ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๓๐
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  17 พ.ย. 2562
หมายเลข  31302
อ่าน  549

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน  เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้


** ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๓๐**



~ไม่จำกัดว่าจะเป็นบุคคลใด     ถ้าทำอกุศลกรรมแล้ว    ก็ไปเกิดเป็นเปรตได้ทั้งนั้น

~เมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้อง   ความเข้าใจนั้น  ก็จะทำให้แกล้วกล้าอาจหาญที่จะทำทุกอย่างที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเกรงอะไรเลยทั้งสิ้น   เพราะสิ่งที่ควรเกรง คือ  อกุศล

~กุศล ก็มี   น้อยหรือมาก   ถ้าไม่รู้ก็ต้องคิดว่ากุศลมาก   แต่ความจริงระหว่างกุศลเกิด  ก็มีอกุศลเกิดก่อนและเกิดต่อ   อยู่ตลอดเวลา   ด้วยเหตุนี้   ใครจะสามารถชี้โทษที่มีให้คนที่มีอกุศลนั้นรู้ได้    ไม่สามารถเป็นไปได้เลย  ถ้าไม่ใช่การตรัสรู้ความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง  เดี๋ยวนี้มีไหม อกุศล?  มี   นี่คือประโยชน์แล้ว ได้รู้ว่าไม่มีใครสามารถที่จะไปสู่ที่หนึ่งที่ใดไปนั่งเดินยืนนอนแล้วก็จะหมดอกุศลและความไม่รู้ได้

~อยู่ไปในความเป็นเราโดยตลอดในสังสารวัฏฏ์จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วคนที่ได้ฟังธรรมของพระองค์   ก็รู้ความจริง    เหตุที่จะทำให้ละอกุศล  คือ   รู้ความจริง

~คำใดก็ตาม   ที่ทำให้เข้าใจ   ผู้นั้นก็ปีติ(เอิบอิ่มใจ)  รู้ว่า   มีโอกาสที่จะได้เข้าใจขึ้น

~คนที่ฟังคำจริง(ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) เข้าใจถูก   เห็นประโยชน์ของคำจริง  ก็จะทิ้งสิ่งที่ผิดทั้งหมด   แล้วก็มีการเห็นประโยชน์ ว่าเมื่อเราสามารถเข้าใจได้  คนอื่นถ้ามีโอกาสได้ฟังก็สามารถจะเข้าใจได้ด้วย   เพราะฉะนั้น   ก็มีความเป็นมิตร หวังดีที่จะให้สิ่งที่ถูกต้อง  ซึ่งใครให้ไม่ได้เลย   นอกจากตนเองที่ได้ฟังแล้วพิจารณาไตร่ตรอง   เข้าใจเมื่อไหร่  ก็เป็นความเห็นที่ถูกต้อง  ซึ่งภาษาบาลีก็จะใช้หลายคำ    สมฺมาทิฏฺฐิ (สัมมาทิฏฐิ)   ทิฏฺฐิ (ทิฏฐิ) เป็นความเห็น  สมฺมา (สัมมา)  ก็ตรงถูกต้องตามความเป็นจริง   ปัญญามีการเข้าใจความจริงของสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง   เพราะฉะนั้น   ก็เป็นสิ่งที่ใช้คำว่า ไม่สามารถที่จะเอาอะไรมาเปรียบค่าของความเห็นถูกซึ่งจะนำไปสู่การค่อยๆ ละกิเลสจนกระทั่งดับกิเลสได้หมด ไม่เหลือเลย

~วันหนึ่งๆ ก็จะเห็นได้ว่า จะพูดสิ่งที่ดีเพิ่มขึ้น เวลาที่หิริ(ความละอายต่อบาป)โอตตัปปะ(ความเกรงกลัวต่อบาป)มีกำลังขึ้น แต่ก่อนอาจจะพูดไปโดยที่ไม่รู้สึกว่าสิ่งนั้นจะเป็นโทษ    แต่ว่าเวลาที่หิริโอตตัปปะเกิดขึ้น   ทำให้พิจารณาเห็นว่า สิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์  แม้ว่ากำลังจะพูด ก็ยังสามารถที่จะเว้น ไม่พูดในขณะนั้นได้

~ทุกคนมีทรัพย์สมบัติมากไหม เอาไปได้ไหมตอนตาย?  แม้แต่ร่างกายซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นเรา เป็นตัวเราก็ยังเอาไปไม่ได้เลย

~ความน่าอัศจรรย์อย่างยิ่งของพระธรรม ที่จากการที่ไม่เคยฟังแล้วก็ได้ฟัง  จากอกุศลมากๆที่เคยมี   ความเข้าใจธรรม  ค่อยๆละคลายอกุศลตามกำลังของปัญญา

~ให้ทราบว่าคนที่น่าเกลียด  เต็มไปด้วยอกุศล สามารถที่จะเปลี่ยนจากที่เคยเป็นอกุศลให้ค่อยๆลดลงไป  ก็ด้วยความเข้าใจธรรม   เพราะปัญญา  ย่อมนำไปในกิจทั้งปวง  ปัญญาจะไม่เห็นผิด   ปัญญาจะไม่เห็นว่าอกุศล ดี  เพราะฉะนั้น  เมื่อมีปัญญา  ก็จะทำกรรมดีเพิ่มขึ้น   อกุศลก็ค่อยๆลดไปจนกว่าจะสามารถสละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราได้

~คนที่ไม่รู้ คนที่มีอกุศล น่าสงสารไหม หรือจะโกรธเขาดี? ถ้าสามารถจะช่วยคนนั้นให้เป็นคนดีสักนิดหนึ่ง พร้อมจะทำทันทีไม่รีรอเลย เพราะความดีเป็นสิ่งที่หายากมาก โอกาสที่จะเกิดขึ้นก็ยาก เกิดก็น้อย


~เครื่องผูกที่มั่นคง   ได้แก่ กิเลสทั้งหลายทั้งปวง มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ไม่เว้นแม้แต่ประเภทเดียว   ผูกไว้ไม่ให้กุศลธรรมเกิดขึ้น    ซึ่งพาให้ตกต่ำเพียงอย่างเดียว ไม่นำประโยชน์ใด ๆ มาให้เลยแม้แต่น้อย

~ไม่รู้ตลอดไปแน่ ๆ     ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม

~ฟังพระธรรม ต้องตั้งต้น  พื้นฐานที่จะต้องเข้าใจก่อน ก็คือ ทุกอย่างเป็นธรรม   ไม่ว่าจะพูดถึงสภาพธรรมใดๆก็ตาม เมตตา(ความเป็นมิตรเป็นเพื่อน)เป็นธรรม กรุณา(เมื่อเห็นผู้อื่นประสบทุกข์ ก็ช่วยให้พ้นจากความทุกข์) เป็นธรรม   อกุศลเป็นธรรม โลภะ โทสะ โมหะเป็นธรรม   ทุกอย่างเป็นธรรม ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ก็สามารถเข้าใจแต่ละคำที่มีในพระไตรปิฎกถูกต้องชัดเจนขึ้น

~แต่ละคนก็คิดต่างกัน   ถ้าคิดถึงความตาย   คนหนึ่งคิดต่อไปว่าอย่างไร  อีกคนหนึ่งคิดต่อไปว่าอย่างไร   ก็แล้วแต่การสะสม    แต่ให้เห็นว่า  ถ้ารู้ว่าทุกคนต้องตาย  แล้วจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้  เพราะฉะนั้น   ไม่มีอะไรดีเท่ากับทำความดีทันทีเท่าที่จะทำได้    เพราะว่า  ส่วนใหญ่เรามักจะประมาทแล้วก็รอเวลาที่จะทำดี 

~ชีวิตไม่เที่ยงไม่แน่นอน  จะพ้นจากความเป็นบุคคลนี้เมื่อไหร่  แต่ตราบใดที่ยังเป็นโอกาสที่จะทำความดี คนนั้นก็จะไม่ละเลยที่จะทำความดี  ขณะใดที่ทำความดี    เพราะมีความเข้าใจจริงๆว่าจะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน   จะเป็นคนนี้อีกไม่นาน   แล้วอะไรเป็นที่พึ่ง   เพราะฉะนั้น ที่จะที่พึ่งได้จริงๆต้องเป็นความเข้าใจ   โอกาสที่จะเข้าใจมีไหม   ถ้ามี ทำไมทิ้งโอกาสนั้น   เพราะฉะนั้น   นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นรากฐานที่จะทำให้เมื่อมีความเข้าใจถูกแล้ว   ก็ไม่ใช่เรา  แต่ว่า ความเข้าใจนั่นแหละ   นำมาซึ่งกุศลหรือสิ่งที่ดีงามโดยประการทั้งปวง  แต่ไม่ฝืน   เพราะถ้าฝืน  ก็เป็นเรา   เพราะฉะนั้น   การอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้มั่นคงจริงๆว่าไม่มีเราต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป

~คำสอนทุกคำ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นความจริงทั้งหมดหรือเปล่า? หรือว่ามีผิดบ้าง มีถูกบ้าง?   เป็นไปไม่ได้เลย   เพราะฉะนั้น   คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ตรง จริง เพราะเกิดจากการตรัสรู้ของพระองค์

~ตราบใดที่ยังมีความเข้าใจผิด  ซึ่งยังไม่ได้ละทิ้งไปด้วยความเข้าใจถูก   ความเข้าใจผิดนั้น ไม่สามารถจะทำให้รู้ความจริงได้เลย

~ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ต้องไตร่ตรอง

~ความเห็นถูกเท่านั้น ที่จะรู้ว่าอะไรผิด

~ความเห็นถูก  ต้องถูกเสมอ  


~ถ้าเป็นหนทางผิด  ก็ผิดไปตลอด   ไม่สามารถกลับหนทางผิดให้เป็นหนทางถูกได้

~ถ้าอกุศลไม่เกิด  ก็เป็นอกุศล   เทียบกันไม่ได้เลยว่าวันหนึ่งกุศลน้อยกว่าอกุศลแค่ไหน

~พระธรรมทั้งหมด  เพื่อไม่ประมาท เพื่อเข้าใจถูก ว่า กิเลสมีมาก และการค่อยๆเข้าใจธรรม เป็นหนทางเดียวที่ทำให้สามารถละกิเลสได้
ถ้าใครคิดว่า ละกิเลสได้โดยไม่เข้าใจธรรม   ผู้นั้น  เข้าใจผิด

~ถ้าทำดีแล้วปลอดภัยแน่นอน ไม่มีสิ่งที่ทำให้เดือดร้อนใจด้วยประการใดๆเลยทั้งสิ้น

~อาจหาญที่จะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดแล้วทิ้งส่วนที่ผิดทันที เพราะเหตุว่าถ้าไม่ทิ้งทันที    โอกาสที่จะเสพคุ้น(กับสิ่งที่ผิด)ย่อมเพิ่มขึ้นแล้วก็ยิ่งละลำบากมากขึ้น

~ผู้หลงงมงาย จะเป็นชาวพุทธไม่ได้   เพราะชาวพุทธต้องรู้ความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

~ถึงแม้ว่าคนทั้งโลกจะเห็นผิด  แต่ว่าถ้ามีผู้ที่เห็นถูกไม่กี่คน ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

~คนที่มีความเห็นที่ถูกต้อง จะพูดสิ่งที่ถูกต้องไหม ด้วยความหวังดีที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกด้วย?

~ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์   เพราะชีวิตสั้นมาก  เพราะฉะนั้น เกิดมาแล้วทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือให้คนได้เข้าใจสิ่งที่ถูกต้อง  ชาติต่อๆไปก็จะไม่เห็นผิด  และคนอื่นที่ได้เข้าใจแล้วก็เริ่มจะไม่เห็นผิด  เพราะความเห็นผิด อันตรายมาก  ถ้าผิดแล้วในชาตินี้  ชาติต่อๆไป ก็ผิด.

 

** ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ **

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๒๙

 


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 17 พ.ย. 2562

กราบอนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
peem
วันที่ 17 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
มกร
มกร
วันที่ 17 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 17 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ​และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 18 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 18 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
jaturong
วันที่ 18 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 18 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Artwii
Artwii
วันที่ 20 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
panasda
วันที่ 20 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ