Thai-Hindi 06 August 2022

 
prinwut
วันที่  6 ส.ค. 2565
หมายเลข  43437
อ่าน  266

Thai-Hindi 06 August 2022

- สัมปชัญญะคืออะไร ไม่ใช่ชื่อสัมปชัญญะ สัมปชัญญะคือความเข้าใจอะไร (คือเข้าใจรู้ทุกอย่าง)

-พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้หรือ

- เรากำลังพูดถึงธรรมใช่ไหม ไม่ใช่พูดถึงเรื่องราวอะไร เพราะเรื่องราวเรารู้อยู่แล้วแต่ไม่รู้ธรรม

- ทุกคนรู้จักเห็น ทุกคนรู้จักคิด ทุกคนรู้จักจำ ทุกคนรู้จักทุกสิ่งทุกอย่าง โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ แต่รู้จักธรรมรึเปล่า

- เค้ารู้จักธรรมไหม (เข้าใจขั้นฟังแต่ยังไม่รู้ขั้นปฏิบัติ)

- เพราะฉะนั้นต้องรู้ก่อนใช่ไหมว่า ธรรมคืออะไร จึงสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่เราพูดแต่เราไม่รู้เช่น บอกว่าเราเห็น เราจำ เราสนุกมาก เราอร่อยมาก แต่เราไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นเหมือนกัน จะได้ยินคำว่า สัมปชัญญะ จะได้ยินคำว่า อินทรียะ จะได้ยินคำว่าอะไร พูดได้แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ใช่ไหม

- เพราะฉะนั้นต้องเคารพสูงสุดในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังทุกคำ ไตร่ตรองทุกคำ ลึกซึ้งทุกคำ ประมาทไม่ได้

- พระพุทธเจ้าตรัสความจริงของทุกคำที่เราพูดแต่เราไม่รู้จัก จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ เมื่อเข้าใจความลึกซึ้งของทุกคำที่พระองค์ตรัส เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจทุกคำจริงๆ ข้ามไม่ได้ ทีละคำ เริ่มเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทีละคำให้ละเอียดขึ้น

- เพียงอ่าน เพียงได้ยินคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแต่ไม่สามารถจะเข้าใจได้เลยถ้าไม่เข้าใจทีละคำ

- คุณกอธัมรู้จักธรรมไหม เราจะพูดถึงวันนี้คำว่า ธรรม คำเดียว ถ้าไม่พูดถึงจะไม่เห็นความลึกซึ้งของปัญญาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้

- ต้องเป็นคนตรงและจริงใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทุกคำเพื่อให้คนเข้าใจความจริงของสิ่งนั้น

- เพราะฉะนั้นวันนี้เรายังไม่รู้จักธรรมทั่วถึงทั้งหมด เราจะรู้จักธรรมทีละเล็กทีละน้อยคำเดียวคำว่า ธรรม

- พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม เพราะฉะนั้นธรรมละเอียด ลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้ไหมเพราะพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีที่จะตรัสรู้ธรรม

- เราได้ยินคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เราพูดตามแต่เราเข้าใจรึเปล่า

- ถ้าใครจะพูดตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงตรัสว่าอะไรคนก็พูดตามเท่านั้นเอง

- เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสให้พูดตามแต่ให้เข้าใจความจริงของทุกคำที่พระองค์ตรัส

- ความจริงที่พระองค์ตรัสทุกคำลึกซึ้งไหม ต้องไม่ลืมถ้าไม่ฟังด้วยความเคารพ ด้วยการพิจารณาจะรู้ไหมว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประจักษ์แจ้งแล้วเพราะฉะนั้นคุณกอธัมรู้จักธรรมรึยัง

- เพราะฉะนั้นเริ่ม ละเอียด ธรรมคืออะไร (กฏของธรรมชาติ) ธรรมชาติคืออะไร ลักษณะคืออะไร วิเสสะคืออะไร ยังไม่ต้องพูดถึง ต้องทีละคำ ธรรมคืออะไร (สิ่งที่กำลังเป็นไปอยู่)

- อะไรกำลังเป็นไปอยู่ (เห็น ได้ยิน) เห็นเป็นธรรมรึเปล่า ทำไมเห็นเป็นธรรม
อย่าลืม เห็นเป็นธรรม เปลี่ยนไม่ได้ เห็นเป็นคุณกอธัมรึเปล่า

- เห็นเป็นเห็น ไม่มีคุณกอธัมใช่ไหม เห็นเป็นเห็นไม่ใช่กอธัม ไม่มีกอธัมขณะที่กำลังเห็นใช่ไหม

- กำลังเห็นมีสติสัมปชัญญะไหม เพราะฉะนั้นสติคืออะไร เห็นเป็นสติรึเปล่า

- เพราะฉะนั้นสติไม่ใช่กอธัมใช่ไหม สัมปชัญญะคืออะไร เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ เห็นไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ เดี๋ยวนี้สติสัมปชัญญะเกิดรึเปล่า ทำไมไม่เกิด

- ถ้าไม่รู้จักสติ สติจะเกิดได้ไหม เพราะฉะนั้นทุกคำต้องเข้าใจความลึกซึ้ง เห็นลึกซึ้งไหม เห็นเดี๋ยวนี้ลึกซึ้งไหม ลึกซึ้งอย่างไร เพราะขณะนี้ถ้าเห็นไม่เกิดขึ้นจะมีเห็นไหม ขณะที่เห็นเกิดเห็นแล้วดับ รู้ไหม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร

- เริ่มรู้ว่า เห็นไม่ใช่เรา เห็นเกิดโดยที่ไม่มีใครสามารถไปทำได้นอกจากมีปัจจัยที่จะทำให้เห็นเกิด เห็นจึงเกิดไม่เกิดไม่ได้ เมื่อมีปัจจัยต้องเกิด เมื่อเกิดแล้วดับแต่ขณะนี้เห็นไม่ได้แสดงว่ากำลังเกิดและดับจึงเป็นความลึกซึ้งเพราะเห็นต้องเกิดแล้วดับแน่นอน เข้าใจเกิดรึเปล่า เข้าใจดับรึเปล่า เข้าใจลึกซึ้งไหม ลึกซึ้งเพราะอะไร

- นอกจากเห็น นอกจากเข้าใจ มีอะไรอีกเดี๋ยวนี้ที่ลึกซึ้ง

- มั่นคง มีคุณกอธัมรึเปล่า ไม่มีกอธัมแล้วมีอะไร มีธรรมไหม อะไรเป็นธรรม

- เพราะฉะนั้นธรรมทุกอย่างไม่เว้นเลยเป็นอนัตตาใช่ไหม เปลี่ยนเป็นอัตตาได้ไหม

- อะไรเป็นความเห็นถูก อะไรเป็นความเห็นผิด เพราะเมื่อวานนี้ วันก่อนนั้นและวันนี้เป็นความเห็นถูกหรือเป็นความเห็นผิด (มีบ้างจำเวลาไม่ได้) เมื่อไหร่เมื่อวานนี้ที่ว่าเห็นถูก (บอกไม่ได้แค่รู้ว่าเกิดขึ้น) วันนี้เมื่อไหร่ที่ไม่มีความเห็นถูกและเมื่อไหร่มีความเห็นถูก (เกิดบางครั้ง) เกิดขึ้นตอนไหนบางครั้ง (บอกไม่ได้แค่รู้ว่าเกิดขึ้น)

- เขาบอกว่า บางทีเขาก็เห็นถูก บางทีเขาก็เห็นผิดวันนึงๆ อยากถามว่าขณะไหนบ้างที่บอกว่าเขาเห็นถูก (บางทีก็รู้เห็น) ไม่ใช่เขาเห็นหรือ

- เดี๋ยวนี้รู้จักเห็นไหมว่า เป็นธรรม คิดใช่ไหม ไม่ใช่รู้ใช่ไหม แล้ววันก่อนๆ รู้ขั้นคิดไหม วันก่อนคิดเรื่องเห็นไม่ใช่เขารึเปล่า วันนึงๆ คิดบ่อยไหม (บางวันก็บ่อย) ตอนที่คิดคือเมื่อไหร่อะไรที่เขาคิดว่า เป็นธรรม (ตอนที่เข้าใจ วัดว่าจิตจะสงบมาก) ใครวัด วัดแล้วคำตอบคืออะไร

- ถามว่า วิธีวัดของเขาเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นหลังจากรู้แล้วอะไรเกิด แล้วเดี๋ยวนี้ หลังจากเข้าใจแล้วต้องไม่เข้าใจเกิด

- ความสงบคืออะไร เป็นเขาสงบหรือเป็นอะไร เป็นเขาสงบรึเปล่า (ไม่ใช่เขา) ชอบไหมเพราะฉะนั้นชอบกับสงบเหมือนกันไหม

- ถ้าชอบก็ต้องสงบอีกใช่ไหม เพราะฉะนั้นเขาอยากจะเห็น อยากจะได้ยิน อยากจะสงบอยากจะทุกอย่างใช่ไหม (อยากให้เกิดอีก) แล้วพระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร

- เพราะฉะนั้นธรรมลึกซึ้งไหม ฟังความลึกซึ้ง ความสงบเกิด ชอบความสงบ ความสงบดับไปเป็นทุกข์รึเปล่า

- เพราะฉะนั้นความลึกซึ้ง คิดดีๆ ไม่สงบ แล้วสงบ แล้วหมดไป กับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยที่ไม่ต้องสงบแล้วติดข้องแล้วหมดไป อะไรดีกว่ากัน หมายความว่าจากความไม่สงบ แล้วมีความสงบ แล้วความสงบหมดไปกับไม่ต้องมีความสงบเลย ไม่ต้องติดข้องเลย ไม่ใช่ว่ามีความสงบแล้วไม่สงบแล้วติดข้อง แต่ถ้าไม่มีความสงบที่จะติดข้องเลย ไม่มีอะไรเลย อะไรดีกว่ากัน

- พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้รึเปล่าเพราะฉะนั้นยังชอบความสงบไหม (ยังอยากให้สงบ) แล้วพระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร

- เพราะฉะนั้นต้องเป็นคนตรงและจริงใจ เมื่อเขากำลังสงบเขาชอบใช่ไหม (ชอบ) เมื่อไม่สงบแล้วเขาชอบไหม (ไม่ชอบ) เพราะฉะนั้นเขาอยากจะสงบแล้วจึงสงบได้ไหม แต่เขาไม่รู้ว่าสงบเป็นอะไร กำลังสงบก็ไม่รู้ว่าสงบเป็นอะไรใช่ไหม เพราะฉะนั้นใครสงบถ้าไม่รู้ว่าสงบเป็นอะไร

- นี่คือ ความลึกซึ้งของพระธรรมซึ่งเราจะต้องเคารพสูงสุดว่า ทุกคำเป็นความจริง ความชอบมีจริง ความไม่ชอบมีจริง ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วหมดไป ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนเลย เพราะฉะนั้น ถ้าไม่รู้จักธรรมจริงๆ ก็เป็นเรา ด้วยเหตุนี้เป็นความเข้าใจผิดไหม เป็นความเห็นผิดใช่ไหมที่จะต้องมีความตรงว่า เรายังคงเข้าใจผิดว่า เห็นเป็นเรา สงบเป็นเรา จนกว่าความเข้าใจแต่ละอย่างจะเพิ่มขึ้นจึงไม่ใช่เรา

- คือไม่มีเรา เพราะฉะนั้นฟังความจริงจนกว่าประจักษ์แจ้งว่า ไม่ใช่เรา

- เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เพียงพูดตาม จำตามว่า ไม่มีเรา ไม่ใช่เรา แต่ต้องถึงการประจักษ์แจ้งจริงๆ เดี๋ยวนี้ว่า ถ้าไม่ประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไป ยังคงเป็นเรา


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prinwut
วันที่ 6 ส.ค. 2565

- พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งความจริง เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงแสดงความจริงให้คนอื่นรู้ความจริงด้วย เพราะฉะนั้นผู้ที่เคารพพระองค์เพราะพระองค์ทรงแสดงหนทางที่จะให้รู้ความจริงซึ่งถ้าไม่มีความเข้าใจคำที่พระองค์ตรัส ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่เป็นอย่างนี้ทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ

- ฟังเพื่อรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริง หนทางที่จะได้รู้ความจริง เพราะพระองค์ได้ตรัสรู้ความจริงแล้วจึงแสดงหนทางที่จะรู้ความจริงด้วย

- พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ฟังความจริงจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ก่อนที่พระองค์จะประจักษ์แจ้งความจริงด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

- ในพระชาติหนึ่งเมื่อเป็นสุเมธดาบสได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและมีความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนนั้นอีก แต่เมื่อได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร บารมีที่ได้บำเพ็ญมาแล้วในการที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงกาลที่จะได้รับคำพยากรณ์จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกรว่า อีกสี่อสงไขยแสนกัปป์สุเมธดาบสจะได้รู้ความจริงด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

- ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เมื่อไม่รู้ความจริงก็ทำให้เกิดอกุศลความไม่ดีต่างๆ มากมายซึ่งอกุศลทั้งหลาย ความไม่ดีทั้งหลายความไม่รู้ ไม่สามารถที่จะทำให้ประจักษ์แจ้งความจริงได้

- เพราะฉะนั้นต้องเห็นโทษของความไม่รู้ เห็นโทษของอกุศลเพราะว่า ความไม่รู้และอกุศลจะไม่สามารถเข้าใจความจริงที่กำลังเป็นอย่างนี้เดี๋ยวนี้เลย

- เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่า ฟังธรรมเพื่อจะได้รู้ความจริง เพราะฉะนั้นต้องละความไม่รู้จึงสามารถรู้ความจริงได้ และต้องละความไม่ดีทั้งหมดซึ่งเกิดจากความไม่รู้ เพราะตราบใดที่ไม่รู้ก็จะมีสิ่งที่ไม่ดีซึ่งทำให้ไม่สามารถจะรู้ความจริงได้

- เพราะฉะนั้นเมื่อฟังพระธรรมแล้ว รู้ความจริงแล้วก็จะละความไม่ดีเพราะเหตุว่า ความไม่ดีทั้งหมดไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจความจริงที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ด้วยเหตุนี้จึงละความไม่ดีขณะนั้นจึงชำระจิตใจที่เต็มไปด้วยความไม่ดี ความไม่รู้ จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงได้ ละชั่ว ทำดี ชำระจิตให้บริสุทธิ์จึงสามารถรู้ความจริงได้

- เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจธรรมเมื่อไหร่ เท่าไหร่ ก็ละความไม่ดีไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อยและทำสิ่งที่ดีเพิ่มขึ้น ทั้งหมดเพื่อขัดเกลาชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความไม่รู้และความไม่ดี ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปจากความไม่รู้ความจริงเป็นรู้ความจริง ความรู้ความเข้าใจนั้นจึงค่อยๆ ละความไม่ดีจนกว่าจะประจักษ์แจ้งความจริงได้

- คนที่ทำชั่วไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เห็นโทษของความชั่ว แต่ผู้ที่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว รู้จักตัวเองจึงสามารถที่จะเห็นความชั่วของตัวเอง และการเข้าใจความชั่วว่าเป็นโทษจึงค่อยๆ ละความชั่วได้

- ความเห็นของคุณอาช่าถูกต้อง ของคุณสุคินก็ถูกต้องเพราะไม่ใช่เป็นความคิดเท่านั้น แต่ต้องเป็นความมั่นคงที่เกิดจากรู้ความจริงว่า สิ่งนั้นเกิดจริงๆ ดับจริงๆ จึงสามารถที่จะถึงระดับที่เห็นโทษของการเกิดดับได้

- ถ้าไม่มีความเข้าใจที่มั่นคงจริงๆ จะมีสติสัมปชัญญะได้ไหมอย่างที่เขาถามตอนแรกถึงสติสัมปชัญญะ

- แค่เพียงได้ยินชื่อกับเรื่องราว ต้องรู้ความจริงตามลำดับ เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังมีความสุขมากสติสัมปชัญญะไม่ได้เกิดเลย เพราะฉะนั้นความเข้าใจเล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านี้ไม่สามารถจะให้สติสัมปชัญญะเกิดมีความสงบเกิดขึ้นที่จะรู้ความจริงของความสงบ

- เพราะฉะนั้นธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ลืมไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจะมีสติสัมปชัญญะรู้อะไรไม่ได้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ถ้ามีความเข้าใจพอสติสัมปชัญญะก็เกิดได้ แต่เมื่อสติสัมปชัญญะไม่เกิดก็แสดงว่า เหตุผล ปัจจัย ความเข้าใจที่จะทำให้สติสัมปชัญญะเกิดยังไม่พอที่จะเกิดโดยไม่เลือกว่าขณะที่สงบหรือไม่สงบจึงจะถึงความเป็นอนัตตาได้

- เพราะฉะนั้นฟังธรรมต่อไปด้วยความเคารพสูงสุดที่จะไม่เผินและคิดว่าเข้าใจแล้ว แต่ความลึกซึ้งอย่างยิ่งของพระธรรมต้องอาศัยการฟัง ไตร่ตรอง จนกระทั่งเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ผ่านไปๆ พอได้ยินคำอะไรก็ตอบก็สามารถจะรู้ความจริงได้ นั่นไม่ใช่

- เพราะฉะนั้นไม่ใช่เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยที่เพียงฟัง 2-3 คำจากที่พระองค์ทรงแสดงธรรม 45 พรรษา ทุกคำเป็นความจริงที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้

- เพราะฉะนั้นการเคารพสูงสุดคือ รู้ว่าทุกคำลึกซึ้งเป็นความจริงซึ่งสามารถจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ว่าจะอีกนานเท่าไหร่ ไม่หวั่นไหว ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นบารมีที่จะทำให้สามารถเข้าใจคำของพระองค์ยิ่งขึ้นได้

- ก็คงจะฟังพระธรรมต่อไปด้วยความเคารพ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
chatchai.k
วันที่ 6 ส.ค. 2565

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
capacitor4
วันที่ 6 ส.ค. 2565

กราบขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
namarupa
วันที่ 6 ส.ค. 2565

ยินดียิ่งในกุศลจิตค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Kalaya
วันที่ 6 ส.ค. 2565

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
siraya
วันที่ 7 ส.ค. 2565

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ