ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๔๐
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  26 ม.ค. 2563
หมายเลข  31491
อ่าน  1,079

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน  เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้

** ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๔๐**



~
ชีวิตที่ไม่สงบของพระภิกษุ มาจากการรับเงินและทอง เพราะเหตุว่าการสละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต ก็แสดงอยู่แล้วว่าเป็นผู้ที่สละทุกอย่างที่จะทำให้ไม่สงบ เพราะฉะนั้น เงินทอง เป็นจุดเริ่มของการที่จะมีความประพฤติที่เต็มไปด้วยกิเลสและความไม่สงบ

~โจรก็ไม่ได้ปล้นทุกวัน แต่สมณะที่ไม่ใช่สมณะปล้นทุกวันหรือเปล่า ปล้นอาหารที่ชาวบ้านให้จากเขาให้เพื่อให้ผู้ที่เป็นสมณะจริงๆ บริโภคเพื่อศึกษาพระธรรมพระวินัย แต่โจรนี้ก็ปล้นทุกวันและก็ยังมีอย่างอื่นอีก นี่คือเพียงแค่เรื่องอาหารแล้วเรื่องอื่นอีกล่ะ เพราะฉะนั้น จะไม่เป็นมหาโจรหรือ?

~ถ้าเห็นผู้ที่ครองจีวร  แต่ว่าการกระทำไม่สงบเลยอย่างนั้นเป็นสมณะหรือเปล่า? ก็ไม่เป็น เพราะฉะนั้น พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วทำให้เข้าใจความหมายของผู้สงบตามลำดับ

~ผู้สงบจริงๆ ต้องเป็นขณะนั้นไม่ใช่อกุศลธรรม และสงบจริงๆ ถึงที่สุด คือ เป็นผู้ที่ไม่มีกิเลส  ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่บางครั้งก็สงบเป็นกุศล บางครั้งก็ไม่สงบเป็นอกุศล เพราะฉะนั้น เราจะรู้อย่างนี้ได้อย่างไร ถ้าเราไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~สงบ ไม่ง่าย เพราะว่าสะสมที่จะไม่สงบมานานแสนนาน เพราะฉะนั้น แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประโยชน์สูงสุด คือให้รู้ความจริงซึ่งไม่สามารถที่จะรู้เองได้และต้องเป็นผู้ที่ละเอียดรอบคอบ

~เมื่อมีคนที่ทำผิด เป็นที่ติเตียนของสังคม จิตของท่านคิดอย่างไร ถ้าคิดช่วยกันกระหน่ำซ้ำเติมบุคคลนั้น จะเห็นได้หรือไม่ว่าขณะนั้นเข้าใจผิดว่าอธรรม(อกุศลธรรม)ดีกว่าธรรม(กุศลธรรม) เพราะในขณะที่ช่วยกันกระหน่ำซ้ำเติมนั้นเป็นอกุศลธรรม ไม่ใช่กุศลธรรม    ถ้าเป็นกุศลธรรมแล้วย่อมทำให้เกิดสติระลึกได้และมีเมตตา มีความอดกลั้น มีความอดทน แทนที่จะช่วยกันให้เกิดอกุศลหรือโทสะเพิ่มขึ้น

~ถ้าบุคคลนั้นกระทำกายทุจริตหรือวจีทุจริตก็ตาม ทำไมเราจะต้องโกรธ ในเมื่อที่จริงแล้วบุคคลนั้นน่าสงสารที่สุด ที่ว่า เขาจะต้องได้รับผลของกรรม ถ้านึกถึงภาพของบุคคลนั้นที่จะต้องอยู่ในนรก ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส จะเกิดความกรุณาในผู้กระทำกายทุจริตและวจีทุจริต ในขณะนั้นท่านก็จะไม่โกรธเหมือนกัน เพราะรู้สึกเห็นใจสงสารจริงๆ

~เป็นของที่แน่นอนที่สุด คือ เรื่องของกรรม ถ้าใครทำกุศลกรรม ถึงคนอื่นจะไปขอร้องไม่ให้กุศลกรรมให้ผล ก็เป็นไปไม่ได้ หรือว่าถ้าใครทำอกุศลกรรม ถึงใครจะไปช่วยกันอ้อนวอน ขอร้องอย่าให้บุคคลนั้นได้รับผลของอกุศลกรรม ก็เป็นไปไม่ได้เลยเหมือนกัน

~ผู้ที่กำลังฟังพระธรรมทั้งหมด เป็นผู้ที่ต้องการเข้าใจความจริง ซึ่งเป็นความถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องละความไม่รู้และละกิเลส ที่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งกล่าวถึงสภาพธรรมโดยละเอียดโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น ประโยชน์อยู่ที่คนที่เข้าใจ

~พระพุทธศาสนาคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นคำสอนที่จะนำไปสู่การรู้ความจริงของทุกอย่างจนกระทั่งสามารถที่จะขัดเกลาความไม่รู้ตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติให้ค่อยๆ น้อยลง  เพราะเหตุว่า  ความไม่รู้ทำให้เกิดความไม่ดีทั้งหมด ความไม่รู้ความจริง จะนำไปสู่ความดีจนถึงที่สุดไม่ได้

~ถ้าได้ยินใครว่าเราโง่ ถ้าเข้าใจถูก เขาเตือนใช่ไหมให้รู้ว่าเราโง่
จะโกรธเขาหรือในเมื่อเขาเตือนถูก


~ขณะนี้ถ้าใครทำประโยชน์เพื่อคนอื่นขัดเกลากิเลสและศึกษาธรรม
ผู้นั้นก็สงบจากการที่จะไปทำอย่างอื่นใช่ไหม ถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้วไปทำอย่างอื่น อย่างอื่นที่ทำที่ไม่ใช่อย่างนี้ ล้วนไม่สงบ  แต่ถ้าทำกิจอย่างนี้เป็นผู้ที่สงบ


~ทุกคำ แต่ละคำต้องศึกษา ต้องเข้าใจอย่างละเอียด เช่น ความหวังดีความเป็นมิตร เมตตา  ก็ต้องรู้ว่าขณะไหนอย่างไร เมื่อมีความเข้าใจแล้ว ความเข้าใจนั่นแหละ ทำให้กายวาจาก็เป็นไปตามความสงบที่เป็นเมตตา แต่ถ้าไม่รู้จักเมตตา บอกให้เมตตา ทำอย่างไรดี บอกเท่าไหร่ก็ไม่เมตตา เพราะไม่รู้จักเมตตา

~ต้องไม่ลืม พระธรรมวินัยยิ่งเปิดเผยยิ่งรุ่งเรือง เพราะว่า จากการที่ไม่เปิดเผย ใครจะเข้าใจได้ แต่เมื่อเปิดเผย มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น พระธรรมวินัยก็รุ่งเรือง เพราะมีคนเข้าใจเพิ่มขึ้น

~มีคนโง่คนไหนบ้างขณะนี้ที่พร้อมที่จะฟังธรรมให้หายโง่ ***

~ถ้าไม่มีการเปิดเผยธรรมให้เข้าใจให้เห็นประโยชน์แล้วก็ไม่มีการชักชวนคนให้ฟังพระธรรม   ก็โง่  ไม่ว่าจะทำอะไรทั้งหมด

~ด้วยการเห็นคุณของพระธรรม จึงได้มีการศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

~ชีวิตที่เป็นไปกับเหตุการณ์ ความโลภ ความโกรธ ความทุกข์ต่างๆ นั่น เป็นธรรมดา เป็นของประจำชีวิต แม้นานมาแล้วก็เป็นอย่างนี้ ปัจจุบันก็เป็นอย่างนี้ เมื่อยังมีกิเลสอยู่ ก็ยังต้องมีทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ไม่ว่าจะเป็นเพศคฤหัสถ์ หรือเพศบรรพชิตก็ตาม

~คนที่เห็นประโยชน์จริงๆ ในชีวิต ก็จะเห็นว่าว่า ทรัพย์สมบัติเอาไปไม่ได้ ทุกอย่างเอาไปไม่ได้ แต่ความดี ความเข้าใจพระธรรม ก็จะนำทางต่อไปให้เป็นคนที่สะสมที่จะเป็นคนที่ดีในชาติต่อๆ ไป จนกว่ากิเลสจะหมด  

~เป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ สำหรับคำนินทาและสรรเสริญ เมื่อเป็นเรื่องธรรมดาอย่างนี้ ใครเสียเวลาเร่าร้อนใจ หวั่นไหว ก็เป็นผู้ไม่ฉลาดเลย เพราะเหตุว่าไม่รู้สภาพธรรมที่เป็นธรรมดาของโลก

~นอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่อยู่ที่คำ แต่อยู่ที่การเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้  จึงระลึกถึงพระคุณ ซึ่งไม่สามารถที่จะเปรียบได้เลยจากที่ตัวเองเป็นคนโง่ไม่รู้มานานในสังสารวัฏฏ์ก็สามารถที่จะเกิดความเข้าใจขึ้นได้ในสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อน นั่นคือ ความนอบน้อมสูงสุด   เพราะฉะนั้น ความเห็นผิดทั้งหมดไม่ใช่การนอบน้อมต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ที่ยังไม่กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะยังมีความเป็นตัวตน สำคัญตน รักตนมากกว่าการรู้ความจริงและมากกว่าการเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~จะนอบน้อมต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ก็ต่อเมื่อเข้าใจคำของพระองค์ ปัญญาไม่กลัว ปัญญาจะไม่ทำสิ่งที่ผิดเลย เพราะมีการรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังมีการกระทำที่ไม่ถูกต้อง หมายความว่า ขณะนั้น  ไม่ใช่ปัญญา

** ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ **

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๓๙



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 26 ม.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 26 ม.ค. 2563

กราบบูชาพระรัตนตรัยที่เคารพยิ่ง

กราบอนุโมทนากุศลจิตในการกล่าวแสดงคำจริงของท่านอาจารย์สุจินต์และอาจารย์วิทยากรค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Khemsai
Khemsai
วันที่ 26 ม.ค. 2563

ขอนุโมทนาในกุศลจิตค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 26 ม.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
peem
วันที่ 26 ม.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
panasda
วันที่ 26 ม.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 27 ม.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
jaturong
วันที่ 27 ม.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 29 ม.ค. 2563

   ..ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ..

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
Nattaya40
Nattaya40
วันที่ 4 ก.พ. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ