ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๓๑
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  24 พ.ย. 2562
หมายเลข  31327
อ่าน  592

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน  เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้


** ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๓๑**



~ถ้ารู้จักว่าพระภิกษุคือใคร จะไม่มีผู้ใดให้เงินแก่พระภิกษุเลย ไม่ใช่เงินอย่างเดียว ทรัพย์สินเงินทองทั้งหมด ไม่ควรแก่ผู้ที่เป็นภิกษุ เพราะเหตุว่า ภิกษุคือผู้ที่สละความติดข้องในชีวิตของคฤหัสถ์ทั้งหมด สละทรัพย์สมบัติ สละมารดาบิดาวงศาคณาญาติ ความรื่นเริงอย่างคฤหัสถ์ สู่เพศที่สงบ

~ขณะใดที่กุศลมีกำลัง ขณะนั้นอกุศลก็เกิดไม่ได้ แต่กำลังก็ต้องค่อยๆ สะสมเพิ่มขึ้น แม้แต่กำลังที่จะมาฟังธรรม มีแล้ว เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าขณะใดที่ไม่ได้มาฟังธรรม หรือ ไม่ได้ฟังธรรม อะไรมีกำลัง ก็คือ อกุศลมีกำลัง แล้วทั้งกุศล และ อกุศล มาจากไหน ก็ต้องมาจากการที่ค่อยๆ เกิดค่อยๆ มี เพิ่มมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

~เพราะความไม่รู้ จึงทำให้ชีวิตดำเนินไปด้วยความไม่รู้   แต่ถ้ามีความรู้  คือ   ปัญญาเพิ่มขึ้น  จากที่ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว  อะไรผิด อะไรถูก    ชีวิตก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ถูกที่ควร คล้อยตามปัญญาที่    ค่อย ๆ เจริญขึ้น  ทำให้พ้นจากความประพฤติที่จะเป็นเหตุนำความทุกข์มาให้

~คนที่มีกิเลสมาก ๆ แล้วกิเลสลดน้อยลง หรือ สามารถดับได้อย่างเด็ดขาด ด้วยอะไร? ต้องเป็นปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูก

~ให้ทราบว่า กิเลส ละเอียดมาก ที่ปรากฏให้เห็นในแต่ละวัน ที่เรารู้ว่ามากมายมหาศาล ยังน้อยกว่าความเป็นจริง เหมือนกับสิ่งที่อยู่ใต้มหาสมุทร เมื่อไม่โผล่ ก็ไม่เห็น

~ต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาท แล้วก็เห็นโทษเห็นภัยของอกุศลจริงๆ ว่า ถ้าวันนี้ยังไม่เห็นโทษของอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย วันต่อๆไป อกุศลก็ย่อมเพิ่มพูนขึ้น

~เรื่องของอกุศลธรรม เป็นสิ่งที่มีมาก และถ้าไม่ทราบจริงๆว่า ตัวท่านมีอกุศลมากเพียงไรแล้ว การที่จะละกิเลสย่อมเป็นสิ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้ แล้วในวันหนึ่งๆ ก็มีอกุศลธรรมหลายประการ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่า ท่านเป็นผู้ที่ยังมีอกุศลธรรมที่จะต้องละคลาย ขัดเกลาจนกว่าจะดับสิ้นเป็นสมุจเฉท (ถอนขึ้นได้อย่างเด็ดขาด)

~กิเลสมากมาย เหนียวแน่น หนาแน่น และติดแน่นด้วยอยู่ในจิตเลย ที่จะเอาออกไปได้ไม่ใช่วิสัยของอกุศล แต่ต้องเป็นปัญญาด้วยที่มีความเข้าใจถูกต้อง และอบรมคุณความดีทุกอย่าง

~การกล่าวถึงสิ่งที่ผิดว่าผิด การกล่าวถึงสิ่งที่ถูกว่าถูก เป็นการอนุเคราะห์คนอื่น ด้วยความเป็นมิตรด้วยความหวังดีที่จะให้เขาเข้าใจได้ถูกต้องว่าอะไรถูก อะไรผิด

~ถึงเวลาที่จะให้ทุกคนที่ไม่รู้พระธรรมวินัยได้เข้าใจถูกต้องว่าอะไรถูก อะไรผิด เมื่อเป็นผู้ที่ตรง ก็จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำสิ่งที่ถูกต้อง คือ สิ่งใดที่ผิดจากพระธรรมวินัย ก็ไม่ส่งเสริม ทุกคนถ้าเข้าใจถูก ก็พูดถูก ทำถูก

~การที่กุศลจะเจริญขึ้นได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่เห็นคุณจริงของกุศลธรรมที่จะเป็นไปเพื่อการขัดเกลาอกุล จึงไม่ว่างเว้นจากโอกาสที่จะได้สะสมความดีในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสของความดีประเภทใดก็ตาม

~การทำความดี ไม่มีใครรู้เลย ว่า ทุกครั้งที่ทำ เป็นการสละความไม่ดี และอยากไม่ดี น้อยลงไหม ก็มีหนทางเดียว คือ ทำดีขณะใด สละความไม่ดี ขณะนั้น

~เขามีกิเลส   แล้วเรามีกิเลสหรือเปล่า   หรือเฉพาะคนอื่นมีกิเลสแล้วเราจะอยู่ร่วมกับคนที่มีกิเลสอย่างไร  เหมือนกับว่าเราไม่มีกิเลสหรือเปล่า?

~สิ่งที่ควรกลัว ไม่ควรทำ ก็คือ อกุศล

~ขณะที่ไม่ให้อภัยเป็นโทษกับใคร? ก็เป็นโทษกับผู้นั้น ก็สะสมไปใครๆก็เอาออกไม่ได้   ตราบใดที่ยังไม่ให้อภัย  เพราะฉะนั้น ปัญญาเห็นโทษของอกุศล  รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรเลยทั้งสิ้นและ กั้นกุศลด้วย

~เบิกบาน เมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้อง   เทียบไม่ได้กับได้สมบัติมาหน่อยหนึ่งก็เบิกบานใจ  ได้อาหารอร่อยมาหน่อยหนึ่งก็เบิกบานใจ   เทียบไม่ได้เลย   เพราะฉะนั้น    ก็จะเห็นได้จริงๆ ว่า  คำสอนที่จะอันตรธาน(สูญสิ้น) ถ้าไม่มีใครเข้าใจแน่นอนเพราะฉะนั้น   ถ้ามีความเข้าใจแล้วก็ช่วยให้คนอื่นพ้นจากความเห็นผิด   เพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสได้ฟังคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อ ไป   และก็เป็นผู้ที่รู้ว่า   ความจริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้

~ทั้งชีวิตถ้าสามารถที่จะช่วยให้ใครได้มีโอกาสเข้าใจถูกต้อง  ก็เท่ากับทำให้เขาพ้นจากความเห็นผิดอีกมากมายมหาศาลที่จะต้องเกิดขึ้นในสังสารวัฏฏ์แล้วก็เห็นผิดไปอีกเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น    มีโอกาสที่จะได้ฟังคำที่ถูกต้อง   ต้องไม่ประมาทแล้วก็รู้ว่าคุณค่าของการที่ได้เกิดมา ก็คือ ตรงที่ได้เข้าใจธรรม เพราะทุกอย่างหมดแล้วแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย

~คนส่วนใหญ่ชินต่อการที่จะตาม  แต่ไม่ชินกับการที่จะไตร่ตรองคิดนึกละเอียดจนกระทั่งเป็นความเข้าใจถูกต้อง ว่า อะไรถูก อะไรผิด 

~พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทรงตรัสรู้และทรงแสดง ลึกซึ้งเพียงใด   ตลอด ๔๕ พรรษา เพื่ออนุเคราะห์คนที่ไม่ยังได้เข้าใจธรรม  ให้ได้ค่อยๆเข้าใจขึ้น

~เราไม่รู้ว่าเราจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ เย็นนี้ก็ได้  พรุ่งนี้ก็ได้  เพราะฉะนั้น  ทุกขณะมีค่าจริงๆเพราะเหตุว่า  ความเข้าใจขณะนี้หนึ่งขณะก็จะทำให้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นมากขึ้น  เพราะถ้าขาดหนึ่งขณะเดี๋ยวนี้ จะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร  และไม่มีอะไรที่จะดีในการที่ยังมีชีวิตต่อไปเท่ากับการที่เข้าใจถูกตามความเป็นจริงซึ่งไม่สามารถที่จะคิดเองได้  นอกจากทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้เข้าใจความจริงเพิ่มขึ้น

~จาคะ คือ การสละ ตั้งแต่เริ่มสละวัตถุซึ่งไม่ยากเท่ากับสละความเป็นเรา ความเป็นตัวตน  เพราะความเป็นตัวตน มากมายมหาศาลแล้วก็เหนียวแน่นมาก

~ชีวิตไม่มีค่าถ้าไม่ได้เข้าใจธรรม(สิ่งที่มีจริง) แล้วถ้าได้เข้าใจธรรมแล้ว ชีวิตมีค่าขึ้น และถ้าเข้าใจจนกระทั่งสามารถที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องด้วย ชีวิตนั้นก็มีค่าด้วย มากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น คนที่ได้เข้าใจธรรม ก็จะมีชีวิตอยู่ โดยการไม่หยุดที่จะฟังศึกษาด้วยความเคารพ อบรมปัญญาจนกระทั่งสภาพธรรมปรากฏตามความเป็นจริง และทั้งหมด ก็จะเห็นว่า ชีวิตไม่มีอะไรเหลือเลย เพียงแต่มีแล้วก็ดับไปแล้วก็เปลี่ยนไป

~ทุกอย่างเกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้น จะเป็นเราหรือจะเป็นของใคร ไม่ได้ ข้อสำคัญ คือ ต้องเกิดอีก ต้องมีคนใหม่ที่มาจากคนนี้ ดีชั่ว อย่างไร ที่ได้สะสมไว้ในชาตินี้ และในชาติก่อนๆ ก็จะติดตามสืบต่อไป เป็นคนต่อไป เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นโทษของความไม่ดี ชาตินี้ก็เป็นคนดีที่สุด เท่าที่จะดีได้ ด้วยการเข้าใจธรรมขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

~เกิดมาแล้ว จากโลกนี้ไปแน่นอน แต่ว่าขอให้ได้เป็นคนดีและเข้าใจธรรม แต่ไม่ลืมความเป็นอนัตตา(ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น) ทำอย่างดีที่สุด ผลจะเป็นอย่างไร ก็เป็นอนัตตา แต่จะห้ามไม่ให้ทำความดีได้ไหม ในเมื่อสะสมมาที่เห็นคุณของความดี คนนั้นก็จะทำสิ่งที่ดี

~กิเลสทั้งหลาย อยู่ที่ไหน? อยู่ที่ใจ ใครก็เอาออกไม่ได้ ความไม่รู้และกิเลสทั้งหมดที่สะสมมา ดี ชั่ว อยู่ที่ใจ แต่สิ่งที่ควรพลัดพรากจากไป ก็คือ อกุศลและความไม่รู้ ใครเอาออกไปได้ไหม ถ้าไม่ใช่ปัญญา(ความเข้าใจถูกความเห็นถูก)

~อวิชชา คือ ความไม่รู้ วิชชา คือ ความรู้ เพราะฉะนั้น เมื่อ วิชชา คือ ความเข้าใจถูก ความเห็นถูก เกิด มีหรือที่จะทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะความรู้ แต่เนื่องจากความไม่รู้ ยังมีอยู่มาก เพราะฉะนั้น สิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด ไม่ได้เกิดจากความรู้ความเข้าใจ ไม่ได้เกิดจากปัญญา แต่เกิดจากอวิชชาที่สะสมมา ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้น ความที่จะประพฤติทางกาย ทางวาจา ที่ผิด ก็มี จนกว่าจะดับอวิชชาหมด

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ทำให้ค่อยๆ มีความเห็นที่ถูกต้อง เกิดปัญญา มีความรู้ ว่า อะไรถูก อะไรผิด อะไรควรหรือไม่ควร ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่า ถ้าหลงเข้าใจ ว่า สิ่งที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่ดี คนนั้นก็ทำชั่ว ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ใดๆ เลย.

** ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ **

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๓๐

 



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
jaturong
วันที่ 25 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 25 พ.ย. 2562

กราบอนุโมทนาในกุศลจิตทุกขณะที่เข้าใจพระธรรมที่ทรงตรัสรู้

ความเข้าใจถูกเห็นถูกจึงเป็นทางที่จะรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ได้

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
jariya.tr
jariya.tr
วันที่ 25 พ.ย. 2562

   กราบขอบคุณและกราบอนุโมทนาในกุศลวิริยะของอ.คำปั่นค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
มกร
มกร
วันที่ 25 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Ratchaneekul
Ratchaneekul
วันที่ 25 พ.ย. 2562

กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์สุจินต์ที่มุ่งมั่น มั่นคงอย่างไม่หวั่นไหว ในการถ่ายทอดความจริง ความกระจ่างในหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างตรงที่สุด และ ถูกต้องที่สุด และ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์คำปั่นที่รวบรวมและแบ่งปันธรรมบรรยายจากท่านอาจารย์สุจินต์เป็นอย่างสูง...ทำให้ชีวิตมีแสงสว่างนำทางในทุกๆขณะค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 25 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
siraya
วันที่ 27 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 27 พ.ย. 2562

    ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 27 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ