ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๕๙๘

 
khampan.a
วันที่  5 ก.พ. 2566
หมายเลข  45534
อ่าน  1,094

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจาก
ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๕๙๘



~ ข้อสำคัญที่สุด คือ พระพุทธประสงค์ให้เข้าใจพระธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้เพื่อรับลาภสักการะเครื่องบูชาต่างๆ แต่เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพราะฉะนั้น ที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ใช่เพียงเคารพด้วยศรัทธาอย่างเดียว แต่ต้องด้วยความเข้าใจในพระธรรมที่ได้ทรงแสดงด้วย

~ ต้องรู้จุดประสงค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะ ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้เข้าใจความลึกซึ้ง เราสามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ได้ไหม จุดประสงค์ไม่ใช่ให้จำชื่อจำคำ แต่จุดประสงค์คือให้เริ่มรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้

~ พระธรรม เพื่อการน้อมประพฤติปฏิบัติตาม อย่าคิดว่าพระธรรมเป็นวิชาการหนึ่งสำหรับให้เรียนให้จบ แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นธรรมข้อใดก็ตามที่สมบูรณ์ด้วยเหตุผล เมื่อได้พิจารณาแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้ประพฤติปฏิบัติตามในทางที่เป็นการเจริญกุศลยิ่งขึ้น

~ ถ้าไม่มีคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเข้าใจถูกต้องได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ยิ่งศึกษายิ่งรู้ความละเอียดว่า ต้องศึกษาพระธรรมด้วยความเคารพอย่างยิ่ง มิฉะนั้น ถ้าเข้าใจเอง ก็ผิดหมด จะทำให้พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลบเลือน ด้วยความเข้าใจผิด เพราะเหตุนั้น จึงต้องศึกษาพระธรรมทีละคำ

~ ควรที่จะได้ระลึกว่า ความดีที่ได้ทำมาแล้วทั้งหมด ไม่พอ ทำดีเท่าไหร่ ก็ยังไม่พออยู่นั่นเอง ถ้าเทียบส่วนกับอกุศลจิตที่เกิดในวันหนึ่งๆ ความดีที่ได้ทำ เล็กน้อยเหลือเกิน

~ แต่ละคนสะสมอัธยาศัยทั้งฝ่ายกุศลทั้งฝ่ายอกุศลมามากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะต้องควรอบรมเจริญขึ้นทางฝ่ายกุศล “ทำดีเท่าไหร่ ไม่มีวันพอ” ควรจะเป็นคติประจำใจจริงๆ เพราะว่า อกุศลนั้นมากมายเหลือเกินที่จะต้องละ

~ ถ้าเป็นผู้ไม่อดทน ก็เป็นผู้ที่มักโกรธ ซึ่งไม่เป็นมงคลเลย เพราะฉะนั้น ก็ทำให้เป็นคนว่ายาก เมื่อเป็นผู้ว่ายากแล้วก็ไม่อดทนที่จะฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมเพื่อที่จะน้อมประพฤติปฏิบัติตามเพื่อขัดเกลากิเลส ซึ่งการเป็นผู้ว่ายาก ก็ไม่เป็นมงคล

~ ถ้ายังมีกิเลสอยู่ เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็เดือดร้อน ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ ก็เดือดร้อน ได้กลิ่นที่ไม่น่าพอใจ ก็เดือดร้อน ลิ้มรสที่ไม่น่าพอใจก็เดือดร้อน เดือดร้อนไปหมด

~ ถ้าเข้าใจธรรมจริงๆ ก็รู้ว่า อะไรเป็นประโยชน์ อะไรเป็นโทษ ซึ่งจะทำให้ละคลายความไม่ดีมากขึ้น เพราะเห็นโทษของความไม่ดี เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เตรียมพร้อมสำหรับเป็นคนในชาติต่อไป

~ บางท่านไม่ทราบว่า ขณะที่ผู้อื่นกำลังฟังพระธรรมหรือว่าจะทำกุศลประการหนึ่งประการใด แล้วมีอุปสรรคโดยการขัดขวางของท่าน เท่ากับท่านปล้นบุคคลนั้น เพราะเหตุว่า บุคคลนั้นกำลังจะได้สมบัติซึ่งเป็นพระธรรมอันประเสริฐ แต่ก็มีเหตุที่ทำให้เขาไม่ได้สมบัตินั้น

~ เวลาที่ไม่รู้ ก็คิดว่าเป็นคนอื่นที่ทำร้ายเรา ทำให้เราเสียใจ ทำให้เราผิดหวัง ทำให้เราโกรธที่ไม่เป็นไปอย่างใจหวัง แต่ความจริง ไม่มีใครทำร้ายใจใครได้เลยนอกจากกิเลสที่อยู่ในใจของคนนั้นเท่านั้นที่ทำร้ายคนนั้น เวลาที่กิเลสเกิดทำร้ายทันทีทุกขณะ

~ คนไม่โกรธ เป็นคนประเสริฐ ในทุกวันนี้ ถ้ามีใครซึ่งอาจจะมีคนว่าร้ายกล่าวร้าย เข้าใจผิด หรือแสดงกิริยาอาการต่างๆ แต่ผู้นั้นก็ยังไม่โกรธ ใครๆ ก็ต้องเห็นความเป็นคนประเสริฐของคนที่ไม่โกรธ

~ ขณะใดที่โกรธ เป็นมิตรกับคนที่เรากำลังโกรธหรือเปล่า? ไม่ใช่เลย เครื่องพิสูจน์มีมาก ว่า เป็นมิตรจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่คิดจะให้คนอื่นเป็นมิตรกับเรา แต่ที่ถูกต้อง ก็คือ ผู้ที่ฟังธรรมนั่นแหละประพฤติปฏิบัติตามธรรมแค่ไหน ตามความเข้าใจของตนเอง เพราะฉะนั้น น้อม ก็คือ ขณะที่ฟัง เปลี่ยนจากเดิมที่เคยโกรธง่ายแล้วก็เคยว่าร้ายง่ายๆ ก็มีความเป็นเพื่อนมากขึ้น เป็นมิตรมากขึ้น

~ สำหรับเรื่องของกุศล ทำไมจะควรต้องคิดตอนที่ใกล้จะสิ้นชีวิต ขณะนี้ไม่ควรหรือ? ควรทุกขณะ ไม่ต้องรอจนถึงขณะนั้นแล้วจึงควร เรื่องของกุศลทั้งหมดเป็นสิ่งที่ดีงาม ไม่ต้องรอจนกว่าจะสิ้นชีวิต แม้ในขณะนี้ก็ควร ถ้าเป็นไปได้ ข้อสำคัญ คือ เป็นไปได้อย่างใจหรือเปล่า?

~ มีสภาพธรรมให้ศึกษาอยู่ตลอดเวลา โดยการฟังพระธรรมและเข้าใจขึ้นๆ แล้วเจริญกุศลทุกประการ เพื่อที่จะขัดเกลาอกุศลด้วยความจริงใจที่จะละคลายอกุศล ไม่ใช่ต้องการหรือปรารถนาสิ่งอื่น นี่คือ ผู้เห็นคุณของพระธรรม และเห็นโทษของอกุศล และรู้ว่าสิ่งที่ควรเจริญในชาตินี้ คือ ปัญญา เพราะเหตุว่า สิ่งอื่นไม่สามารถจะติดตามไปได้ ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ ก็ติดตามไปไม่ได้ แต่ปัญญาความเข้าใจพระธรรมจากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่ง จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น

~ ใครโกรธพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจะทำให้ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมดไปได้ไหม ทำให้พระองค์ไม่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไหม? ใครโกรธพระอรหันต์ จะทำกิเลสของพระอรหันต์ที่ดับแล้วให้เกิดขึ้นมาอีกได้ไหม? ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็เห็นชัดเจนว่า ความโกรธอยู่ที่ไหน ทำร้ายบุคคลผู้โกรธ ไม่ใช่ไปทำร้ายคนอื่น

~ ต้องเป็นผู้ที่มั่นคงในกุศลจริงๆ ถ้าท่านเป็นผู้ที่มั่นคงในกุศลแล้ว ไม่ต้องกลัวอะไร จะไม่มีโทษภัยอะไรซึ่งเกิดเพราะกุศลของท่าน แต่ถ้าท่านจะได้รับโทษภัยต่างๆ ให้ทราบว่าไม่ใช่เพราะกุศลของท่าน แต่การที่ท่านได้รับโทษภัยนั้น เพราะท่านมีอกุศลธรรมของท่านเอง

~ ถ้าไม่ตรง ไม่ได้สาระจากพระธรรม พระธรรม ตรง ถ้าเข้าใจผิดแม้เล็กน้อยก็ไม่ได้สาระแล้ว ไม่เข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ตรง จะรักษาพระศาสนาต้องเข้าใจพระศาสนา ถ้าไม่เข้าใจพระศาสนา รักษาอะไร? รักษาโบสถ์ รักษาวิหาร สร้างโน่น สร้างนี่ เพื่ออะไร? เพื่อรักษาพระศาสนาหรือ? พระศาสนาอยู่ที่ไหน? เพราะฉะนั้น ทุกอย่างต้องตรง

~ พุทธบริษัทฟังพระธรรม เพราะรู้ว่า ผู้มีปัญญาตรัสรู้ธรรม ทรงแสดงให้คนที่ไม่รู้ ฟัง เพราะฉะนั้น ทุกคนที่ฟังพระธรรม ต้องรู้ว่า ก่อนฟัง เป็นคนที่ไม่รู้อะไร ไม่เข้าใจอะไร เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อให้รู้

~ ธรรม ทั้งหมด เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อมีปัญญาแล้ว กาย วาจาของเราจะดีขึ้น คนที่เคยพูดคำที่ไม่น่าฟัง แต่พอเข้าใจในความเป็นเพื่อน และคิดถึงว่าคนอื่นก็ไม่อยากได้ยินคำอย่างนี้ จะหยุด แม้ว่ากำลังจะกล่าวคำที่ไม่น่าฟัง นี่คือ ความเมตตา ความเป็นมิตร เป็นเพื่อน ทุกกรณี ทุกสถานการณ์ เป็นประโยชน์

~ ที่พึ่งจริงๆ คือ ปัญญาความเห็นถูก ขณะใดปัญญาเกิด ขณะนั้นไม่มีอกุศลใดๆ เกิดได้เลย และถ้ามีปัญญามาก อกุศลที่สะสมมาทั้งหมด ก็สามารถดับ ไม่เกิดอีกเลย ดีหรือเปล่า? พึ่งได้หรือเปล่า?



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๕๙๗



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
swanjariya
วันที่ 5 ก.พ. 2566

กราบเท้าท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 5 ก.พ. 2566

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
jaturong
วันที่ 5 ก.พ. 2566

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
Lai
วันที่ 5 ก.พ. 2566

อนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Jans
วันที่ 5 ก.พ. 2566

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
panasda
วันที่ 6 ก.พ. 2566

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
sanit99141@gmail.com
วันที่ 7 ก.พ. 2566

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
chatchai.k
วันที่ 11 มี.ค. 2566

กราบอนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ