ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๔๘

 
khampan.a
วันที่  21 ธ.ค. 2568
หมายเลข  51689
อ่าน  1,265

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๔๘




~
พระผู้มีพระภาคทรงเห็นประโยชน์และโทษแม้ของการคบหาสมาคม เพราะถ้าท่านได้คบหาผู้ที่เป็นบัณฑิต ท่านย่อมมีปัญญาเจริญขึ้น แต่ถ้าท่านสมคบกับคนพาลเที่ยวไป ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ เหมือนการอยู่ร่วมกับศัตรู

~
ผู้ที่ศึกษาธรรมแล้วย่อมเข้าใจความหมายที่ว่าโลกมืดเพราะอวิชชา เพราะถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงตรัสรู้ ไม่ทรงแสดงพระธรรม ก็ไม่มีใครเข้าใจลักษณะของสภาพที่กำลังปรากฏว่าเป็นแต่เพียงธรรมแต่ละอย่าง ถึงแม้ว่าขณะนี้สภาพธรรมกำลังมีจริงๆ แต่อวิชชาก็ปิดกั้นไม่ให้เห็นว่าสภาพธรรมในขณะนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและดับไป ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ขณะนี้ท่านผู้ฟังก็พิสูจน์ได้ สภาพธรรมกำลังปรากฏ แต่เมื่อยังไม่ประจักษ์ ก็ไม่มีการที่จะละคลายการยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนได้

~ การที่ใครมีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรม ต้องอาศัยกุศลกรรมในอดีตที่ได้สะสม ผันมาให้พบ ได้รับฟังพระธรรมอีก เพราะว่าหลายท่านที่ได้สนทนาด้วยท่านกล่าวว่าท่านหมุนเจอสถานีวิทยุรายการนี้ (รายการ แนวทางเจริญวิปัสสนา) โดยที่ไม่มีใครแนะนำเลย แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่อดีตกรรมที่สะสมมาแล้ว คงจะไม่ฟังธรรมทางสถานีวิทยุหรือถ้าฟังแล้วก็อาจจะไม่สนใจ แต่สำหรับท่านที่มีการสะสมมาแล้ว เมื่อได้ฟังท่านก็สนใจทันที รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง สามารถที่จะฟังพิจารณาศึกษาให้เข้าใจขึ้นได้

~ เข้าใจธรรมเมื่อไหร่ เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคุณของพระองค์เมื่อนั้น ถ้าเข้าใจขึ้น เห็นคุณยิ่งใหญ่มหาศาลซึ่งสามารถที่จะทำให้พ้นจากทุจริตและอกุศลสิ่งที่เป็นโทษทั้งหลายได้


~
รสที่ปรากฏที่ลิ้นชั่วขณะที่ชิวหาวิญญาณรู้รสนั้น เป็นแต่เพียงสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่เป็นสาระ ไม่เป็นสิ่งที่ทำให้หมดความกระหาย ความเร่าร้อน ความทุกข์ต่างๆ ซึ่งถ้าปัญญาไม่เกิดขึ้นรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง จะลิ้มรสที่ประณีตสักเท่าไรก็ไม่พอแก่ความต้องการ ก็ยังคงปรารถนาที่จะลิ้มรสที่ประณีตนั้นต่อไปอีก ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันหมดสิ้น เพราะฉะนั้น รสที่ประเสริฐสุดที่จะดับความกระหายในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ (สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย) ทั้งปวง ต้องเป็นรสของพระธรรม

~
ความพอใจนี้ไม่มีวันจบ ยังจะเป็นพืชเชื้อให้เกิดความพอใจในสิ่งอื่นต่อไปอีกเรื่อยๆ คิดหรือว่าพอใจในชาตินี้แล้วจะจบสิ้นเพียงชาตินี้ เมื่อเกิดมาอีก จะไม่มีความพอใจอีก เป็นไปได้ไหม? มีแต่ว่าจะพอใจสิ่งอื่นต่อไปอีกเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ

~
สำหรับการให้เป็นเรื่องที่ไม่ควรประมาท บางท่านคอยโอกาสว่า มีทรัพย์สินมากๆ แล้วจะให้ แต่ถ้าท่านให้ทานแม้เล็กน้อย แม้นิดหน่อย แม้เป็นสิ่งซึ่งดูเหมือนกับว่าจะไม่มีประโยชน์ หรือว่าไม่มีความหมายสำหรับท่าน แต่ว่าเป็นประโยชน์หรือว่ามีความหมายมากสำหรับผู้รับ แม้เป็นสัตว์เดรัจฉาน ในขณะที่ให้ ก็เป็นกุศลจิต เป็นกุศลกรรม

~ การฟังธรรม การศึกษาธรรม ทุกครั้งไม่เสียประโยชน์ โดยเฉพาะท่านที่ฟังด้วยดี มนสิการ (ใส่ใจ) ในเหตุผล และศึกษาเพื่อประโยชน์ของการที่จะดับกิเลสจริงๆ ท่านก็จะได้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นแนวทางให้อบรมในทางที่ถูกต่อไป

~
ถ้าบุคคลใดไม่มีความเห็นถูก การปฏิบัติก็ไม่ถูก การรู้แจ้งธรรมก็ถูกไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความเห็นถูกเป็นเบื้องต้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ท่านสามารถประพฤติปฏิบัติต่อไปจนกระทั่งรู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้

~
ทุกท่านที่เกิดมาในโลกนี้ ก่อนจะเกิดก็ไม่ทราบว่าจะพบอะไรบ้าง จะกระทำกรรมอะไรบ้าง และกรรมที่ได้กระทำแล้วนี้ จะเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิในวันใด ในที่ใด หลังจากจุติจากโลกนี้แล้ว ท่านก็ไม่ทราบ เพราะฉะนั้น เรื่องของการที่จะมีชีวิตดำเนินไป เป็นเรื่องที่ควรจะได้ทราบเหตุและผล และสะสมความรู้ที่เกี่ยวกับสภาพของชีวิตให้ถูกต้องตามความเป็นจริง เพื่อละความไม่รู้ที่ทำให้ทำกรรมต่างๆ ที่เป็นอกุศล เป็นเหตุให้ได้รับทุกข์ทรมานอย่างสาหัสทีเดียว

~
ถ้าไม่รู้ความจริงของตนเองว่ามีกิเลสมากสักเท่าไร ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทั้งภายใน ทั้งภายนอก เกิดอยู่บ่อยๆ เนืองๆ เป็นประจำ ถ้าไม่รู้สภาพธรรมตามปกติตามความเป็นจริงอย่างถูกต้อง จะดับหรือจะละตัณหานี้ได้ไหม? ก็ไม่ได้ ผู้ที่จะดับหรือจะละกิเลสได้ ต้องเป็นผู้ที่รู้สภาพธรรมถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

*** ~
ถ้ายังไม่ถึงความเป็นพระอริยเจ้า ก็ย่อมจะล่วงศีลได้ตามกำลังของกิเลส ซึ่งเรื่องของศีลเป็นเรื่องที่จะพิสูจน์จิตใจของแต่ละท่านว่า กิเลสของท่านมีกำลังแรงกล้าแค่ไหน ถ้ายังสามารถที่จะประพฤติทุจริตกรรม ก็แสดงว่ากิเลสนั้นยังมีกำลังแรงมาก***

~
สำหรับท่านที่กระทำทุจริตกรรมที่เป็นอทินนาทาน (ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้) ท่านต้องการวัตถุสมบัติต่างๆ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะต่างๆ เพราะเข้าใจว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ โภคสมบัติเหล่านั้น จะทำให้ชีวิตของท่านมีความสุข นี่เป็นลักษณะของความรักตน แต่ถ้ารักตนจริง ต้องเว้นทุจริตกรรม และขัดเกลากิเลสของตนเองให้เบาบางลงด้วย

*** ~
รักตัวเองไหม? ไม่ใช่พูดว่ารัก แต่ต้องทำ คือ ประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ถ้าบอกว่ารักตัวเอง แต่สะสมกิเลสอกุศลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นชื่อว่า ไม่รักตัวเอง***

~
สภาพธรรมที่ดี ใครจะเปลี่ยนให้เป็นสภาพธรรมที่เลวไม่ได้ สภาพธรรมที่ชั่ว ใครจะเปลี่ยนให้เป็นสภาพธรรมที่ดีไม่ได้ โลภะ ความต้องการ ความยึดมั่น ความติดข้อง ไม่เปลี่ยนลักษณะ เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นอกุศลก็ต้องเป็นอกุศล

~ อโลภะ สภาพที่สละความติดข้องความต้องการ เป็นกุศล ใครจะเปลี่ยนลักษณะสภาพของอโลภเจตสิกให้เป็นอย่างอื่นก็เปลี่ยนไม่ได้ จะใช้ชื่อเรียกอะไรก็ตามแต่ แต่ลักษณะของสภาพธรรมนั้นยังเป็นสภาพธรรมนั้นที่ไม่เปลี่ยน

~
กิเลสเป็นกิเลส อกุศลธรรมเป็นอกุศลธรรม ไม่มีใครชอบ ใช่ไหม? แม้แต่ความเป็นผู้แข่งดี แต่บางครั้งบางขณะเกิดบ้างหรือเปล่า สำหรับแต่ละบุคคลที่จะต้องรู้จักตนเองตามความเป็นจริง ถ้าสภาพธรรมใดเกิดขึ้น ขอให้เพียงสติเกิดระลึกว่าขณะนั้นเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะการสะสม เพราะเหตุปัจจัยในอดีต เพราะฉะนั้น กิเลสที่มีมากก็แสดงออกมาในลักษณะอาการต่างๆ กันของแต่ละบุคคล ทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง

~
ความต้องการความสุขในแต่ละชาติสั้นมาก ชาติก่อนก็ต้องการความสุขจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และหมดไปแล้ว ความสำคัญของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะของชาติก่อน ซึ่งชาติก่อนนี้อยากได้มาก ปรารถนามากก็ดับหมดแล้ว เมื่อถึงความต้องการความสุขจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะของชาตินี้ ไม่นานก็จะหมด และจะเกิดเวทนาความรู้สึกสืบต่อจากการเห็น การได้ยิน มีความอยากในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะของชาติหน้าต่อไปอีก และจะจบได้อย่างไร ยังไม่สิ้นสุด ตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะฉะนั้น ก็จะต้องเห็นอีก ได้ยินอีก สืบต่อจากชาตินี้นี่เอง

*** ~
ไม่ว่าเราจะได้รับลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือปวดเจ็บ ทุกข์ทรมานอย่างไร ก็ต้องมีกรรมที่ได้ทำแล้วเป็นเหตุที่จะให้เกิดขึ้น ใครก็ตามกำลังได้รับผลของกรรมที่ได้ทำแล้ว อย่างเช่น อุบัติเหตุ หรือปวดเจ็บต่างๆ เหล่านี้ เขาควรที่จะได้ระลึกถึงว่าปวดเจ็บมาจากไหน ไม่มีใครทำให้เลย***



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๔๗




... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
mammam929
วันที่ 21 ธ.ค. 2568

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
mammam929
วันที่ 21 ธ.ค. 2568

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
swanjariya
วันที่ 21 ธ.ค. 2568

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
มังกรทอง
วันที่ 21 ธ.ค. 2568

สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี
ฟังธรรมะในดิถี ถูกต้อง
อาจารย์สุจินต์ศรี เป็นหลัก
จิตเจตสิกรูปสอดคล้อง มั่นแฟ้นคำจริง

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
jaturong
วันที่ 21 ธ.ค. 2568

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
khampan.a
วันที่ 21 ธ.ค. 2568

อ้างอิงจาก ความคิดเห็น 4 โดย มังกรทอง

สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี
ฟังธรรมะในดิถี ถูกต้อง
อาจารย์สุจินต์ศรี เป็นหลัก
จิตเจตสิกรูปสอดคล้อง มั่นแฟ้นคำจริง

ยินดีในกุศลอย่างยิ่งครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
JSung
วันที่ 21 ธ.ค. 2568

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
chatchai.k
วันที่ 22 ธ.ค. 2568

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Wisaka
วันที่ 27 ธ.ค. 2568

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ