ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๕๙๗

 
khampan.a
วันที่  29 ม.ค. 2566
หมายเลข  45513
อ่าน  486

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๕๙๗



~ พระธรรมทั้งหมดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ๔๕ พรรษา เพื่ออบรมจิต บ่มปัญญา เพื่อที่จะขัดเกลากิเลสให้ยิ่งขึ้น เพราะเหตุว่า ถ้าไม่มีปัญญา อะไรจะขัดเกลากิเลสได้

~ ถ้าผู้ใดได้รับฟังพระธรรม เห็นคุณจริงๆ ว่า จะมีชีวิตด้วยความผาสุกจริงๆ ที่จะไม่ให้เดือดร้อนบุคคลอื่น หรือแม้ไม่เดือดร้อนใจของตนเอง ต้องเป็นผู้ที่พึ่งพระธรรมและน้อมประพฤติตามพระธรรม ก็จะทำให้จิตใจผ่องใสปลอดโปร่ง พ้นจากความเศร้าหมองได้

~ ยังไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร? เพราะฉะนั้น ถ้าชาวพุทธทุกคน เข้าใจถูกต้องว่า ธรรมคืออะไร นั่นคือ ได้เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็จะทำให้เข้าใจคำสอนทั้งหมด สอดคล้องกันด้วย เพราะเป็นความจริงเดี๋ยวนี้

~ ความเป็นผู้ที่จริงใจและไม่ประมาท จะทำให้เห็นพระคุณอย่างยิ่งของการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี มีคำสอนที่สืบทอดมา ไม่ว่าจะในยุคต่อไปก็ตาม ถ้าเรามีโอกาสได้เข้าใจความจริงในยุคนี้บ้าง ต่อไปก็จะเข้าใจขึ้นๆ

~ สภาพธรรมที่เป็นอกุศล เป็นอกุศล ไม่ว่าอกุศลของใคร ของท่านเอง ของญาติพี่น้อง ของเพื่อนฝูง ของใครก็ตาม กุศลธรรมก็เป็นกุศลธรรม ไม่ว่าจะเป็นของบุคคลที่ท่านรัก หรือว่าคนที่เป็นศัตรูก็ตาม กุศลธรรมของบุคคลนั้นก็เป็นกุศลธรรม เป็นผู้ที่จริง เป็นผู้ที่ตรง ถ้าท่านพูดปด ขณะนั้นเป็นผู้ที่บำเพ็ญสัจจบารมีหรือเปล่า และบางครั้งเมื่อพูดปดไปแล้ว ก็ยังไม่เป็นผู้ที่มีสัจจบารมีพอที่จะรับว่า ท่านพูดปด แต่ก็ยังพูดปดต่อไปอีก เพื่อที่จะแก้เรื่องที่พูดปดไว้

~ ถ้าเข้าใจธรรมแล้วจะทำชั่วหรือ? มีแต่จะทำดีเท่าที่จะทำได้ ให้คนอื่นได้มีความเข้าใจธรรม พูดความจริงให้เขาค่อยๆ เข้าใจขึ้น ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยความอดทน ถ้าไม่มีความอดทนจะสำเร็จไหม? เพราะฉะนั้น ความอดทน ก็เป็นบารมี

~ ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำไมไม่กล้าที่จะทำ และ ถ้าไม่ทิ้งสิ่งที่ผิดโดยเร็ว ก็จะสะสมสิ่งที่ผิดนั้นติดตามไปอีกมาก เพราะฉะนั้น คนที่มีความเข้าใจถูกต้อง ก็จะทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่หวั่นไหว

~ ถ้าผิดแล้ว จะแก้ไหม? ถ้าไม่แก้ จะผิดต่อไปอีกนานเท่าไหร่ในสังสารวัฏฏ์ และโทษของความเห็นผิดและอกุศลทั้งหลายมากมาย เป็นโทษแก่ใคร? แก่ผู้นั้นเอง เพราะฉะนั้น ความเข้าใจถูก อาจหาญร่าเริงที่จะแก้สิ่งที่ผิด ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเหตุว่า จะไม่ผิดต่อไป

~ ถ้าเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรม ยังไม่ได้พิจารณาพระธรรม ยังไม่ได้อบรมเจริญปัญญา ก็ลองคิดดูว่า ชาตินี้ทั้งชาติจะจบลงอย่างไร ก็ต้องด้วยกิเลสที่หนาขึ้นๆ ทุกวัน แต่ถ้ามีโอกาสได้ฟัง ละคลายความไม่รู้ อบรมเจริญกุศลทุกประการเพิ่มขึ้น ก็เป็นชาติที่มีประโยชน์

~ ขณะนี้กำลังฟังธรรมด้วยความเคารพ เป็นบุญไหม? เพื่อเข้าใจถูกต้อง สิ่งใดผิด ก็รู้ว่าผิด แล้วท้วงติงให้ รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควร เพราะเหตุว่า ใครจะไปโลกไหน ไม่มีใครรู้ เดี๋ยวนี้ก็ได้ แล้วจะเอาอะไรไป? เอาอะไรไปไม่ได้เลย แต่สิ่งที่มีอยู่ในจิต ที่ได้เคยกระทำมาแล้ว ไม่สูญหาย เก็บสะสม ถึงโอกาสที่จะทำให้ผลเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ใครก็ยับยั้งไว้ไม่ได้

~ ไม่ว่าจะเป็นอกุศลธรรมเพียงเล็กน้อยอย่างไร ก็เป็นโทษ เป็นภัย ที่ควรจะละคลายบรรเทาขัดเกลาในขณะนั้นเอง ถ้าไม่เห็นอกุศลธรรมอย่างละเอียด จะทราบไหมว่า นั่นเป็นอกุศลธรรม เมื่อไม่ทราบก็ไม่ขัดเกลา แต่เมื่อใดที่เห็นภัยของอกุศลธรรมแม้เพียงเล็กน้อยว่าเป็นโทษ ก็ย่อมมีความเห็นถูกที่จะขัดเกลาละคลายแม้อกุศลธรรมที่เพียงเล็กน้อยนั้น

~ สิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรมทั้งหมด ธมฺม (ธรรม) เป็นคำภาษาบาลี แต่ภาษาไทยก็คือ สิ่งที่มีจริง ก็ต้องมีจริงๆ เห็นมีจริงๆ ได้ยินมีจริงๆ คิดมีจริงๆ ชอบมีจริงๆ หวานมีจริง เสียงมีจริงๆ ทุกอย่างที่มีจริง เป็นจริง เปลี่ยนเป็นภาษาบาลีก็คือ เป็นธรรม สิ่งที่มีจริง ใครสามารถเปลี่ยนลักษณะของสิ่งที่มีจริงๆ ให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม ไม่ได้เลย

~ กิเลสที่มีกำลังแรงเกิดได้เพราะเกิดขึ้นบ่อยๆ เนืองๆ ฉันใด ปัญญาที่คมกล้า ถ้าไม่เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมีกำลังแล้วจะเป็นปัญญาที่คมกล้าได้อย่างไร

~ กุศลในเรื่องของทานก็เป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยวัตถุปัจจัย จะต้องมีการตระเตรียม แต่ส่วนมากท่านผู้ฟังก็สามารถที่จะกระทำทานกุศลได้ แต่สำหรับเรื่องของความอ่อนน้อมต่อผู้ที่ควรอ่อนน้อมนั้น ลองคิดดู ไม่น่าจะยากเลย สภาพของจิตที่อ่อนโยน ไม่กระด้าง ไม่ถือตน ไม่ยกตนข่มผู้อื่น เป็นกุศลที่ควรจะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ เนืองๆ แต่แม้กระนั้นสำหรับกิเลสที่ได้สะสมมามาก ก็ไม่เป็นปัจจัยที่จะให้สภาพของจิตอ่อนโยนเช่นนั้น

~ ในขณะที่อกุศลกำลังเกิด ไม่เป็นผู้ที่จริงใจที่จะละคลายอกุศล ขณะนั้นก็ปล่อยให้อกุศลเจริญขึ้น แต่ว่าขณะที่อกุศลเกิดแล้ว เป็นผู้ที่จริงใจต่อการที่จะละคลายอกุศล ขณะนั้นกุศลก็เกิดได้

~ พระธรรมทั้งหมดที่เป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเรื่องละ ต้องลืมไม่ได้เลย ถ้าใครคิดว่าจะต้องการ หรือจะได้ นั่นคือความเป็นเรา ความเป็นตัวตน ซึ่งทำให้ต้องการ และไม่มีวันจะถึงอะไรเลย เพราะเหตุว่าโลภะเป็นเครื่องเนิ่นช้า แล้วก็ไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

~ ถ้าเป็นการช่วยเหลือด้วยจิตที่เมตตา ไม่ว่าจะกับใคร ไม่จำกัด ความเมตตา ความหวังดี หวังประโยชน์เกื้อกูล ขณะนั้นก็ต้องเป็นสิ่งที่ดี แม้ว่าเราอาจจะลำบาก แต่กุศลจิตก็ทำ เพราะว่า ถ้าคนคิดถึงแต่ความสบาย ทำดีลำบาก ก็ไม่ทำดีเสียเลย สบายกว่า ถ้าคิดอย่างนั้น กุศลจิตก็ไม่เกิด

~ สิ่งใดเป็นประโยชน์ที่สุดในสังสารวัฏฏ์? เพราะว่าอยู่มาก็หลายชาติ เดี๋ยวก็เป็นนั่น เดี๋ยวก็เป็นนี่ เดี๋ยวก็เป็นโน่น พอถึงชาตินี้ก็เป็นอย่างนี้แหละ เพียงเท่าที่จะเป็นเฉพาะชาตินี้เท่านั้น ชาติต่อไปก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้แล้วว่า จะไปเป็นอะไรต่อไป แต่ก็ต้องเป็น เพราะเหตุมีที่จะให้เป็นก็ต้องเป็น ไม่เป็นไม่ได้ แต่ว่าการที่จะได้มีโอกาสได้ฟังธรรมเข้าใจ ก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในสังสารวัฏฏ์

~ ตราบใดยังเห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าของพระธรรม แม้ว่าชาตินี้อาจจะได้เข้าใจธรรมขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ถูก ต่อไปข้างหน้าก็จะไม่หลงผิด ไม่ไปทางผิด และก็รู้ว่าสามารถอบรมเจริญปัญญาต่อไปได้

~ ถ้าใครสักคนหนึ่งมีโอกาสที่จะพ้นภัยจากความไม่รู้และประพฤติผิดทั้งทางธรรมและพระวินัย แล้วเราสามารถให้เขาเข้าใจถูกได้ ไม่ต้องตกลงไปในเหว ไม่ต้องสะสมความเห็นผิดและกิเลสทั้งหลายมากมายเพิ่มขึ้นอีกตลอดชาติ จะดีไหมที่เราได้มีโอกาสช่วย แม้สักคนเดียว แต่ถ้าช่วยได้มากๆ ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ ที่เราจะต้องช่วยกันทุกคน

~ ชาวพุทธ คือ ผู้มีปัญญา เพราะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญาทั้งหมด มาจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ชาวพุทธจริงๆ เป็นผู้มีปัญญา ไม่ใช่ผู้งมงาย ไม่ใช่ผู้เชื่อตามๆ กันไป

~ สิ่งที่ประเสริฐที่สุด คือ ปัญญาเท่านั้น อะไรจะเป็นที่พึ่งได้? พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเรามา ท่านก็จากไป ทุกชาติ แต่ว่าพระธรรมที่ได้ฟังสะสมสืบต่อไปจนกว่าจะถึงความเบิกบานที่ได้รู้ว่า ไม่มีอะไร นอกจากสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปเท่านั้น



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๕๙๖



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
jaturong
วันที่ 29 ม.ค. 2566

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
swanjariya
วันที่ 29 ม.ค. 2566

กราบเท้าท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Jans
วันที่ 29 ม.ค. 2566

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
aoynanakorn
วันที่ 29 ม.ค. 2566

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
meenalovechoompoo
วันที่ 30 ม.ค. 2566

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Lai
วันที่ 30 ม.ค. 2566

อนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
chatchai.k
วันที่ 30 ม.ค. 2566

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
tim7755tim
วันที่ 8 ก.พ. 2566

น้อมกราบคุณพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยจิตที่บริสุทธิ์ กราบอนุโมทนากุศลค่ะท่านอาจารย์

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
xaychlisaengthxng7
วันที่ 16 ก.พ. 2566

ขอน้อยน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น กราบอนุโมทนากุศลธรรมค่ะท่านอาจารย์

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ