Thai-Hindi 30 กรกฎาคม 2565

 
prinwut
วันที่  30 ก.ค. 2565
หมายเลข  43414
อ่าน  267

Thai-Hindi 30 July 2022

- ติดข้องเป็นธรรมดาหรือปล่า ลืมเสมอว่า ธรรมเป็นธรรมดา

- อยากจะรู้เรื่องธรรม อยากจะเข้าใจธรรมแต่เดี๋ยวนี้เป็นธรรม เพราะฉะนั้นไม่ใช่รีบร้อนจะไปพยายามทำให้เข้าใจธรรมถึงการประจักษ์แจ้งลักษณะที่เป็นอริยสัจจธรรม

- คุณอาช่ารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม จะรู้จักพระองค์มากกว่านี้ได้ไหม วิธีหรือหนทางที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคืออะไร คำของพระองค์เคยได้ยินมาก่อนไหม

- ได้ยินคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดอย่างไร

- ฟังคำถาม เข้าใจคำถามแล้วตอบเฉพาะคำถาม เพราะฉะนั้นไม่ใช่พูดเรื่องอื่นมากมาย การที่จะพูดเรื่องอะไรโดยเฉพาะเรื่องที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง จะรีบพูดไปหมด คิดหรือว่าจะเข้าใจว่าสิ่งนั้นลึกซึ้งแค่ไหน

- เพราะฉะนั้นพูดคำนี้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบ่อยๆ และมีคำถามว่า รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วหรือยัง บ่อยๆ เพื่อให้รู้ตามความเป็นจริงว่า รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารึเปล่าว่า คือใคร

- มีคนที่ได้ยินคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มากมายในโลกแต่เขารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารึเปล่า

- เพราะฉะนั้นต้องรู้จัก เข้าใจในความลึกซึ้งว่า พุทธ หมายความถึงอะไร

- รู้ ถ้าไม่รู้ไม่ใช่พุทธ และรู้พิเศษด้วยคือ รู้ความจริงของสิ่งที่มีเพราะว่ารู้อย่างอื่นไม่ใช้คำว่าพุทธเลย แต่รู้ความจริงของสิ่งที่มีเราใช้คำว่าพุทธ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้

- ไม่ว่าวิชาใดๆ ทั้งหมด ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ซึ่งละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่งถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง มีไหม วิชาไหน

- เพราะฉะนั้นคนที่ได้ยินคำว่า พุทธหรือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้ว่าหมายความถึงความเข้าใจถูก การรู้ความจริงของสิ่งที่มี แต่เขารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงเท่านี้หรือโดยไม่รู้ว่า พระองค์รู้อะไร

- เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่มั่นคงจริงๆ ในความลึกซึ้งของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ที่ไม่สามารถจะรู้ได้ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

- น่าเบื่อไหม พูดอย่างนี้ทุกครั้งที่มีการสนทนากัน

- เพราะฉะนั้นคำตอบจะตรงคำถามไหม ก็เป็นเรื่องที่คิดมากแต่ถามว่า ลองคิดสั้นๆ แต่ลึกๆ ทุกครั้งที่เราสนทนากัน เราพูดถึงความเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เพื่อเตือนให้ระลึกว่า สิ่งที่มีจริงๆ ลึกซึ้งมาก คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ นี่คือความหมายของ นะโม ตัสสะ

- พูดคำว่า นะโม ตัสสะ ไม่ยาก จำได้ พูดบ่อยๆ แต่เข้าใจพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นผู้ที่เคารพสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใดจึงมีคำว่า นะโม ตัสสะ

- ถ้าพูดว่า นะโม ตัสสะ แต่ไม่รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร หมายความถึงอะไร เป็นการแสดงความนอบน้อมจริงรึเปล่า หรือว่าไม่รู้ เพียงแต่กล่าวว่า นะโม ตัสสะ ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

- เพราะฉะนั้นเรากำลังจะถวายความนอบน้อมอย่างยิ่งแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการฟังทุกคำของพระองค์ ค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองจนเริ่มที่จะเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสจากที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ เป็นการถวายความเคารพสูงสุด

- ถ้าเราไม่ศึกษาคำของพระองค์ด้วยความเคารพสูงสุด ด้วยการพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อที่จะเข้าใจคำที่พระองค์ตรัส เป็นการถวายความนอบน้อมต่อพระองค์รึเปล่า

- เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืม ต้องไม่ลืม ทุกครั้งที่กำลังสนทนาคำที่พระองค์ตรัสแล้ว ต้องด้วยความเคารพอย่างยิ่ง พิจารณาไตร่ตรองเพื่อที่จะไม่เข้าใจผิดในคำที่พระองค์ตรัสและค่อยๆ เข้าใจความลึกซึ้งของการตรัสรู้ยิ่งขึ้น

- ฟังทุกคำ ไตร่ตรองทุกคำด้วยความละเอียดอย่างยิ่ง นี่คือการที่จะได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งขึ้น เคารพยิ่งขึ้นในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

- คุณอาช่าบอกว่า รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้านิดเดียว เพราะฉะนั้นต่อไปนี้จะรู้จักพระองค์ยิ่งขึ้นเมื่อได้ฟังคำที่เราจะสนทนากันและไตร่ตรองจนกระทั่งเห็นความลึกซึ้งจึงจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น

- ถ้าไม่เข้าใจคำที่ได้ยินละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้น ไม่มีหนทางที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งขึ้นเลย

- เพราะฉะนั้น เชิญสนทนากัน เป็นการถวายความเคารพอย่างยิ่งที่จะศึกษาคำของพระองค์ให้เข้าใจ เป็นการบูชาสูงสุด

- เชิญคุณอาช่าสนทนาทีละคำเพื่อที่จะเข้าใจความลึกซึ้งอย่างยิ่งของคำนั้นเพิ่มขึ้น

เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแค่ไหน

- เพราะฉะนั้นต้องไตร่ตรองจากการที่ได้ฟังคำถาม เพื่ออะไร

- ไม่ใช่สำหรับตอบ แต่สำหรับฟังว่า เมื่อได้ฟังแล้วเข้าใจแค่ไหนเพราะฉะนั้นต้องรู้จริงๆ ว่าฟังธรรมด้วยความเคารพเพื่อเข้าใจถูกต้อง เพื่ออะไร เพื่ออะไรที่จะเข้าใจอย่างนี้

- เพราะฉะนั้นต้องการรู้จักพระองค์เพื่อเคารพสูงสุดในคำของพระองค์เพื่ออะไร

- ทุกคนคิดหลายอย่างแต่ต้องเป็นผู้ที่ตรงด้วยความจริงใจ ฟังเพื่อประพฤติปฏิบัติตามใช่ไหม

- มีหลายคนที่ไม่เข้าใจจุดนี้เลย อยากจะศึกษามากๆ อยากเป็นคนรู้เพื่อที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย เพื่อตัวเองจะได้มีสิ่งที่ต้องการ เป็นลาภ เป็นยศ เป็นคำสรรเสริญ ไม่มีประโยชน์เลยนั่นคือ จับงูพิษข้างหาง

- เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อความจริง สัจจะเป็นบารมีมิฉะนั้นไม่สามารถจะรู้ความจริงได้แม้เข้าใจคำ แต่ไม่เข้าใจจริงๆ ไม่ประพฤติปฏิบัติตาม ไม่มีประโยชน์

- เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับตัวเองและผู้อื่นที่ฟังคำจริงแล้วเข้าใจแต่ไม่ประพฤติปฏิบัติตามเพราะเหตุว่า ทุกอย่างเพื่อตัวเอง


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prinwut
วันที่ 30 ก.ค. 2565

- เพราะฉะนั้นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดูเหมือนไม่ยากแต่ลึกซึ้ง เช่น ละชั่ว

- เพราะฉะนั้นฟังธรรมเพื่อเก่ง เพื่อเข้าใจความลึกซึ้งแต่เพื่อลาภยศ เป็นประโยชน์ไหม คนที่เข้าใจอย่างนั้นไม่สามารถที่จะละชั่วได้

- พูดคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ไม่ได้ประพฤติตามคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเป็นโทษอย่างยิ่งโดยไม่รู้ตัวว่า กำลังทำร้ายตัวเอง

- ถ้าไม่รู้ว่า ชั่ว คืออะไรจะ ละชั่ว ได้ไหม ทุกคนสะสมความไม่ดีมานานมากแล้วจะละได้อย่างไร

- การไม่เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง ความไม่เข้าใจนั้นชั่วไหม

- ความชั่วมีมากมายเกินที่จะประมาณได้ที่จะไม่รู้ความจริงและประพฤติชั่ว เพราะฉะนั้นเมื่อฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเห็นคุณอย่างยิ่งที่คำของพระองค์เท่านั้นที่จะทำให้สามารถละชั่วได้

- เพราะฉะนั้นฟังพระธรรม ไตร่ตรองพระธรรม เข้าใจพระธรรม เพื่อละชั่วรึเปล่า ถ้าไม่ละชั่วก็เพิ่มความชั่วขึ้นอีกมากมาย

- เพราะฉะนั้นต้องฟังพระธรรมด้วยความเคารพจริงๆ หนทางเดียวที่จะละชั่ว คนอื่นไม่สามารถจะทำให้ได้เลยนอกจากความเข้าใจของตนเองที่รู้ว่า ชั่วคืออะไร และจะละชั่วนั้นได้อย่างไร คนอื่นช่วยไม่ได้เลยที่จะละความชั่วให้ ต้องเป็นผู้ที่เห็นโทษของความชั่วจึงสามารถที่จะเริ่มที่จะละความชั่วได้

- เพราะฉะนั้นจึงฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อที่จะละชั่ว มิฉะนั้นก็ไม่มีประโยชน์เลยในการฟังธรรมเพราะคิดว่าเข้าใจแต่ไม่ได้ละชั่ว

- กว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังแล้วกว่าจะเข้าใจ เข้าใจแล้วกว่าจะละ นี่เป็นหนทางเดียวที่จะเห็นพระคุณสูงสุดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทำให้สิ่งที่ชั่วทั้งหมดสามารถที่จะหมดไปได้

- เพราะฉะนั้นพิจารณา ฟังธรรมเพื่อละชั่วรึเปล่า ถ้าไม่ใช่เพื่อละชั่ว เป็นโทษอย่างยิ่ง

- คุณอาช่าฟังธรรมเพื่อละชั่วรึเปล่า เพราะฉะนั้นเชิญศึกษาธรรมด้วยความละเอียดด้วยความเคารพเพื่อละชั่ว

- กำลังจะละชั่วรึเปล่าที่เราจะพูดเรื่องสติปัฏฐาน

- เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืม ถาม เข้าใจคำถามแล้วตอบคำถาม คำถามของดิฉันมีว่า การที่พูดเรื่องสติปัฏฐานเพื่อเข้าใจสติปัฏฐานเป็นการละชั่วรึเปล่า

- เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าละชั่วและพระองค์ก็ทรงแสดงสติปัฏฐานก็ต้องรู้ว่า ทุกคำของพระองค์เพื่อละชั่วแม้แต่สติปัฏฐาน ที่ชั่วเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ

- เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ว่า สติคืออะไร ชั่วไหม อกุศลชั่วไหม

- เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจก่อน มีคำ 2 คำ สติกับปัฏฐาน ถ้าไม่รู้จักสติจะรู้จักสติปัฏฐานไหม

- ต้องรู้ก่อนใช่ไหมว่า สติเป็นอะไร เพราะฉะนั้นสติคืออะไร ปัฏฐานคืออะไร เพราะฉะนั้นสติปัฏฐานคืออะไร

- เดี๋ยวนี้คุณกอธัมเข้าใจอะไร (เข้าใจเห็น) เพราะฉะนั้นสติเกิดรู้อะไร ดิฉันถามว่า เดี๋ยวนี้มีเห็นสติเกิดระลึกรู้อะไร

- เดี๋ยวนี้กำลังเห็น สติระลึกรู้อะไร แล้วสติจะเกิดได้อย่างไร

- ปัญญารู้อะไร (รู้ว่าธรรมเกิดดับ) เดี๋ยวนี้เกิดดับรึเปล่า รู้ได้รึยัง เพราะฉะนั้นต้องรู้จักธรรมก่อนจึงจะรู้จักสติได้ใช่ไหม

- ถ้าไม่รู้จักธรรมจะรู้จักสติไหม เพราะฉะนั้นต้องรู้จักธรรมก่อนใช่ไหม ธรรมมีจริงๆ ไหม ทำไมบอกว่า ธรรมมีจริง

- ธรรมกำลังมีเดี๋ยวนี้กำลังปรากฏ ธรรมที่มีเดี๋ยวนี้เป็นสติรึเปล่า ถามว่าเดี๋ยวนี้มีสติรึเปล่า สติเกิดรึเปล่า สติปรากฏรึเปล่า สติเป็นอย่างไร (รู้ว่ามีสติเพราะรู้เห็น)

- ใครๆ ก็รู้เห็นไม่ใช่หรือ เพราะฉะนั้นความรู้ขั้นคิดทำให้เข้าใจว่า สติคืออะไร สติปัฏฐานคืออะไรใช่ไหม เพราะฉะนั้นสติปัฏฐานรู้อะไร

- กำลังให้ข้าว อาหาร คนที่กำลังหิวเป็นสติรึเปล่า เป็นสติปัฏฐานรึเปล่า เพราะฉะนั้นสติจริงๆ คืออะไรตามลำดับ (ตอนที่ระลึกเป็นไปในทางกุศล)

- เพราะฉะนั้นสติเป็นเรารึเปล่า เป็นธรรมอะไร (เป็นนาม) นามมีกี่อย่าง (เป็นเจตสิก) เพราะฉะนั้นทำไมเป็นเจตสิก (เกิดกับจิต) แต่ทำไมเจตสิกไม่ใช่จิต แล้วจิตมีหน้าที่อะไรที่เป็นประธาน แล้วเจตสิกรู้ร้อนรู้เย็นไหม แล้วต่างกับจิตอย่างไร

- จิตไม่ใช่แค่รู้อารมณ์ จิตรู้แจ้งอารมณ์ เป็นมนินทรีย์

- มีจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้าไม่รู้จักจิตจริงๆ จะไม่สามารถมีสติที่รู้เฉพาะจิตเท่านั้นได้

- ถ้าจิตไม่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏที่ใช้คำว่า อารมณ์ จะไม่รู้ความต่างหลากหลายมากของอารมณ์

- ตาสีฟ้าก็มี ตาสีดำสนิทก็มี ตาสีน้ำตาลก็มีเพราะจิตรู้แจ้ง ถ้าจิตไม่รู้แจ้งจะไม่สามารถรู้ความต่างของทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏได้

- เพราะถ้าไม่รู้ความละเอียดจริงๆ สติปัฏฐานเกิดไม่ได้เพราะไม่รู้ความจริงของแต่ละหนึ่งที่ละเอียดมาก

- เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมไม่ใช่จำคำแต่ต้องรู้ความต่างของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งจึงสามารถที่จะละความยึดถือว่าเป็นเราที่ยึดถือสภาพธรรมแต่ละหนึ่งได้

- ถ้าไม่เข้าใจสภาพธรรมจริงๆ สติปัฏฐานเกิดไม่ได้

- กำลังเห็น ไม่ต้องเรียกชื่ออะไรเลยก็มีเห็น รู้จักเห็นหรือยังเพราะเหมือนรู้จัก ทุกคนกำลังเห็น

- ก่อนฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่าเราเห็น เป็นเราเห็นตลอดตั้งแต่เกิดจนตาย เมื่อไม่รู้ความจริงก็ยึดถือสภาพธรรมที่เกิดดับเร็วมากว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังเห็นรู้รึยังว่าเห็นคืออะไร

- เพราะฉะนั้นกำลังเห็น เริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย กำลังเห็น เห็นจริงๆ เห็นเกิดขึ้นเห็นเท่านั้นใช่ไหม

- ขณะนี้กำลังได้ยิน ได้ยินจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตายก็มีได้ยินเพราะฉะนั้นได้ยินคืออะไร

เพราะฉะนั้นตอบได้ใช่ไหม ได้ยินรู้อะไร (รู้สิ่งที่ได้ยิน) เราเรียกว่าเสียงใช่ไหม ได้ยินเสียงใช่ไหม

- เพราะฉะนั้นได้ยินกับเห็นต่างกันอย่างไร ได้ยินกับเห็นต่างกันไหม ถ้าสติไม่เกิดจะรู้ได้ยินไหมว่าไม่มีใคร ไม่มีเรา แต่เป็นสภาพที่รู้เสียง

- กำลังได้ยินมีคุณอาช่าไหม เพราะฉะนั้นคุณอาช่าเกิด คุณอาช่าตายรึเปล่า (ไม่มี) ถ้าไม่รู้อย่างนี้เป็นคุณอาช่าเกิด คุณอาช่าเห็น คุณอาช่าชอบใช่ไหม

- เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจว่า สติคืออะไร ปัฏฐานคืออะไร ไม่ใช่เรา เป็นจิตหรือเป็นเจตสิกประเภทไหน ถ้าเราไม่ฟัง เราไม่สามารถที่จะละการยึดถือว่า เราเห็น เราจำ เราคิด เราชอบ เราไม่ชอบ

- ถ้าไม่รู้ความจริง ชั่วไหม เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ละชั่ว หมายความว่าอะไร

- พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้ละชั่ว ไม่รู้ว่าขณะนี้ไม่ใช่เรา เป็นธรรม ไม่รู้ชั่วรึเปล่า เพราะฉะนั้นก็ต้องประพฤติตามทุกคำ

- เพราะฉะนั้นไม่ลืม ฟังธรรมเพื่อละชั่วเพราะเข้าใจและประพฤติตาม

- เพราะฉะนั้นพูดตามคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ไม่เข้าใจความจริงไม่มีประโยชน์ เพราะเหตุว่าไม่สามารถจะละชั่วได้

- พูดคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการแต่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าประโยชน์คือละชั่ว จะไม่ได้ประโยชน์และเป็นโทษด้วย

- เพราะฉะนั้นประโยชน์ของการฟังทุกครั้งคืออะไร เพื่อเข้าใจความจริงแล้วประพฤติตามด้วย

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
chatchai.k
วันที่ 30 ก.ค. 2565

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
siraya
วันที่ 30 ก.ค. 2565

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
namarupa
วันที่ 30 ก.ค. 2565

กราบอนุโมทนาในกุศลวิริยะของน้องตู่ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เมตตา
วันที่ 30 ก.ค. 2565

ขอบพระคุณและยินดีในความดีค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ