เป็นคนเผลอสติบ่อย ขี้หลงขี้ลืม สมาธิสั้น แก้อย่างไรครับ
 
apiwit
apiwit
วันที่  15 พ.ค. 2563
หมายเลข  31863
อ่าน  142

คือ ผมเป็นคนที่ใจลอยเก่ง จิตมันชอบฟุ้งซ่านคิดนู่นคิดนี่อยู่เรื่อย แม้จะฟังพระธรรมมานาน แต่ตรงนี้ก็ยังไม่หาย ก็คิดว่ามันคงเป็นอนัตตา พื้นฐานจิตเราเป็นแบบนี้ จะไปบังคับควบคุมมันก็ไม่ได้ ก็มันอนัตตาแล้วจะไปบังคับได้อย่างไร แต่ทีนี้คือมันส่งผลต่อชีวิตประจำวัน คือ บางครั้งมันทำให้ผมทำผิดพลาดในเรื่องสำคัญ ๆ แล้วพอมันเคยพลาดบ่อย ๆ เข้า มันก็เริ่มรู้สึกไม่ไว้ใจตัวเองก็ก่อเกิดอาการย้ำคิดย้ำทำตามมาทีหลัง เหมือนเป็นกลไกอัตโนมัติที่จะป้องกันตัวเองจากความผิดพลาด แต่เดี๋ยวบางครั้งมันก็ขี้ลืมได้อีก พระท่านก็สอนให้ฝึกสติ แต่ผมรู้ว่ามันฝึกไม่ได้ มันทำให้เกิดไม่ได้ 

อย่างล่าสุดที่ผมลืมนะครับ คือ ผมไปซื้อก๋วยเตี๋ยวกับแม่ แม่ก็ฝากให้ผมช่วยดูแลกระเป๋าสะพาย ประมาณว่าฝากกระเป๋าให้ผมนั่นแหละครับ ผมขี้เกียจสะพายเพราะมันหนัก ก็วางไว้ที่โต๊ะ ผมก็นั่งเฝ้ายืนเฝ้ากระเป๋าอยู่ตรงนั้นแหละครับ แต่สักพักก็ใจลอยอีกละครับ คิดนู่น คิดนี่ คือมันชอบคิดไปเรื่อยเปื่อยของมัน แล้วจู่ๆผมก็เผลอลุกจากโต๊ะไปดูนู่นดูนี่ ดูของที่วางขายอะไรต่ออะไรโดยที่ลืมไปว่ามีหน้าที่เฝ้ากระเป๋าอยู่ กว่าจะนึกขึ้นได้แม่ผมกลับมาพอดีโดนด่าไปเรียบร้อย ซึ่งมันอาจจะฟังดูตลกนะครับแต่ผมรู้สึกเป็นห่วงตัวเองน่ะครับ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปชีวิตจะลำบากเอา ก็เริ่มรู้สึกกังวลเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้นครับ ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะว่าฟังธรรมมานานแล้วครับ แต่สติก็ยังไม่เกิด แค่สติธรรมดายังไม่เกิดคงไม่ต้องพูดถึงสติปัฏฐานหรอกครับ ชาตินี้หมดโอกาสไม่มีทางเกิดแน่นอน คงต้องฟังพระธรรมอีกหลายชาติมาก แต่ทีนี้ที่เป็นห่วงก็คือ แค่สติในชีวิตประจำวันนี่แหละครับ จึงอยากขอคำชี้แนะว่าจะทำอย่างไรจะเป็นเหตุปัจจัยกระตุ้นให้สติเกิดบ่อยขึ้น ไม่เผลอไม่หลง มีจิตตั้งมั่น เพื่อที่จะได้ลดความผิดพลาดต่าง ๆ ในชีวิตให้ลดลงน่ะครับ อยากขอคำชี้แนะที่ถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาน่ะครับ จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนหรือสามารถปรับใช้ได้แค่ไหนก็คงขึ้นอยู่กับวิบากกรรมหรือว่าสติปัญญาของผมเองที่เคยสั่งสมมาครับ

 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 16 พ.ค. 2563

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

โดยปกติในชีวิตประจำวันอกุศลก็เกิดมากอยู่แล้ว เป็นธรรมดาสำหรับความเป็นปุถุชน   เป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้น  จึงไม่มีที่พึ่งอื่นเลย นอกจากฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญาต่อไป ค่อยๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย   เมื่อฟังพระธรรมบ่อยๆ  เนือง ๆ  การคิด ไตร่ตรองถึงพระธรรมที่ได้ยินได้ฟัง ก็ย่อมจะมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น แทนที่จะคิดฟุ้งซ่านด้วยเรื่องอื่น  ครับ 

...ยินดีในความดีของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ประสาน
วันที่ 17 พ.ค. 2563

สาธุๆๆอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ประสาน
วันที่ 17 พ.ค. 2563

สาธุๆๆอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Artwii
Artwii
วันที่ 21 พ.ค. 2563

ขอบพระคุณครับ ขออนุโมทนทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ