จิตและเจตสิกรู้อารมณ์เดียวกัน
จิตกับเจตสิกเป็นนามธรรม เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน และรู้อารมณ์เดียวกัน ขณะใดขณะหนึ่งที่จิตเกิดขึ้น จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท ขณะจิตเป็นอกุศล เพราะมีอกุศลเจตสิกเพิ่มขึ้นมาอีก ขณะเป็นโสภณจิตฝ่ายดี เพราะมีโสภณเจตสิกเพิ่มขึ้นมา ในขณะเดียวที่เกิดสั้นแสนสั้น ทั้งจิต และเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน ยากต่อการที่เราจะสามารถรู้ถึงลักษณะของเจตสิกแต่ละเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกัน
จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน เพราะเหตุว่า แม้เจตสิกก็เกิดกับจิต ไม่ได้เกิดกับสภาพธรรมอื่นเลย เจตสิกบางเจตสิกไม่ได้เกิดในขณะที่เจตสิกประเภทหนึ่งประเภทใดเกิด แต่จิตต้องมีอยู่ตลอด จะขาดจิตไม่ได้เลย ตั้งแต่เกิดจนตาย มีจิต และมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ไม่ใช่ว่าเจตสิกทั้งหมด ๕๒ ประเภทต้องเกิดพร้อมกันในจิตหนึ่งขณะ เพราะก็มีเจตสิกที่ไม่เกิดกับจิตในขณะนั้น นี่คือความต่างว่าแล้วแต่ว่าจิตนั้นจะประกอบด้วยเจตสิกประเภทใด
ถ้าประกอบด้วยโลภะความติดข้อง ในขณะนั้นจะไม่มีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่จิตต้องมี เพราะว่าจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธาน เมื่อมีการเกิดขึ้นของสัตว์บุคคลไม่ว่าในภพไหนภูมิใดก็ตาม จิตจะต้องเป็นสภาพที่รู้แจ้งในลักษณะของอารมณ์ที่ปรากฏ เหมือนกับพระราชามีอำมาตย์ทำงานให้ แต่ตัวพระราชาไม่ต้องทำอะไร
เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็ทำหน้าที่ของแต่ละเจตสิกที่เกิดกับจิตนั้นๆ แต่ว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ ขณะนี้กำลังเห็นสิ่งที่ถูกเห็น เพราะจิตรู้แจ้ง และเวลาที่เห็น เราจะเห็นความละเอียดของสิ่งที่เรามองดูสี ซึ่งแม้ว่าใกล้เคียงกันมาก แต่ก็ยังไม่ใช่สีเดียวกัน เพราะเหตุว่าจิตเห็น เป็นสภาพที่สามารถเห็นแจ้งในสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ส่วนความจำ ความชอบ ไม่ชอบ ความรู้สึกดีใจ เสียใจ พวกนั้น เป็นลักษณะของเจตสิกที่เกิดกับจิต แต่ตัวจิตไม่ได้เป็นเวทนาเจตสิก ไม่ได้เป็นเจตสิกอื่นใด


