ไม่หยุดกล่าวคำจริง_ประมวลสาระสำคัญจากการสนทนาธรรมที่บ้าน นายแพทย์ทวีป-คุณพรทิพย์ ถูกจิตร ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๒
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  10 ธ.ค. 2562
หมายเลข  31362
อ่าน  1,250

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 



ประมวลสาระสำคัญ
จากการสนทนาธรรม

ที่บ้านนายแพทย์ทวีป - คุณพรทิพย์ ถูกจิตร
วันอังคารที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๒




~ที่มีการฟังพระธรรมตั้งแต่ครั้งแรกจนมาถึงทุกวันนี้จนกระทั่งต่อไปอีก ก็คือ เพื่อให้มีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้นว่า ไม่มี ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เกิดขึ้น มีแล้วก็ไม่มี  เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วโลกก็ว่างเปล่า  จะไม่มีอะไรเหลือเลย เมื่อสิ่งนั้นดับไปแล้ว และก็จะไม่มีอะไรเลย ถ้าไม่มีสิ่งนั้นเกิดขึ้น

~เห็นความเป็นอนัตตา ว่า ไม่มีใครทำเลย  ขณะนี้ สิ่งที่มีเกิดแล้วทั้งหมด  เห็นก็เกิดแล้ว ไม่ได้ไปทำให้เกิดขึ้น, เสียงก็เกิดแล้ว ได้ยินก็ดับไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเรารู้แต่หนึ่งขณะจริงๆ อย่างนั้น เมื่อนั้น จะมีเราได้อย่างไร  แต่เพราะไม่รู้อย่างนี้ จึงยังคงเป็นเรา  วันหนึ่งก็ต้องเข้าใจได้ แต่ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ แต่ถ้าไม่ฟังเลย ก็จะไม่มีทางเข้าใจ

~ได้ฟังพระธรรม ก็ดีแล้ว  ถ้าไม่ฟังเลย ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ถูกต้อง

~ค่อยๆ เข้าใจขึ้น มั่นคงขึ้น  แค่เข้าใจก่อน ว่า ไม่มีเรา แต่มีธรรมคือ สิ่งที่มี เพราะมีการเกิดขึ้น  ถ้าไม่เกิดขึ้น  สิ่งนั้นก็มีไม่ได้เลย แล้วใครก็ไปทำให้เกิดไม่ได้  นอกจากมีปัจจัยอาศัยกันและกันเกิดขึ้น  ก็ต้องเกิด  เกิดแล้วก็ต้องดับ

~อย่างน้อยที่สุดก็มีการเห็นประโยชน์ที่ยังคงฟังพระธรรมต่อไป  อันนี้สำคัญมาก

~ต้องละเอียดอย่างยิ่ง  ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดง เพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ว่า กุศลเป็นกุศล อกุศลเป็นอกุศล  แม้ว่าจะเกิดสลับกันอย่างรวดเร็วมาก แต่ก็จะเปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นไม่ได้เลย

~ถ้าไม่เป็นผู้ที่ละเอียดที่จะเห็นอกุศลว่าเป็นอกุศล  เราก็ยังคงมีอกุศลและก็ยังเป็นอกุศลต่อไป  เพราะฉะนั้น   ถ้ากุศลจะเกิด กุศลละเอียดมาก   สิ่งที่เคยทำโดยไม่รู้ว่าเป็นอกุศลก็จะค่อยๆ เห็นว่าเป็นอกุศล  แล้วจึงค่อยๆ เลิก นั่นคือ  ยังไม่ได้เห็นว่าไม่ใช่เรา แต่แม้กระนั้น  ปัญญาก็ยังตรงที่จะรู้ว่าขณะไหนเป็นกุศล ขณะไหนเป็นอกุศล  ใช้กระดาษห้องน้ำ เช็ดมือหรืออะไรก็ตามในที่สาธารณะอย่างไม่คิดเลย เป็นกุศลหรือเปล่า? แล้วยังทำอยู่หรือเปล่า? นี่คือ ความละเอียด ถ้าไม่รู้อย่างนั้น เราจะละอกุศลได้ไหม  ก็เพิ่มอกุศลมากขึ้นเรื่อยๆ เลย  เพราะฉะนั้น  ไม่ใช่เราต้องไปให้เขาบอกเราทำ  แต่การที่เห็นว่าสิ่งนั้นควรหรือไม่ควร  ก็ทำให้รู้ว่า ควรเป็นกุศลดีงาม  คิดถึงคนอื่น คิดถึงอะไรๆ ที่สมควรที่จะทำ

~คนอื่น เขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขามิใช่หรือ  แต่เรา เห็นไหม  ถ้าเล็กๆ น้อยๆ ยังไม่เห็น  แล้วจะเห็นว่าไม่มีเราได้ไหม   เพราะฉะนั้น   ต้องละเอียดอย่างยิ่งทุกอย่าง  ชีวิตประจำวันก็ต้องเป็นกุศลเพิ่มขึ้น  บารมี(คุณความดีที่จะทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส)ทั้งหมด เกิดขึ้น เพราะปัญญา  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดทั้งสิ้น ปัญญานำไปที่จะทำให้ระลึกได้ค่อยๆ เข้าใจถูกต้องขึ้น   แม้ขณะนั้นจะยังไม่ถึงความสมบูรณ์พร้อมที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา   แต่การสละสิ่งที่ไม่ดีไปทีเล็กทีละน้อย  ก็สามารถที่จะเป็นปัจจัยที่จะทำให้สามารถสละการเหนียวแน่น ติด ว่า เป็นเราได้

~ทุกคน ก็โกรธ  แต่ถ้าได้ฟังธรรมเข้าใจมากขึ้น  ความโกรธนั้นสามารถเป็นปัจจัยให้รู้ได้ว่าไม่ใช่เรา  หรือ มิฉะนั้น ก็คิดว่า ความโกรธ  ไม่มีประโยชน์  ซึ่งแต่ก่อนนี้ พอโกรธแล้วไม่เคยคิดอย่างนี้เลย

~เขาทำไม่ดี  แต่เราทำดี ได้ไหม? หรือเขาทำไม่ดี เราก็ไม่ต้องไปช่วยไปแก้อะไรทั้งสิ้น ถ้าเขาลืมเช็ดโต๊ะ เราเช็ดได้ไหม หรือไปเลย ไม่เกี่ยวข้อง? แม้นิดแม้หน่อย ก็แสดงให้เห็น ว่า อย่างนี้ยังทับถมความเป็นเราเพิ่มขึ้นและสะสมกิเลสเพิ่มขึ้น แล้วจะไประลึกได้ว่าไม่เป็นเรา   ก็ต้องเป็นสิ่งที่ยาก

~ได้ยิน  ได้ยินอะไรก็ได้  แต่การได้ยินเสียงที่พูดถึงสิ่งที่มีจริงเท่านั้น   ที่ทำให้สามารถเข้าใจความจริงได้  เพราะฉะนั้น  จึงรู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรม คือ  สิ่งนั้น มีจริงๆ

~ถ้าไม่ได้ยินคำว่าธรรม  จะเข้าใจธรรมไหม?  เพราะฉะนั้น พอได้ยินคำว่า ธรรม  ก็ไม่ใช่แค่ได้ยิน  แต่รู้ว่าพูดว่าอะไร  สิ่งที่มีจริง ไม่ต้องเรียกชื่ออะไรเลย ก็มีจริง เปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น  สิ่งที่มีจริง  กำลังมีจริงๆ   ใครไม่ให้มีก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น  สิ่งที่มีจริง นั่นแหละ เป็นธรรม  ซึ่งใครๆ   ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นได้เลย

~ธัมมตา(ธรรมดา) คือ ความเป็นไปของธรรม  สะสมมาที่จะเป็นอย่างนั้นก็เป็นอย่างนั้น   แต่ก็สามารถสะสมความเข้าใจได้  ต่อไปก็จะมีความเข้าใจเกิดขึ้นรู้ว่า  ไม่ใช่เรา   แต่ถ้าไม่มีการสะสมมาเลย 
จะไม่มีวันถึงวันที่รู้ว่าไม่ใช่เรา

~ในชีวิตของเราในสังสารวัฏฏ์ เราฟังเรื่องธรรมมากพอไหมที่จะเป็นอุปนิสสยโคจร(อารมณ์คือพระธรรมที่ได้ฟังจนกระทั่งเป็นที่พึ่งที่มีกำลัง) จนกระทั่งอารักขาคุ้มครองไม่ให้เราไปในทางที่ผิดหรือในทางอกุศล เพราะฉะนั้น  แต่ละคน ก็จะต้องรู้ตามความเป็นจริงว่าที่เราไม่เกิดอกุศลไม่เห็นผิด เพราะอะไร   ถ้าเราไม่มีการฟังจนกระทั่งเข้าใจมั่นคง อะไรจะคุ้มครองเราไม่ให้ไปในทางที่ผิดได้

~ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำที่จะทำให้เข้าใจความจริงในขณะนี้ ว่า ไม่ใช่เรา

~ต้องไม่ลืมหน้าที่ของพุทธบริษัท ไม่ใช่คนเดียว บริษัทที่เข้าใจพระธรรมแล้วก็มีความหวังดี มีความเป็นมิตรที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง  เพราะฉะนั้น   เมื่อทำด้วยใจที่เห็นแก่คนอื่นที่จะทำให้เขาได้ค่อยๆ เข้าใจถูก  เพื่อที่จะได้เป็นพุทธบริษัทที่ดำรงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  จะกลัวอะไร  ทำไมไม่พูด(คำจริง)  เพราะเหตุว่า  เวลานี้  คนเข้าใจผิด  ถ้าเขามีโอกาสได้ฟังสิ่งที่ถูก ก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในชีวิตของเขาที่เขาจะไม่หลงผิดในชาตินี้  ซึ่งต่อไปชาติหน้าคิดดูก็แล้วกัน ว่า (ถ้าในชาตินี้ไม่ได้ฟังสิ่งที่ถูก เป็นผู้หลงผิด) จะหลงผิดอีกสักเท่าไหร่ ไม่กลับมาอีกเลย ทั้งๆ มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่ฟัง  เพราะฉะนั้น  เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัทที่จะอนุเคราะห์ซึ่งกันและกันที่จะดำรงพระศาสนา  เพราะว่า  เราได้ฟังคำที่ทำให้เราได้เข้าใจว่าอะไรถูกอะไรผิด แล้วก็ถ้าสามารถที่จะทำให้คนอื่นได้ยินได้ฟังคำที่พระองค์ตรัสไว้ทั้งหมด ๔๕ พรรษา   เขาก็จะค่อยๆ ละสิ่งที่ผิด และในที่สุดก็จะเข้าใจถูกกันมากขึ้น  แต่ถ้าไม่มีการกล่าว(คำจริง)เลย   เขาจะเข้าใจถูกได้อย่างไร?

~ประโยชน์มากมายมหาศาล (จากการได้กล่าวคำจริงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง) แก่ใคร? แก่ทุกคนที่มีโอกาสที่จะได้ฟังธรรม     แล้วไม่คิดที่จะให้เขาได้ฟังหรือ? ไม่คิดที่จะให้เขาได้เข้าใจถูกหรือ?  ไม่คิดที่จะดำรงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือ?  ในเมื่อเข้าใจแล้ว ก็ให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย  ถ้าเขาคิดว่าผิดหรือไม่เข้าใจ   ก็เชิญสนทนาฟังความเห็นที่ต่างคนก็ต่างคิด  เพื่อจะได้ตรวจสอบกับพระธรรมวินัย ว่า อะไรถูกต้อง  เมื่อรู้แล้วก็ต้องทิ้งความเห็นของตนซึ่งเป็นความเห็นที่ไม่ถูก

~จะหยุดกล่าวคำจริงได้อย่างไร    ถ้าหยุด  เขาก็ไม่เข้าใจ  แล้วปริมาณของความไม่รู้ก็ต้องเพิ่มขึ้น  แต่ถ้าไม่หยุดกล่าวคำจริง ก็ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  เพราะเหตุว่า  คนที่เข้าใจธรรมแล้ว ก็มี พอที่จะศึกษาต่อไปได้.



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 10 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
panasda
วันที่ 11 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
jurairat.s
jurairat.s
วันที่ 11 ธ.ค. 2562

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 11 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
papon
papon
วันที่ 11 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
talaykwang
talaykwang
วันที่ 11 ธ.ค. 2562

สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 11 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 11 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Tathata
Tathata
วันที่ 11 ธ.ค. 2562

ขอบคุณและอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
kullawat
วันที่ 12 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
jariya.tr
jariya.tr
วันที่ 12 ธ.ค. 2562

กราบขอบคุณและกราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 13 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
Selaruck
Selaruck
วันที่ 14 ธ.ค. 2562

ฟังเมื่อใดก็ไพเราะด้วยอรรถด้วยธรรม

กราบแทบเท้าบูชาพระคุณท่านอาจารย์สุจินต์บริหารวนเขตต์ที่เคารพยิ่ง

กราบอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
Dusita
Dusita
วันที่ 17 ธ.ค. 2562

กราบ อนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ