ว่าด้วยเรื่อง อนัตตา
 
chackapong
วันที่  2 เม.ย. 2550
หมายเลข  3270
อ่าน  2,028

บางช่วงเวลา   มีความรู้สึกเคว้งคว้าง  ว่างเปล่า เหมือนไม่มีอะไรอยู่บนโลกใบนี้ทุกอย่างดำเนินไปของมันเองแล้วก็กลับมาสู่ตัวตนอีกในเวลาต่อมา  ว่าเราเป็นอะไรไปจินตนาการอะไรหรืออย่างไร  นี้เป็นเหตุการณ์ ก่อนเข้ามาศึกษาธรรมะ  เมื่ออ่านหนังสือพบกับคำว่า อนัตตา ไม่มีเรา ไม่มีสัตว์ ไม่มี…. เป็นเพียงรูปธรรม  นามธรรม เท่านั้นก็ดูเหมือนจะรู้สึกอะไรบางอย่าง  แต่ก็สับสน   และสะดุดอยู่ที่คำๆนี้  ถามตัวเองว่าเข้าใจความหมายนี้หรือไม่  บางครั้งตอบว่าเข้าใจ  บางครั้งตอบว่าไม่เข้าใจ พอถามเสร็จก็มาพิจารณาอีกว่า   ถ้า เป็นเพียง รูปธรรม นามธรรม ไม่มีตัวเรา แล้วเราจะถามตัวเองได้อย่างไร   ช่างเป็นเรื่องที่ละเอียด ลึกชึ้ง จะเข้าใจได้จริงๆ  ถ้าหากว่าผมเข้าใจได้จริงๆแล้วทำไมยังมีความกังวลกับชีวิตอีกเล่า  ในเมื่อทุกสิ่งเป็นเพียง อนัตตา  สรุปว่า  ผมยังไม่เข้าใจ  เพียงแต่รู้สึกอะไรบางอย่างเพียงผิวเผิน หรือ คิดไปเองหรือว่ารู้สึกไปเองเท่านั้น ที่อธิบายมานี้ก็เพื่อถามปัญหาที่สำคัญมากที่สุดข้อหนึ่ง  สำหรับผม  ขอความกรุณาผู้รู้ช่วยตอบ  ว่าด้วยเรื่องของอนัตตา ด้วยภาษาที่ง่ายต่อผู้เริ่มศึกษาธรรมะเช่นผมพอจะได้รับรู้ หรือ ได้ทราบ อนัตตา  ใกล้กว่าเดิมให้มากขึ้นอีก สักเล็กน้อยก็ยังดี  เพราะตอนนี้การศึกษาธรรมะผม  ไม่ได้ก้าวหน้าเท่าที่ควร   ผมหยุดอ่านเรื่องอื่น เพราะ เรื่อง อนัตตาเป็นเหตุ  ขอขอบพระคุณล่วงหน้า


Tag  อนัตตา

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
study
วันที่ 2 เม.ย. 2550

คำว่า  อนัตตา   เพราะอรรถว่า  สูญจากสัตว์บุคคล  ไม่มีเจ้าของ บังคับไม่ได้  ปฏิเสธกับอัตตา  ผู้ที่เข้าถึงลักษณะอนัตตาจริงๆ  ผู้นั้นต้องมีปัญญาขั้นสูงคือวิปัสสนาปัญญาสำหรับผู้ที่กำลังศึกษา   อาจเข้าใจได้ในระดับหนึ่งตามระดับปัญญาของแต่ละท่าน  ในชีวิตประจำวันของเราทุกขณะจิตจะเห็นได้ว่า   จิตทุกขณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย    เราไม่สามารถบังคับให้จิตเป็นกุศลตลอดทั้งวันทั้งคืนได้      หรือเราไม่สามารถเลือกการเห็นการได้ยิน  การได้กลิ่น  การรู้รส  เป็นต้น  ตามที่เราต้องการได้ เพราะเป็นอนัตตา 

             ความหมายอนัตตาอรรถกถาวิภังค์ท่านอธิบายไว้ดังนี้

               
 เชิญคลิกอ่านที่นี่...ชื่อว่าเป็นอนัตตา [วิภังค์]

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
study
วันที่ 2 เม.ย. 2550

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 96

              

                 เมื่อใด    บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า    ธรรม        ทั้งปวงเป็นอนัตตา  เมื่อนั้น  ย่อมหน่ายในทุกข์  ความ        หน่ายในทุกข์  นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด.

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 2 เม.ย. 2550

อนัตตา  หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่าง  ไม่ใช่ตัวตน  ไม่ใช่ของเรา  บังคับบัญชาไม่ได้  เป็นไปตามเหตุปัจจัย     ที่เรามีความทุกข์ก็เพราะเรายึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นสัตว์  บุคคลตัวตน  เช่น  บังคับให้เราอย่าจากสิ่งของอันเป็นที่รักก็ไม่ได้  บังคับให้อย่าแก่  อย่าเจ็บอย่าตายก็ไม่ได้   เราจึงต้องอบรมปัญญา  เพราะถ้่ายิ่งมีปัญญาความทุกข์ก็ยิ่งลดลง

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
devout
วันที่ 2 เม.ย. 2550

ความเข้าใจขั้นการฟังยังไม่มีกำลังพอ   ที่จะทำให้เห็นสภาพความเป็นอนัตตาได้  ต้องอาศัยสติระลึกศึกษาลักษณะของสภาพธรรมนั้นบ่อยๆ   จนกว่าจะเป็นสัญญาที่มั่นคงว่าสิ่งต่างๆที่ปรากฎก็เป็นเพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น   ไม่มีสัตว์  บุคคล   ตัวตนใดๆทั้งสิ้น   ก็ค่อยๆอบรมกันต่อไปเป็นกาลจีรภาวนาค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
chanchai
วันที่ 2 เม.ย. 2550

to.devout

ได้อ่านความคิดเห็นของคุณที่ว่าไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน  แล้วที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ จะให้ผมเข้าใจว่าเป็นอะไร

จากผู้เริ่มศึกษาธรรมะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
หมาย
วันที่ 3 เม.ย. 2550

          บางช่วงเวลา  มีความรู้สึกเคว้งคว้าง  ว่างเปล่า  เหมือนไม่มีอะไรอยู่บนโลกใบนี้ทุกอย่างดำเนินไปของมันเอง     แล้วก็กลับมาสู่ตัวตนอีกในเวลาต่อมา ว่าเราเป็นอะไรไป จินตนาการอะไร หรือ อย่างไร  อารมณ์อย่างนี้เคยปรากฎกับผมมาก่อนเมื่อตอนเป็นเด็กไม่กี่ขวบ    เริ่มจากจำความได้   ผมก็พยายามถามท่านผู้รู้มากมาย เมื่อผมได้ศึกษาธรรมะจึงเข้าใจว่า      อะไรก็ตามที่ปรากฎกับเราให้รู้ได้นั้น (หรือที่เรียกว่าอารมณ์ต่างๆ)เราไม่ได้ตั้งใจให้สิ่งนั้นปรากฎขึ้นมา             แต่อารมณ์ต่างๆ ก็ปรากฎขึ้นมาให้เรารู้ได้ธรรมชาติจิตของเราคือการรับรู้    รู้ทุกอย่างที่ปรากฎ   ไม่ว่าอารมณ์ดีหรือร้าย ทุกข์ สุขเพลิดเพลิน หดหู่ ท้อถอย เศร้าโศก เสียใจ     สิ่งต่างๆ นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในขณะนั้นๆ  แล้วก็หายไป       ทำให้สิ่งอิ่นก็ปรากฎต่อเนื่องกันไปเป็นอย่างนี้อยู่ตลอด    สิ่งที่ปรากฎนั้นก็ต้องมาจากสาเหตุอันใดอันหนึ่งแน่นอน    ให้ลองสังเกตดูก็จะรู้ได้เอง   ผมขอยกตัวอย่าง เช่น  เราเดินทางไกลในขณะที่อากาศร้อน    เราจะรู้สึกกระหายน้ำมากๆเหงื่อไหลท่วมตัว    สิ่งที่ปรากฎชัดเจนให้เรารู้ได้ คือ เกิดความหิวกระหาย     ทุกข์กายอย่างยิ่งปรากฎในขณะนั้น       แต่เมื่อเราได้ดื่มน้ำที่เย็นสดชื่นพร้อมได้หยุดพักผ่อนในที่ๆ เย็นสบายภายใต้ร่มไม้     สายลมพัดมาเย็นกาย    ทีนี้อาการเหนื่อยล้า  หิวกระหายร้อนกายเหงื่อไหลท่วมตัว   แต่ก่อนได้หายไปหมดสิ้น   กลับกลายเป็นความรู้สึกสดชื่นมากๆแทนที่ความรู้สึกเดิม     ชวนให้เราเพลิดเพลินยินดีอย่างยิ่ง  เป็นอารมณ์ที่ตรงกันข้ามกับคราวครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด

          ตัวอย่างที่ได้ยกมาข้างต้นนั้น    พอจะอธิบายให้เข้าใจความเป็นอนัตตาได้บ้าง เช่นในขณะที่เรารู้สึกร้อนตอนเดินทางไกล   เราก็ไม่ได้อยากจะร้อน    แต่ร่างกายก็ร้อนขึ้นเองตามเหตุธรรมชาติ      ซึ่งเป็นกฎความจริง (ธรรมะ) เมื่อเป็นเช่นนั้น(อากาศร้อน)เหงื่อย่อมไหลเองเพราะเป็นไปตามกฎอย่างนั้น   จะห้ามไม่ให้เหงื่อออกก็ไม่ได้   เพราะอากาศร้อน     ความหิวกระหายย่อมเกิดขึ้นเพราะร่างกายสูญเสืยน้ำ    จึงทำให้เรารู้สึกหิวกระหายเราจะไม่ให้ความหิวกระหายเกิดขึ้นก็ไม่ได้      เพราะความรู้สึกทางร่างกายมีอยู่ (จิต)  สิ่งเหล่านี้เราห้ามไม่ได้เลยเมื่อมีเหตุพร้อมให้สิ่งต่างๆ เกิดปรากฎ     สิ่งนั้นก็เกิดเพราะมีสาเหตุนั่นเอง   ทีนี้เมื่อเราได้ดื่มน้ำเย็นสดชื่นแล้วสิ่งต่างๆ ก็ปรากฎให้เรารู้อีก    เป็นความสุขที่ตรงกันข้ามเลย    ความสบายสดชื่น   คลายร้อน เย็นกาย สุขกายก็เกิดขึ้นแทน สิ่งที่ปรากฎให้เรารู้ได้นี้ก็มาจากเหตุ คือ น้ำอันชุ่มเย็น  นำมาซึ่งความสุขกายในตอนนั้น ดับความกระหายทั้งหมด    จะเห็นได้ว่า สิ่งต่างๆ เป็นสภาพที่ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น  อาศัยกันและกันเกิดขึ้น  แม้แต่จิตก็อาศัย สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมา เกิดขึ้น ( ร่างกายความร้อน ความหิว ความกระหาย )      จิตก็เพราะอาศัยสิ่งอื่นจึงเกิดเหมือนกัน เพราะมีร่างกาย ความร้อน ความทุกข์ สุข   จิตจึงรู้สึกมีสิ่งนั้นๆได้   จะเห็นได้ว่าสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย    ต้องเกิดเพราะอาศัยสิ่งอื่น     สิ่งอื่นข้างต้นก็อาศัยสิ่งอื่นๆ อีก มากมาย  แล้วก็หายไปโดยเร็ว  เพราะสิ่งอื่นเกิดแทนที่แล้วก็ดับอีก นี่คือกฎความจริงที่เรียกว่าสัจธรรม  ไม่มีผู้ใดเลย ไม่ได้เป็นตัวเรา เขา  สัตว์ ที่เรียกว่า "อัตตา"  ตามที่เราเข้าใจที่ผิดๆ  ซึ่งยาวนามมาก   แท้ที่จริงแล้วสิ่งต่างๆ ที่ปรากฎนั้น  เป็นเพียงความเกิดขึ้นและหายไปสืบต่อกันเรื่อยๆ เร็วมาก  จนเราไม่ทันสังเกตรู้   ซึ่งความเกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็วนี้เป็นกฎที่แน่นอนของธรรมะ (ชาติ)     เพราะความเกิดขึ้นหายไปๆ ไปเรื่อยๆ นี้เป็นสภาพที่ไม่คงที่  เรียกว่า "ความไม่เที่ยง" (อนิจจัง) เพราะความไม่เที่ยงไม่คงที่ของสิ่งนั้นๆ     เพราะความที่สิ่งนั้นๆ ถูกเปลี่ยนไปไม่คงที่ตั้งอยู่อย่างเดิมตลอดไปไม่ได้ เรียกว่า "ทุกข์" (ทุกขัง)   เมื่อสิ่งนั้นๆ  เกิดขึ้นแล้วก็หายไปอย่างต่อเนื่องไม่คงที่อยู่อย่างเดิมตลอดไป  บังคับให้อยู่ในอำนาจของใครไม่ได้   สิ่งนั้นจึงไม่ใช่ตัวตน เรียกว่า"อนัตตา" ไม่ใช่ตัวตนแต่อย่างใด     สิ่งต่างๆ ที่กล่าวนี้ ได้แก่ สิ่งที่ปรากฎทาง ตา หูจมูก สิ้น กาย ใจ ความคิด   ความรู้สึก ต่างๆ ทั้งหมดล้วนตกอยู่ในสภาพอย่างนี้  ซึ่งในแต่ละวันจะหนีไม่พ้นเลย       พระพุทธองค์เมื่อทรงค้นพบธรรมความจริงที่สุดของที่สุดอย่างนี้แล้ว   จึงตรัสว่า  สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา (ไม่ไช่ตัวตน) ทั้งนี้เพราะอะไรพระองค์จึงตรัสสอนแก่ชาวโลก    ก็เพราะเมื่อเรายึดถืออยู่ว่าสิ่งต่างๆ เป็นตัวตน   โดยไม่เห็นตามจริงว่าเป็นอนัตตานั้น  เป็นเหตุให้เกิดทุกข์มากมายอย่างไม่จบสิ้น    และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปอีกนานแสนนาน      จนกว่าเราจะมีปัญญารู้แจ้งความจริงว่า     สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา และละความยึดถือสิ่งต่างๆโดยความเข้าใจผิดเสีย  เพราะความหลงผิดนี้นำทุกข์มาให้โดยถ่ายเดียว  หาใช่ความสุขไม่  เพราะสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไป  จะเป็นสุขแท้ยั่งยืนได้อย่างไร       ความสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการศึกษาให้เข้าใจและรู้ชัดแจ้ง   สังเกตสิ่งที่ปรากฎเกิดขึ้นในขณะนั้นๆ โดยความเป็นจริงโดยปราศจากความมีตัวเราเข้าไปแทรกแซงสิ่งที่ปรากฎจริงให้ปัญญาเกิดขึ้นเข้าใจชัดขึ้นจากสิ่งที่สังเกตเห็นว่า      ไม่ใช่ตัวตนใครจริงๆ เป็นแต่สิ่งต่างๆ (ธรรมะ)ที่ทยอยกันเกิดขึ้นแล้วก็หายไปๆ  ตามเหตุของแต่ละอย่างๆไป     เมื่อเป็นเช่นนี้  ปัญญาจะตัดสินเองว่า ความจริงคืออะไร   และจะจัดการอย่างไรกับสิ่งนั้นๆ ที่ปรากฎ    โดยถูกต้องตรงตามความจริงจากการรู้เห็นตามความจริงของปัญญา       นี้ก็จะเป็นสาเหตุให้ปล่อยวางความยึดถือสิ่งต่างๆ ในความไม่รู้ (อุปาทาน)    และปล่อยวางความหลงผิดอันยาวนานนี้   ซึ่งนำมาแต่ทุกข์โดยถ่ายเดียว    ฉะนั้น สุขที่แท้จริงก็ต้องเป็นความสุขที่ไม่ดับต้องเป็นความสุขที่ถาวร  สุขที่แท้จริงนั้นมีอยู่  ได้แก่ธรรมะอีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า นิพพานเป็นธรรมที่ดับทุกข์ ไม่เกิดขึ้นแล้วหายไป (ไม่เกิด-ดับ)  เป็นความเที่ยง  เป็นความสุขเป็นอนัตตา


 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
shumporn.t
วันที่ 3 เม.ย. 2550

     การเข้าใจอนัตตานั้น    ไม่ได้หมายว่าไม่ฟังธรรมเรื่องอื่นประกอบ   เพราะการเข้าใจความเป็นไปของ   จิตเจตสิกและรูป  ในเรื่องกรรมและผลของกรรม   จะทำให้เรามั่นคงในความเป็นอนัตตาเพิ่มขึ้น  เช่น  กุศลวิตก  อกุศลวิตก   ในชีวิตประจำวัน   เกิดขึ้นได้อย่างไร  ถ้าไม่ใช่ความต้องเป็นอย่างนี้  เพราะจิตวิจิตรในการสั่งสมทุก ๆ ขณะที่จิตเกิดขึ้น    สั่งสมสันดานแล้วสืบต่อ  การเข้าใจความเป็นไปของจิต   ก็คือความเป็นอนัตตาของธรรม   บังคับให้เป็นอย่างที่ต้องการไม่ได้เลย   ความท้อแท้   เบื่อหน่ายก็เป็นธรรมที่เกิดกับจิตเรียกว่าเจตสิกเกิดกับจิต  รู้อารมณ์เดียวกับจิต    อาศัยวัตถุเดียวกันและดับพร้อมกับจิต  เหตุของอกุศลวิตก  ก็คือ    โลภะ  โทสะ   โมหะ    ส่วนเหตุของกุศลวิตกคือ  อโลภะ   อโทสะ  อโมหะ    นี้คือคำสอนของผู้ได้ตรัสรู้ความจริง  การศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจความเป็นไปของธรรม    เข้าใจความเป็นไปของตัวเรามากขึ้น   เมตตาและโสภณธรรมอื่นๆย่อมเจริญ   ครั้งใดที่ปัญญาเกิดขึ้นย่อมนำความสุขความสงบเสมอ   นี้คืออนัตตา

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
devout
วันที่ 3 เม.ย. 2550

ถึงคุณ chanchai ค่ะ,

       ได้อ่านความคิดเห็นของคุณที่ว่าไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน  แล้วที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ จะให้ผมเข้าใจว่าเป็นอะไรก็เข้าใจว่าเป็นคุณ chanchai ไงค่ะ   ตาม ความเห็นผิด และ อัตตสัญญา ที่ได้สะสมมาแล้ว

 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
chackapong
วันที่ 3 เม.ย. 2550
      ขอสนทนาต่ออีกนะครับ หลังจากได้อ่านความเห็นที่แสดงมาหลายท่านแล้ว   อ่านแล้วได้ใจความว่า   อนัตตาเป็นเรื่องที่ไม่สามารถบังคับบัญชาได้    ทุกท่านเข้าใจสอดคล้องกับหลักธรรม     และหลักธรรมได้กล่าวต่อว่าเห็นอนัตตาแล้วด้วยปัญญา  ก็จะละคลายความทุกข์ได้    ถึงตรงนี้ซิครับเป็นจุดสำคัญ     วันนี้ถ้าหากว่า (ผมไม่แน่ใจ  การสมมติจะทำได้หรือไม่ในการอธิบายหลักธรรม)   เกิดเหตุโศกนาฎกรรมขึ้นกับครอบครัวหรือคนที่เรารักหรือกับตัวเองก็ตาม   ถึงเวลานั้นจริงๆ เราคงไม่มีทุกข์เลยไช่ไหม เพราะเราเข้าใจอนัตตาแล้ว     แต่ผมเอง ไม่เป็นเช่นนั้น  ตรงนี้จึงทำให้สรุปว่า ปัญญายังไม่รู้อนัตตาเลยสักนิด     ที่อ่าน ที่ฟัง ก็สักแต่ว่าอ่านหรือฟังเท่านั้นยังห่างไกลกับอนัตตาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ชาวโลก( ปุถุชนเช่นผม )มาก  ถ้าอ่านหรือฟังธรรมะ ก็เห็นว่าเป็นอนัตตาและมีเหตุผลสอดรับได้อย่างสอดคล้องโดยไม่ติดขัดเลย     แต่ในชีวิตจริงการดำเนินชีวิต     และการนำมาใช้ กลับไม่เห็นอย่างที่อ่านหรือฟังอย่างมั่นคงโดยไม่มีข้อติดขัดเลย     เพราะเห็นสลับไปมา ระหว่างอนัตตากับอัตตา โดยตลอด นี้แหละครับที่ผมกล่าวไว้ในความเห็นแสดงคำถาม  หรือคำตอบนี้จะต้องทราบได้ด้วยตนเองในการเจริญปัญญาเฉพาะบุคคลนั้นๆ ไม่มีใครอื่นเลยนอกจากตัวเอง  หรือการสั่งสมยังไม่มากพอ หรือผมรีบร้อน    และหรือเหตุอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน    ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่สามารถบังคับบัญชาอะไรได้  ก็เพราะเป็นอนัตตานั้นเอง  จึงทำให้ผมยังห่างไกล อนัตตา
 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
แหม่มค่ะ
วันที่ 4 เม.ย. 2550

ขออนุโมทนาค่ะ  ผู้ที่กล่าวว่าไม่รู้  เพราะรู้ความจริงว่าเป็นผู้ไม่รู้  ย่อมดีกว่าผู้ที่คิดว่า

ตัวเองรู้แล้ว  เพราะยังไม่รู้ความจริงว่ายังไม่รู้

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Guest
วันที่ 4 เม.ย. 2550

                ปุถุชนพึงเข้าใจธรรมอะไร ๆ โดยความเป็นอัตตา 

 
        พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 295      ข้อที่มิใช่ฐานะ  มิใช่โอกาส  คือ  บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ   พึงเข้าใจธรรม

อะไร ๆ โดยความเป็นอัตตา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้

แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจธรรมอะไร  ๆ   โดยความเป็นอัตตา  นั่นเป็นฐานะที่มีได้

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
chackapong
วันที่ 6 เม.ย. 2550

    คำถามผมคล้ายๆ ถามเอง ตอบเอง คงเป็นเพราะความลังเลสงสัย  อีกทั้งสับสน วนไปวนมา  เป็นความพยายามเข้าใจอนัตตาโดยใช้อัตตา  และดูเหมือนจะตรงกับคำตอบสุดท้ายที่ว่า  ปุถุชนพึงเข้าใจธรรมอะไร ๆโดยความเป็นอัตตา

 

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๑- หน้าที่ 295

        ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ พึงเข้าใจธรรม

อะไร ๆ โดยความเป็นอัตตา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้

แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจธรรมอะไร ๆ โดยความเป็นอัตตา นั่นเป็นฐานะที่มีได้

 

    เป็นประโยชน์มากเพราะผมเข้าใจว่า เรื่องอนัตตา เป็นจุดสำคัญสำหรับศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียว    (เท่าที่ทราบว่าไม่มีพระเจ้า   และปฎิเสธอัตตา)    ถ้าไม่เข้าใจเรื่องอนัตตา ก็ไม่ทราบว่าศาสนาพุทธเป็นอย่างไร  ผมมีเหตุให้ต้องฟังมากขึ้นอีก ถือว่าโชคดีที่ได้ถามคำถาม    ขอขอบพระคุณทุกท่านที่แสดงความเห็น

 

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
suwit02
วันที่ 17 มี.ค. 2552

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
pamali
วันที่ 1 ก.ค. 2553

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 3 ก.พ. 2557

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ และขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ