ขั้นปฎิบัติ ? ฟังธรรมเช่นไร ถึงจะเป็นการฟังเพื่อการปฎิบัติ
 
yupa
วันที่  18 มิ.ย. 2550
หมายเลข  4033
อ่าน  765

ฟังธรรมจาก MP3 มาหลายปี   ก็พอเข้าใจ  โดยเฉพาะ ถ้าเป็นวันหยุด  จะอยู่กับตัว

เองค่อนข้างมาก  คือ เช้าๆ ก็จะออกกำลังกายที่สวนหลวง  และกลับถึงบ้าน ก็จะเปิด

MP3  ฟัง และ  อ่านหนังสือที่ชอบ    ขณะที่ฟังธรรมก็เข้าใจ  จิตสงบ  ไม่รู้สึก จิตใจ

วุ่นวายหงุดหงิด    เป็นชีวิตที่ค่อนข้างชอบ   พอเช้าวันจันทร์  ก็จะเกิดอาการแบบ

อะไรกระทบก็กระเทือนทันที   รู้สึกไม่ไหวเหมือนกัน  ราวกับว่า สิ่งที่ฟังธรรมมานั้น 

ไม่ได้ซึมลึกถึงจิตใจเลย    มีแต่คิดถึงอกุศลของคนอื่น   โดยคิดว่าตัวเองคือ

ต้นแบบของความถูกต้อง  ซึ่งมันไม่ใช่เลย  ซึ่งในร้านหนังสือ   จะมีหนังสือประเภท

How to ค่อนข้างมาก ก็ซื้ออ่าน มีหมด   แต่ก็ได้สติตอนอ่าน   พออยู่ในชีวิตประจำ

วัน ก็เหมือนเดิม  ฟังธรรมเช่นไร ถึงจะเป็นการฟังเพื่อการปฎิบัติ


Tag  ฟัง ฟังธรรม เหตุปัจจัย
  ความคิดเห็น 1  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 18 มิ.ย. 2550

   ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

   ฟังธรรมเช่นไร ถึงจะเป็นการฟังเพื่อการปฎิบัติ

ฟังเพื่อเข้าใจในสิ่งที่ฟังเท่านั้น    ค่อยๆ เข้าใจขึ้น  โดยต้องรู้ก่อนว่า ปัญญามี

หลายระดับ   กิเลสก็มีหลายระดับ  ปัญญาขั้นการฟัง  ไม่สามารถทำอะไรกิเลสได้

เลย เพียงแต่เริ่มมีความเห็นถูกขึ้น   ทีละเล็กละน้อย  โดยเริ่มจาก  ปัญญาขั้นการ

ฟังว่าทุกอย่างเป็นธรรม แม้อกุศลก็เป็นธรรม  กิเลสมีเหตุปัจจัยก็เกิด เป็นธรรมะ

เพราะเรามีปัญญาเพียงขั้นการฟัง   แต่ปัญญาขั้นการฟังนี่แหละ  จะเป็นเหตุปัจจัย

ให้ปัญญาขั้นปฏิบัติเกิดขึ้น  ดังนั้น จึงควรเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรมดา กิเลสเกิด

ขึ้นเป็นธรรมดา


เพราะฉะนั้น ฟังธรรมเพื่อเข้าใจความจริงว่าเป็นธรรม  นี่แหละจะเป็นไปเพื่อ

การปฏิบัติ  คือ สติเกิดระลึกสภาพธัมมะที่มีจริงว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา(สติปัฏฐาน)

และก็จะทำให้รู้ความจริงว่า  ปัญญาขั้นการฟังทำอะไรกิเลสไม่ได้  แต่ฟังให้เข้าใจ

ว่า เป็นธรรมแม้กิเลสที่เกิดขึ้นครับ

   ขออุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็น 3  
 
พุทธรักษา
วันที่ 19 มิ.ย. 2550

 

อนุโมทนา

 
  ความคิดเห็น 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 20 มิ.ย. 2550

เราสะสมอวิชชามานานนับไม่ได้    เพราะฉะนั้นปัญญาขั้นฟัง    เพียงละความ

ไม่รู้ แต่ไม่สามารถละกิเลสได้   ต้องเป็นปัญญาที่เกิดจากการอบรมสติปัฏฐาน จึง

จะค่อย  ๆ  ละคลายความเป็นตัวตนเป็นเราไปทีละเล็กทีละน้อย   เหมือนจับด้าม

มีด   จับครั้งแรกก็ยังไม่สึกต้องใช้เวลานาน  การเจริญสติปัฏฐานก็เช่นกัน

 
  ความคิดเห็น 5  
 
อิสระ
อิสระ
วันที่ 20 มิ.ย. 2550

 

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 6  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 10 ก.ค. 2550

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็น 7  
 
หมาย
วันที่ 11 ก.ค. 2550

สิ่งใดจะเกิดก็มาจากเหตุปัจจัย   เราสะสมกิเลสด้านต่างๆ  โลภ  โกรธ หลง มา

นานหลายภพชาติจนปัจจุบัน จะให้ไม่ให้เกิดก็เป็นไปไม่ได้ เพราะมีเหตุ  มีเชื้อที่

จะให้เกิดอยู่แล้วด้วยความเคยชิน   เมื่อประสบอารมณ์แบบนั้น   ก็จะแสดงออก

มาอีกเรื่อยๆ อย่างนี้เรื่อยไป   จนกว่าสติปัญญาจะมากขึ้นและรับมือทันกับอารมณ์

นั้น ๆ    ต้องใช้เวลาครับ   ขอให้ฟังและคิดให้บ่อย   ๆ    คิดอย่างแยบคายหลัง

ฟัง ให้เข้าใจถูกให้ได้แล้วจะค่อยๆ ละไปเองครับอารมณ์ต่างๆ ที่ปรากฎเช่นความ

โกรธ   จะอยู่ได้นานแค่ใหน    ก็อยู่ที่สติมากขึ้นปัญญามากขึ้นเร็วขึ้น  และทัน

บ่อยๆ ครับ   ก็จะค่อยๆ ละคลายได้เร็วเองครับ   ครั้งแรกอาจจะช้า  (สติ) ขอให้

พิจารณาให้เห็นจริงว่าสภาพจิตต่างๆ จะเกิดย่อมมีเหตุให้เกิด   ไม่ใช่เราที่เกิดแต่

เป็นสภาพธรรมต่างที่เกิด  ทั้งดี  ชั่ว ชอบไม่ชอบ   ถูกใจ  ไม่ถูกใจ ก็ไม่ต้องยินดี

ติดข้องด้วยโลภะ   และ  ปฏิเสธไปด้วยโทสะ   ทุกขณะจิตมีทั้งความสุขความ

ทุกข์  เป็นแต่ลักษณะต่างๆ ที่อาศัยเหตุเกิดขึ้นครับไม่ใช่เราเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้  นี้

แหละครับคือกองทุกข์  คือกองแห่งการเกิดดับ ไม่มีช่องว่าง ให้ความสุขที่แท้จริง

เลย   สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรครับนอกจากทุกข์ หรือ ที่เรียกว่าความว่างเปล่ามีแล้วก็

ไม่มี  ไม่คงที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และไม่ได้เป็นใคร  เป็นแต่สภาพที่ปรากฎให้รู้

แล้วก็หายไป    เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามแต่เหตุที่จะให้เกิดผลนั้นๆ เรื่อยไป  จนบัด

นี้ก็เป็นอย่างนี้  และต่อไปก็จะเป็นไปตามเหตุ  ถ้าเหตุยังไม่หมดผลอันนั้นก็ยังไม่

หมด  เหล่านี้จึงเป็นกองแห่งทุกข์ที่แท้จริง  อีกอย่างเราทุกข์เพราะเราเข้าใจว่า

สภาพต่างๆ นั้นเป็นเรา    เราจึงทุกข์ไปตามสภาพนั้นๆ  ถ้าทุกข์น้อยเราก็ถือว่า

สุข   แต่นั่นไม่ใช่สุขที่แท้จริงเป็นแต่เพียงทุกข์ที่ลดลงบรรเทาลงเท่านั้น  และ

ยังจะทวีทุกข์ต่อไปอีก  ถ้าเราไม่ถือมั่นว่าเป็นเราที่ทุกข์ เป็นแต่สภาพธรรมที่ทุกข์

ไปตามกฎธรรมดา  เราก็จะบรรเทาทุกข์ไปได้ไม่มากก็น้อย   ตามแต่กำลังสติ

ปัญญาของเราครับ  ขอให้ประสบสุขครับ

   อนุโมทนา

 
  ความคิดเห็น 8  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 12 ก.ค. 2550

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 9  
 
dron
วันที่ 12 ก.ค. 2550

ถ้ายังมีเราฟังธรรมอยู่เมื่อไรปัญหาต่างๆ ก็ไม่สามารถแก้ได้  ปัญหาเกิดเพราะมีเรา

มีตัวตนฟังธรรม  เมื่อไม่มีเราเมื่อไร  มีธรรม    ฟังธรรมมื่อไรปัญหาต่างๆ ก็ไม่มี  

ฟังธรรมเพื่อให้เข้าใจว่าไม่มีเรา  และ คนอื่นก็ไม่มีความติดข้อง(โลภะ)จะตามเรา

ตลอดหลอกเราให้มีความหวังว่าจะเป็นคนดี   และ คนอื่นก็จะต้องดีด้วย  เมื่อ

ไม่ได้ตามที่หวังก็เกิดโทสะเป็นธรรมดา   จะเป็นคนดีไม่ได้ตราบเท่าที่ยังมีเรา

 
  ความคิดเห็น 10  
 
ไรท์แจกแล้วไง
วันที่ 21 ก.ค. 2550

 

อยู่กับตัวเองเป็นอย่างไร และใครอยู่?

 
  ความคิดเห็น 11  
 
kulwilai
kulwilai
วันที่ 23 ก.ค. 2550

การฟังพระธรรมไม่ควรจะรีบร้อน   ขณะใดที่เดือดร้อนกับอกุศลจิต    ขณะนั้นไม่เป็น

ประโยชน์เลย  ควรฟังพระธรรมต่อไปจนกว่าจะเป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิดขึ้น  มี

ความเห็นถูกในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ   รู้ถึงความเป็นธรรมแต่ละอย่าง 

 
  ความคิดเห็น 12  
 
h_peijen
h_peijen
วันที่ 23 ก.ค. 2550

 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ