ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๓๒
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  1 ธ.ค. 2562
หมายเลข  31338
อ่าน  522

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน  เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้


** ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๓๒**



~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงให้เห็นความจริงว่า ธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศล มี และ ธรรมที่เป็นกุศล ก็มี แต่ว่าตราบใดที่ศรัทธายังไม่มั่นคง อกุศลก็ต้องเกิดมาก เช่นทุกวัน ใช่ไหม? เพราะฉะนั้น การได้ฟังอย่างนี้ ก็เป็นการเตือนให้แต่ละคนไม่ประมาทที่จะเห็นโทษของอกุศลและเห็นประโยชน์ของกุศลแม้เพียงเล็กน้อย

~ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่จะให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะเหตุว่า ถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีหรือที่กุศลทั้งหลายจะเจริญขึ้น

~ประมาทไม่ได้เลย ขณะใดก็ตามที่เป็นโอกาสที่กุศลจิตจะเกิด ถ้าทิ้งโอกาสนั้น พลาดโอกาสนั้น
(โอกาสของกุศล)ก็หมดไป แต่ละหนึ่งขณะๆ มากไหม เพราะฉะนั้น ก็ฟัง(พระธรรม)เพื่อให้รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง เพื่อที่จะได้เป็นผู้ที่มั่นคงในกุศล

~คนที่ไม่เข้าใจธรรม มีมาก และคนที่เข้าใจธรรมผิด ก็มีมาก หนทางเดียวที่เป็นผู้ที่หวังดีต่อคนที่ไม่เข้าใจธรรมหรือเข้าใจธรรมผิด ก็คือ มีความเป็นมิตรที่จะให้สิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น สิ่งใดก็ตามที่ได้ศึกษาแล้ว ถูกต้อง ก็ควรที่จะให้คนอื่นได้รับฟังด้วย

~ขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิด ขณะนั้นจะสงบไม่ได้เลย

~เราต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่า เมื่อยังไม่ได้ศึกษาพระธรรม ไม่เคยรู้ตัวว่า มีกิเลสมากแค่ไหน มีอกุศลจิตมากแค่ไหน ต่อเมื่อได้ศึกษาแล้วจึงรู้ว่า ขณะใดที่กุศลไม่เกิด ขณะนั้นเว้นจิตที่เป็นวิบาก คือ เป็นผลของกรรมแล้ว เป็นอกุศลหมดเลย 

~ชอบดอกไม้สวยๆ เป็นอะไรไม่เคยคิดเลยว่า อกุศลแล้ว ตื่นขึ้นมาก็อาหารอร่อยไหม  วันนี้จะทำอะไรบ้าง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยเรื่องของโลภะทั้งนั้น ความต้องการ ความปรารถนา ความติดข้อง เวลาที่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็เป็นโทสะ ความโกรธหรือความไม่พอใจมีทุกระดับ ตั้งแต่เห็นฝุ่นนิดเดียว ขณะนั้นถ้าสังเกตความรู้สึก จะรู้ได้เลยว่า จิตใจไม่ผ่องใส ขณะนั้นก็เป็นอกุศลแล้ว เพราะฉะนั้น  ถ้าเห็นคนที่ไม่พอใจ ยิ่งกว่าเห็นฝุ่นเล็กๆน้อยๆ  ความไม่ชอบใจ ความรำคาญใจ กระวนกระวายใจ ก็ต้องเพิ่มขึ้น

~มิตรหรือไมตรี คือ ความเป็นเพื่อน ไม่ใช่ศัตรู เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะเห็นใคร แล้วก็มีความรู้สึกว่า เขาเป็นเพื่อนของเรา ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างประเทศ ต่างวัย ต่างความรู้ ต่างฐานะ แต่มีความเสมอกัน เข้ากันได้เหมือนเพื่อนสนิท เพราะเหตุว่าใครก็ตามที่จะเป็นเพื่อนกันแล้ว หมายความว่าคนนั้นต้องไม่มีความรู้สึกว่าเป็นเขาหรือเป็นเรา หรือว่ามีความต่างกัน เพราะฉะนั้น จิตใจในขณะที่กำลังมีเพื่อนพร้อมที่จะเกื้อกูลช่วยเหลือผู้หนึ่งผู้ใด ขณะนั้น คือ เมตตา

~ขณะที่มีเมตตา มีความเป็นเพื่อน ขณะนั้นเป็นกุศล แล้วถ้าเราเพิ่มความเมตตากับทุกๆคนขึ้น ที่เราพบปะ นั่นคือ เราอบรมเจริญความสงบของจิต ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปนั่งท่องภาวนาอยู่ที่มุมหนึ่งมุมใด แต่พอพ้นจากห้องนั้นมาแล้ว เห็นคนอื่นก็หมั่นไส้ หรือไม่ชอบ หรือรำคาญ ขณะนั้นที่เราไปนั่งท่องตั้ง ๒๐ นาที หรือครึ่งชั่วโมง จะไม่มีความหมายเลย เพราะเหตุว่าไม่เป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน

~ขอให้ฟังพระธรรมจนกระทั่งเข้าใจจริงๆว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องสภาพธรรมที่มีจริง ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยในชีวิตประจำวันทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย ทำให้เราเริ่มเข้าใจขึ้น

~อนัตตาไม่ใช่อยู่ในหนังสือ หรือไม่ใช่อยู่ที่อื่น แต่ทุกขณะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดับไป ให้พิสูจน์ได้  ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

~กิจของปัญญา คือ ละความไม่รู้ 

~พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของปัญญา ไม่ใช่เป็นศาสนาของความงมงายไร้เหตุผล 

~ทุกชีวิตรักชีวิต ไม่มีใครอยากเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ เวลาที่เราเจ็บ เราไม่รู้ตัวเลยว่า เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ กรรมของเราเอง เราอาจจะคิดว่าเป็นเพราะคนอื่นทำให้ แต่ความจริงถ้าเราไม่เคยทำอกุศลกรรม การเบียดเบียนคนอื่นให้เจ็บปวด เราก็ไม่มีเหตุให้เราได้รับวิบากอันนั้น แต่เวลาที่เราทำสัตว์อื่น ทำไมเราไม่คิดถึงความเจ็บซึ่งสัตว์นั้นกำลังได้รับ และวันหนึ่งเราก็จะเหมือนกับสัตว์นั้น คือกำลังได้รับความเจ็บอย่างนั้น ซึ่งเป็นผลของกรรมที่เราทำ

~คนเราก็ต่างกันไป แต่ว่าทุกคนสามารถจะอบรมเจริญปัญญา แล้วก็ละคลายกิเลสได้  ไม่ควรที่จะท้อถอย หรือรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องที่ค่อยๆเจริญขึ้น ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ตามความเป็นจริง ไม่รีบร้อน ไม่ฮวบฮาบ เพราะเหตุว่าเรามีอวิชชามากมายเหลือเกินในแสนโกฏิกัปป์ แล้ววันนี้เราจะให้หมด เป็นไปได้ไหม หรือว่าเดือนนี้ ปีนี้ ชาตินี้ เราจะดับกิเลส เป็นไปไม่ได้เลย

~ถ้าไม่มีปัญญา  ไปทางอื่นก็หลงหมด  คือ หลงทาง ไม่สามารถเข้าใจความจริงได้เลย

~พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  เกื้อกูลให้จากเป็นผู้มากไปด้วยอกุศล มากไปด้วยความไม่รู้  แล้วค่อยๆรู้ขึ้น ละคลายความไม่รู้และอกุศลทั้งหลาย

~ศึกษาธรรม  เพราะมีจริงๆ   ถ้าไม่ศึกษาไม่มีทางที่จะเข้าใจได้เลย

~ขณะใดที่เข้าใจถูกเห็นถูก  ขณะนั้นอวิชชา(ความไม่รู้)จะเกิดไม่ได้

~พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  เป็นเรื่องละ

~มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่มีคำของบุคคลอื่นเป็นที่พึ่ง

~คำจริง เป็นคำที่แสดงความเป็นเพื่อนที่ดี แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเป็นยอดกัลยาณมิตร ไม่มีใครเป็นมิตรที่ดียิ่งกว่าพระองค์  เพราะฉะนั้น  คำที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว ควรที่จะได้ศึกษาอย่างยิ่ง ให้เข้าใจชัดเจนด้วยความไม่ประมาท  เพื่อดำรงรักษาคำของพระองค์  สิ่งใดที่ผิดไปแล้วปัญญาเท่านั้น ที่จะรู้ว่าผิด   ตราบใดที่ปัญญายังไม่เกิดก็หลงเข้าใจว่าสิ่งที่ผิดเป็นสิ่งที่ถูก

~คำจริงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้วทุกคำ เป็นที่พึ่งที่แท้จริง ที่ใครก็ตามที่ได้เข้าใจแล้ว  ก็จะมีความมั่นคง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น  ก็เป็นธรรมดา  มีเหตุปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร  ก็เป็นอย่างนั้น  แต่จะให้ไม่หวังดีกับคนที่มีโอกาสได้ยินคำว่าพระรัตนตรัยหรือว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง    ก็คงจะเปลี่ยนไม่ได้  เพราะเหตุว่า เมื่อเห็นคุณแล้ว  ก็ใคร่ที่จะให้คนอื่น ได้สิ่งที่ดีที่ประเสริฐที่สุด ยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น

~เห็นค่าของพระรัตนตรัย   เพราะว่า เป็นที่พึ่งจริงๆ ไม่ใช่แต่เฉพาะในชาตินี้ชาติเดียว แต่ทุกชาติ เราไม่สามารถจะมีความเข้าใจถูกได้ด้วยตนเอง แต่ว่าเมื่อมีผู้ที่ได้ทรงทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงพระมหากรุณาแสดงความจริง และก็เมื่อมีโอกาสที่จะได้เข้าใจความจริง  ในชาตินี้ ซึ่งทุกคนก็รู้ว่า ไม่รู้ว่าจะมีเวลาอีกนานเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ทุกขณะที่ได้เข้าใจธรรม เป็นขณะที่มีค่าที่สุด เพราะเหตุว่า   ถ้าเข้าใจจริงๆก็รู้ว่าไม่มีอะไรเลย นอกจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่เหลือ

~ตอนนี้ที่เข้าใจประโยชน์และคุณของกุศล แล้วเห็นโทษของอกุศลเพิ่มขึ้นไหม หรือว่ายังพอใจที่จะให้อกุศลทุกประการมากเหมือนเดิม โลภะก็ยังเท่าเก่า โทสะก็ยังให้เหมือนเดิม? หรือว่า ปัญญาเริ่มนำ ไม่ใช่เรา แต่ปัญญานำไปให้เห็นโทษของอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย และเห็นประโยชน์ของกุศลแม้เพียงเล็กน้อย ปัญญา ทำให้ขยันในกุศล แล้วค่อยๆเบาบางทางฝ่ายอกุศล

~กุศลธรรมกล้าที่จะทำสิ่งที่ดี ละอายที่จะทำสิ่งที่ไม่ดี ไม่กล้าที่จะทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะเห็นโทษของสิ่งที่ไม่ดี

~ผู้ใดก็ตามแม้ว่าจะได้ฟังพระธรรมแล้ว ก็ต้องเป็นผู้พิจารณาตนเองโดยละเอียด ว่า การฟังพระธรรมเพื่ออะไร?  เพื่อที่จะรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง และเพื่อที่จะเห็นโทษของตนเอง อย่าลืมว่าไม่ใช่จะเห็นความสามารถเห็นความเก่งเห็นความดีเห็นกุศลของตนเอง แต่ว่าพิจารณาเพื่อให้พระธรรมเป็นเหมือนกระจกเงาที่ใสที่ส่องให้เห็นกิเลสแม้ของตนเองอย่างละเอียด ผู้นั้นชื่อว่า ได้ประโยชน์จากพระธรรม

 

** ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ **

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๓๑

 



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
Nattaya40
Nattaya40
วันที่ 1 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Khemsai
Khemsai
วันที่ 1 ธ.ค. 2562

ขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
panasda
วันที่ 1 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 1 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Nataya
วันที่ 1 ธ.ค. 2562

 

    กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
มกร
มกร
วันที่ 1 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 2 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
yogototo
วันที่ 2 ธ.ค. 2562

ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
jaturong
วันที่ 2 ธ.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ