๑๐. ปัชโชตสูตร
[เล่มที่ 24] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 315
๑๐. ปัชโชตสูตร
อ่านหัวข้ออื่นๆ ... [เล่มที่ 24]
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 315
๑๐. ปัชโชตสูตร
[๒๑๗] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอ เป็นแสงสว่างในโลก อะไรหนอ เป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก อะไรหนอ เป็นสหายในการงานของผู้เป็นอยู่ด้วยการงาน อะไรหนอ เป็นเครื่องสืบต่อชีวิตของเขา อะไรหนอ บุคคลผู้เกียจคร้านบ้าง ไม่เกียจคร้านบ้าง ย่อมพะนอเลี้ยงดุจมารดาเลี้ยงดูบุตร เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน อาศัยอะไรหนอเลี้ยงชีวิต.
[๒๑๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก ฝูงโคเป็นสหายในการงานของผู้เป็นอยู่ด้วยการงาน ไถเป็นเครื่องต่อชีวิตของเขา ฝนย่อมเลี้ยงบุคคลผู้เกียจคร้านบ้าง ไม่เกียจคร้านบ้าง เหมือนมารดาเลี้ยงบุตร เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน อาศัยฝนเลี้ยงชีวิต.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 316
อรรถกถาปัชโชตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปัชโชตสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
บทว่า แสงสว่าง ได้แก่ แสงสว่างดุจประทีป.
บทว่า เครื่องตื่นอยู่ ได้แก่ ย่อมเป็นดุจชาคริกพราหมณ์ (พราหมณ์ผู้ตื่นอยู่) .
บทว่า ฝูงโคเป็นสหายในการงานของผู้เป็นอยู่ อธิบายว่า ฝูงโคเท่านั้นเป็นสหายในการงาน ชื่อว่า มีการงานเป็นเพื่อนสอง ในการงานของพวกชนที่มีชีวิตอยู่กับการงาน คือว่า พวกเขาย่อมยังกสิกรรม เป็นต้น ให้สำเร็จกับด้วยโคมณฑลทั้งหลาย.
บทว่า สิตสฺส อิริยาปโถ ได้แก่ ไถเป็นอิริยาบถ คือ เป็นเครื่องสืบต่อแห่งชีวิตของหมู่สัตว์นั้น.
บทว่า สิตํ แปลว่า คันไถ. เพราะว่า นาของชาวนาคนใด แม้มีประมาณน้อย ย่อมไม่ทำการไถแล้ว เขาย่อมกล่าวว่าเราจักเป็นอยู่ได้อย่างไร ดังนี้.
จบอรรถกถาปัชโชติสูตรที่ ๑๐
