ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๖๒
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  28 มิ.ย. 2563
หมายเลข  31994
อ่าน  423

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

** ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๖๒
**



~ไม่ว่าสมัยไหน จะต้องไม่มีสำนักปฏิบัติเมื่อเข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เครื่องวัดก็คือว่าตราบใดที่คิดว่าต้องมีสำนักปฏิบัติหรือควรมี นั่นคือ ไม่เข้าใจพระธรรม เพราะเหตุว่า มีสำนักปฏิบัติเมื่อไหร่ เป็นวิปัสสนาเขาบอก ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ถ้าเข้าใจว่าปฏิบัติธรรมโดยไม่เข้าใจธรรม ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ผิด แน่นอน แล้วก็เป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

~ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูก และเมื่อนั้นแหละจะได้รู้คุณจริงๆของความประเสริฐยิ่งที่ไม่มีใครเปรียบที่สามารถที่จะเกื้อกูลอนุเคราะห์ให้สัตว์โลกสามารถเข้าใจถูกต้องได้ซึ่งยากแสนยากที่จะเข้าใจได้


~การสนทนาธรรม เพื่อเปิดเผยความจริงซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ๔๕ พรรษาอย่างละเอียดยิ่ง แล้วใครล่ะคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า? ผู้ที่ตรัสรู้ความจริงซึ่งไม่มีใครเทียบได้เลย ไม่มีใครเปรียบได้เลย เพราะฉะนั้น  คำนั้นต้องเป็นคำจริง ยากที่จะรู้ได้ พระองค์ต้องอาศัยกาลเวลาที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี (ความดีที่จะทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส) เพื่อรู้ความจริงและทรงพระมหากรุณาแสดงความจริงให้คนที่ฟังเริ่มคิดเริ่มไตร่ตรองเริ่มเข้าใจเริ่มมีสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย คือ ความเห็นถูกความเข้าใจถูก  

~ความเห็นถูกความเข้าใจถูก เป็นสมบัติที่ล้ำค่าของแต่ละคน เพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะทำความเห็นถูกให้กลับกลายเป็นความเห็นผิดได้ เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจจริงๆ ว่า ประโยชน์สูงสุดในชีวิต ไม่ใช่อย่างอื่นเลย ไม่ใช่ลาภ ยศ ไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่คำสรรเสริญ แต่เป็นความรู้ถูกต้องในสิ่งที่มีซึ่งไม่เคยรู้และรู้ไม่ได้ถ้าไม่ได้ฟังคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องละเอียดชัดเจนจนประจักษ์แจ้งได้ นั่นเป็นการพิสูจน์ว่าคำนั้นเป็นคำจริงเพราะสามารถที่จะรู้ได้ 

~ธรรมทั้งหมดเลย มีจริง แล้วก็ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ถ้ามีความมั่นคงว่าไม่มีเรา จะทำให้เกิดความเบาสบายขึ้นอีกไหม? ไม่เดือดร้อนเลย เป็นธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้นแล้วแต่จะเป็นอะไร บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะต้องเป็นไปตามเหตุ แต่ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครเลย เป็นธรรมที่ต้องเกิดขึ้นเป็นไป คือ เพียงเกิดขึ้นแล้วดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ไม่มีอีกเลย นี่แหละคือ ความจริงแท้

~พฤติกรรมต่างๆ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่ไม่ถูกไม่ควร ทั้งหมดมาจากกิเลส (เครื่องเศร้าหมองของจิต)

~ท่านมีกาย วาจา ไว้สำหรับทำอะไร ไม่ควรที่จะมีไว้สำหรับเพื่อที่จะให้อกุศลเจริญขึ้น แต่ควรที่จะมีไว้สำหรับเจริญกุศลทุกประการ ซึ่งจะเป็นบารมี (ความดีที่จะทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส) สำหรับที่จะให้ดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉท (ถอนขึ้นได้อย่างเด็ดขาดไม่เกิดอีก)

~กุศลจิตจะทำให้ท่านไม่ลืมการที่จะสงเคราะห์ผู้ที่ควรสงเคราะห์ทั้งหลาย ตั้งแต่มารดาบิดา ตลอดไปจนถึงบุคคลในบ้านและบุคคลอื่นซึ่งถ้าเป็นบุคคลที่ห่างไกลออกไปก็เป็นการสงเคราะห์สังคมทั้งหมด

~
เวลาที่มีโลภะเกิดขึ้น เต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน ยินดีพอใจ ขณะนั้นไม่เบื่อหน่ายด้วยกำลังของโลภะ ซึ่งเป็นอกุศล อกุศลที่สะสมมามีกำลังมากทีเดียว บางท่านที่ว่าไม่มีแล้วโลภะ น้อยลงไปแล้ว ขอให้ได้พบปัจจัยที่เหมาะสมเถอะ จะเห็นเรี่ยวแรงกำลังมหาศาลของโลภะ ซึ่งยังมีกำลังอยู่มาก ยังไม่ได้ดับไปเป็นสมุจเฉท

~
เวลาที่อกุศลธรรมปรากฏตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพศหนึ่งเพศใด แต่เป็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง คือ อกุศลธรรมซึ่งกำลังเป็นอารมณ์ในขณะนั้น จิตก็สามารถจะระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเกิดเมตตา แทนที่จะเป็นโทสะ เพราะไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่ปรากฏ แล้วถ้า (เขา) เป็นอกุศลกรรม ก็น่าสงสาร น่าเมตตา น่ากรุณา น่าจะอนุเคราะห์สงเคราะห์ กว่าที่จะให้จิตใจของท่านเดือดร้อนด้วยอกุศลธรรม

~
ความตาย ต้องมีกับทุกคน เขาตายได้ เราก็ตายได้ แล้วแต่ว่าใครจะตายเมื่อไหร่ วันไหน

~
ขณะใดที่กุศลเกิดขึ้น ก็เป็นกุศล ขณะนั้นจะเป็นอกุศลไม่ได้ ขณะใดที่อกุศลเกิดขึ้นก็ต้องเป็นอกุศล แล้วจิตก็เกิดดับสืบต่อกันรวดเร็วเหลือเกิน ยากเหลือเกินที่ใครจะไปจับจิตของใครมารู้ว่าขณะนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล เพราะฉะนั้น ตนเองเท่านั้นจะทราบตามความเป็นจริง

~
ถ้าท่านยังเป็นคนที่ย่อหย่อน เกียจคร้านในการกุศล ลำบากจัง เหนื่อยนัก หรือว่าเสียเวลามาก หรือว่าลำบากนิดหน่อยก็แล้วแต่ในความรู้สึกของท่าน ขณะนั้นเป็นอกุศล ถูกครอบงำแล้วด้วยอกุศล กุศลจึงเกิดไม่ได้

~
บางท่านจะรู้ได้ว่า พอเวลาผ่านไป ท่านก็เกิดเสียดายโอกาสของกุศลที่ควรจะได้กระทำ แล้วก็ไม่ได้กระทำ เพราะขณะนั้นเป็นผู้ที่ย่อหย่อน เกียจคร้านในกุศล เพราะฉะนั้น ก็ควรที่จะระลึกถึงวิริยบารมี(ความเพียร) และสะสมวิริยบารมี เพื่อที่จะละคลายอกุศล

~
ในชีวิตประจำวัน วันหนึ่งๆ เคยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่นไหม ในขณะนั้นมีความหวังดีที่จะให้เขามีความสุข เขายังไม่ได้มีความทุกข์อะไร แต่ท่านก็มีจิตเมตตาอนุเคราะห์ที่จะให้เขามีความสุข ขณะนั้นเป็นเมตตา ความหวังดีต่อคนอื่น แต่ว่าถ้าขณะใด คนใดกำลังทุกข์ร้อน เดือดร้อน ท่านเกิดความกรุณาใคร่ที่จะให้บุคคลนั้นพ้นจากความทุกข์ มีการช่วยเหลือบุคคลที่ป่วยไข้ได้เจ็บ การรักษาพยาบาลบุคคลที่กำลังเจ็บป่วย  นั่นคือ ความกรุณาที่ใคร่จะให้บุคคลนั้นพ้นทุกข์

~
ทุกคนย่อมเป็นไปตามกรรมของตน ถ้ามีเมตตา ก็น่าสงสารคนที่ทำอกุศลกรรม เพราะเขาย่อมได้รับผลของอกุศลกรรมนั้น แล้วท่านก็จะไม่เดือดร้อนใจ ไม่ใช้วาจาที่ไม่สมควรหรือวาจาที่รุนแรงแก่บุคคลนั้น เพราะขณะนั้นมีเมตตา รู้ว่า บุคคลนั้นย่อมได้รับผลของอกุศลกรรม

~
ทุกคนอยากจะมีกุศลจิต เพราะรู้ว่าอกุศลจิตวันหนึ่งนี้มากเหลือเกิน แต่ว่าทำอย่างไรจึงจะพ้น หรือว่าจะมีกุศลจิตเกิดแทนอกุศล ถ้าไม่มีปัญญาที่จะรู้หนทาง ขณะนั้นก็ยาก ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะให้จิตเป็นกุศลเกิดขึ้น จิตที่เป็นกุศลก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น กุศล จะเจริญให้เพิ่มพูนขึ้นโดยปราศจากปัญญา ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

~
โกรธ ดีไหมโกรธ ไม่ดีแน่นอน แล้วก็ยังโกรธ มีหนทางที่จะไม่โกรธ แต่หนทางนี้ ต้องอาศัยบารมีความอดทนที่รู้ว่า จะไม่โกรธได้อย่างไรในเมื่อสะสมความโกรธมานานแล้ว แล้วก็เป็นคนที่โกรธง่ายด้วย ก็รู้ตัวเอง เพราะฉะนั้น การเข้าใจถูกตามความเป็นจริง ก็จะค่อยๆ เห็นโทษของอกุศล 

~ธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นได้ เพราะฉะนั้น สัจจะที่มั่นคงในความถูกต้อง ก็จะทำให้ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ จะให้ผิดมาเป็นถูกไม่ได้ แล้วสิ่งที่ถูกแล้วจะบอกว่าผิดก็ไม่ได้ นี่คือสัจจะ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความตรง ไม่มีทางที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~จะต้องศึกษทุกคำ (ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ด้วยความจริงใจ ด้วยความตรงที่จะรู้ว่าถ้าเราขาดการไตร่ตรอง เราจะเข้าใจผิดซึ่งเป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้น จึงต้องศึกษาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง.

** ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ **


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๖๑



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในความดีของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
วันที่ 28 มิ.ย. 2563

ขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
panasda
วันที่ 28 มิ.ย. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 28 มิ.ย. 2563

กราบอนุโมทนาค่ะ

พระธรรมยิ่งเปิดเผยยิ่งรุ่งเรือง

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
natthayapinthong339
natthayapinthong339
วันที่ 28 มิ.ย. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Tuangporn
Tuangporn
วันที่ 29 มิ.ย. 2563

กราบขอบพระคุณอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์และอาจารย์ผู้ถ่ายทอดธรรมทุกๆท่านของบ้านธรรมะด้วยความเคารพยิ่ง

 กราบอนุโมทนาสาธุในความดีงามเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก

กราบสาธุค่ะ  

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
jaturong
วันที่ 29 มิ.ย. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
มกร
มกร
วันที่ 1 ก.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 2 ก.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ