เมตตาเป็นจิตไม่ได้
จิตเป็นสภาพรู้ แต่ว่าเวลาที่เราเห็นแล้ว บางคนไม่ชอบเลย เห็นสิ่งเดียวกันแต่บางคนก็ชอบ ทั้งๆ ที่จิตเห็นก็คือจิตที่เห็น แต่ความชอบ หรือความไม่ชอบของแต่ละคน จะกล่าวว่าเป็นจิตไม่ได้ เพราะว่าเห็นสิ่งเดียวกัน แต่เมื่อเห็นแล้ว คนหนึ่งเกิดชอบ อีกคนหนึ่งเกิดไม่ชอ
นี่ก็แสดงให้เห็นว่ามีสภาพธรรมที่ไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตในขณะนั้น เมื่อเห็นแล้วบางคนก็โกรธ บางคนก็สงสาร ลักษณะที่สงสาร กับลักษณะที่โกรธไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่จิตที่เห็นก็คือสภาพที่เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่เมื่อเห็นแล้ว ความรู้สึกก็ต่างกัน โกรธไม่ใช่เมตตา เพราะฉะนั้น เมตตาจะเป็นจิตไม่ได้ โกรธก็จะเป็นจิตไม่ได้ เพราะว่าจิตกำลังเห็น แต่ว่าความรู้สึกต่างกันได้ และก็เจตสิกอื่นที่เกิดร่วมด้วยก็ต่างกันได้
เฉพาะจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์ เพราะว่าจิตจะไม่รู้อารมณ์ไม่ได้ ถ้าจิตไม่รู้อารมณ์ เจตสิกจะชอบ หรือไม่ชอบในสิ่งนั้นไม่ได้ แต่เนื่องจากจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นปัจจัยให้เจตสิกที่เกิดในขณะนั้นต่างกันไปตามการสะสม
เวลาที่เห็นก็ดี เวลาได้ยินก็ดี แม้คิดนึกก็ดี ต่างกันไปตามสภาพของจิต คิดด้วยความสนุกสนาน ผูกพัน สดชื่น กับคิดด้วยความขุ่นมัว เศร้าหมอง เป็นทุกข์ ตัวจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งอารมณ์ในสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วแต่จะเป็นเรื่องก็ได้ จะเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหูก็ได้ แต่เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็ต่างกันไปตามเจตสิกประเภทนั้นๆ


