เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิด และเกิดแล้วดับแล้วก็ไม่รู้ และสิ่งที่เกิดต่อไม่มีใครสามารถรู้ได้ ทั้งหมดเป็นอนัตตา
อ.คำปั่น: ครับ กราบท่านอาจารย์จริงๆ ครับว่าแตาละคำเกื้อกูลมากครับ
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
๙. ปฐมสัปปายสูตร ว่าด้วยทรงแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนสิ่งทั้งปวง
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ค่ะ


