ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๒๗
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  27 ต.ค. 2562
หมายเลข  31259
อ่าน  505

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน  เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้


** ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๒๗ **


 

~การบวชต้องสำหรับผู้ที่ได้เข้าใจพระธรรม   แล้วรู้จักตัวเองที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต   มิฉะนั้นแล้ว   การบวชก็เป็นบาป  เพราะเหตุว่า ทำไปด้วยความไม่รู้ และก็ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้   เป็นโทษอย่างยิ่ง   เพราะว่าพระธรรมวินัย สำหรับผู้ขัดเกลากิเลส ไม่ใช่เป็นผู้ที่ตามกิเลส   พอกพูนกิเลสด้วยความไม่รู้

~ถ้าใครจะบวชก็ต้องถามว่าทำไมบวช?  ถ้าไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น  ก็ไม่มีประโยชน์ตั้งแต่ต้น  และเป็นอันตรายมาก  เพราะเหตุว่าการเป็นเพศบรรพชิต   คฤหัสถ์เคารพ  แค่เขาเคารพ แต่ไม่มีอะไรที่ควรแก่การเคารพอันตรายไหม? 

~บวชทำไม? บวชคือขัดเกลากิเลส และด้วยความเข้าใจพระธรรม  ด้วยความเป็นผู้ตรง  เพราะว่าจะขัดเกลากิเลสโดยไม่บวชก็ได้  จะเป็นคนดี โดยไม่บวชก็ได้ เพราะฉะนั้น ทำไมจึงต้องบวช   เพราะถ้าไม่รู้  นี่ก็ผิดแล้ว  เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

~ไปบวชเพื่อสนุก  ทำลายคำสอนของพระศาสนาไหม?

~ไม่รู้แล้วก็ไปบวช บวชแล้วก็ไม่รู้ จนเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ก็ไร้ประโยชน์

~พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้(ทรงรู้อย่างแจ่มแจ้ง)ถึงกิเลส(เครื่องเศร้าหมองของจิต) แล้วก็ทรงรู้ว่าการดับกิเลส การขัดเกลากิเลส  เป็นเรื่องที่ยาก จึงทรงแสดงพระธรรมสำหรับทุกคน ที่ได้ฟัง พิจารณาเข้าใจ ความเข้าใจที่ถูกต้องจะค่อยๆละคลายความไม่รู้ซึ่งเป็นมูลเหตุของกิเลสทั้งหลาย

~ไม่เคารพในความถูกต้อง  จึงไม่ทำในสิ่งที่ถูกต้องไปทำในสิ่งที่ผิด ซึ่งเป็นโทษ

~เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ไม่ทรงแต่งตั้งบุคคลใดเป็นศาสดาแทนพระองค์ แล้วเราจะเชื่อตามพระองค์ไหม ว่า ทำไมไม่ทรงแต่งตั้งบุคคลใดเป็นศาสดาแทนพระองค์ ในเมื่อสมัยโน้นก็มีพระภิกษุที่เป็นพระอรหันต์มากมาย ท่านพระมหากัสสปะ ก็ยังอยู่ ท่านพระอานนท์ก็ยังอยู่ มีพระอริยบุคคลมากมาย ก็ไม่ทรงตั้งบุคคลใดเป็นศาสดาเลย เพราะว่าพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ดีแล้วนั่นแหละเป็นศาสดา ทุกยุคทุกสมัย เพราะว่าแต่ละคนก็ต้องจากโลกนี้ไปแล้วทั้งนั้น และอะไรจะเหลือถ้าแต่งตั้งเป็นบุคคล  แต่คำสอนที่ได้ทรงแสดงไว้นั่นแหละจะเป็นศาสดาแทนพระองค์ ถ้าใครศึกษาคำสอนก็จะสามารถที่จะเข้าใจความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ค่อยๆเห็นพระคุณจริงๆ ไม่ใช่เพียงแต่กราบไหว้บูชาแต่ไม่รู้พระคุณ

~ชีวิตคนก็เปลี่ยนแปลงขึ้นลง  แต่เมื่อเป็นมิตรจริงๆ ไม่ว่าคนนั้นจะเปลี่ยนแปลงอยู่ในสภาพอย่างไร  เคยเป็นอย่างไร  ก็เหมือนอย่างนั้น  ปฏิบัติในสหายเหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมา  ด้วยให้พ้นจากอกุศลแล้วให้ตั้งอยู่ในกุศล   มิใช่ให้ตั้งอยู่โดยอย่างอื่น

~ถ้าทราบว่าเป็นผู้ที่ยังมีโมหะ(ความหลง ความไม่รู้)มาก ที่จะต้องขัดเกลา ก็จะทำให้ไม่ละเลยการฟังพระธรรม แล้วก็ไม่ละเลยการเจริญกุศลทุกประการด้วย

~ความอกตัญญู (ไม่รู้คุณความดีที่ผู้อื่นกระทำให้) จะบอกว่าดี  ก็ต้องเป็นผู้มีความเห็นผิดแน่ๆ      จะดีได้อย่างไรในเมื่อเป็นอกุศล

~โลภะ(ความติดข้อง) ก็ต้องทำกิจของโลภะ  มานะ(ความสำคัญตน)ก็ต้องทำกิจของมานะ โทสะ(ความโกรธ ความไม่พอใจ) ก็ต้องทำหน้าที่ของโทสะ เพราะว่าปัญญาไม่เกิด   ต่อเมื่อใดปัญญาเกิด เมื่อนั้นเหมือนแสงสว่างที่จะทำให้เราค่อยๆเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วก็จะรู้ว่าพระคุณของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา  สำหรับพวกเราสมัยนี้

~น่ากลัวอกุศลเหลือเกิน เพราะว่ามีอกุศลหลายระดับขั้น อกุศลอย่างหยาบเป็นเหตุให้เกิดกายทุจริต วจีทุจริต ทางกายมีการประหัตประหาร มีการเบียดเบียนยึดถือทรัพย์ที่เป็นของคนอื่นที่คนอื่นไม่ได้ให้   ทางวาจาก็มีกิเลสขั้นหยาบที่ทำให้พูดสิ่งที่ไม่จริง  คำพูดที่น่าฟังกับคำพูดที่ไม่น่าฟังเกิดจากจิตที่ต่างกัน คำพูดหยาบต้องเกิดจากอกุศลจิตที่มีกำลังมาก

~ปัญญาไม่ใช่ว่าทุกคนมี   แต่เป็นสิ่งซึ่งจะเกิดมีขึ้นได้ โดยอาศัยการฟัง การพิจารณา การไตร่ตรอง การสนทนา การเห็นประโยชน์ แล้วก็การฟังเพิ่มขึ้น เข้าใจเพิ่มขึ้น  ปัญญาก็จะเจริญขึ้น

~กุศลต้องเป็นกุศล และอกุศลต้องเป็นอกุศล ผู้ที่ตรงต่อธรรม ก็ต้องเป็นผู้อบรมเจริญปัญญาและเจริญกุศลยิ่งขึ้นได้

~ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้อกุศลเกิด ไม่สามารถที่จะให้กุศลเกิดเป็นไปได้ตลอด แต่ธรรมก็จะทำให้เป็นผู้ที่ตรงต่อธรรม  ธรรมที่เป็นกุศลก็เป็นกุศล ธรรมที่เป็นอกุศลก็เป็นอกุศล แล้วถ้าเป็นผู้ที่มีปัญญา ถึงแม้อกุศลเกิด  ปัญญานั้นก็ยังสามารถที่จะรู้ความจริง และไม่เป็นไปในอกุศลกรรมบถที่จะเป็นเหตุให้เกิดเป็นอกุศลวิบาก

~ยังไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ถ้าไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร?  เพราะฉะนั้น  ถ้าชาวพุทธทุกคนเข้าใจถูกต้องว่า ธรรมคืออะไร  นั่นคือได้เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  และก็จะทำให้เข้าใจคำสอนทั้งหมด สอดคล้องกันด้วย เพราะเป็นความจริงเดี๋ยวนี้

~สำนักปฏิบัติหรือสำนักวิปัสสนาก็ตาม   ที่บอกว่าไปแล้วก็จะได้สบายใจหรืออะไรก็แล้วแต่  ที่ไปๆกันแล้ว   เพราะเหตุว่าไปแล้วก็ไม่มีความเข้าใจในพระพุทธศาสนาอะไรเลยทั้งสิ้น นั่งหลับก็มี      ถ้าไปคุยกับคนที่กลับจากสำนักปฏิบัติ  ก็ตอบกันเป็นเสียงเดียว   เพราะจะเอาความเข้าใจธรรมมาแต่ไหนโดยการเพียงไปนั่งแล้วก็ไปเดินแล้วก็ไปดู แล้วก็ไม่รู้อะไร

~คนที่ไปสำนักปฏิบัติ  คิดว่าไปแล้วถูก  ถูกตรงไหน?  แล้วเขารู้อะไร?  ต้องเป็นคนตรง  เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว  ยังสนับสนุนต่อไปไหม?  ตามโรงเรียนต่างๆผิดตั้งแต่นักเรียน เมื่อออกจากโรงเรียนไปแล้วจะไปหาความถูกต้องที่ไหนในเมื่อปลูกฝังความเข้าใจ(ผิด)ว่าพระพุทธศาสนา     ก็คือ  ไปสำนักปฏิบัติ    ซึ่งไม่มีในพระไตรปิฎก 

~เวลาที่มีคนไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  สนทนาธรรมเสร็จแล้วก็ทูลลากลับ  ไม่เห็นพระองค์ตรัสว่า ไปสำนักปฏิบัตินะ เมื่อไหร่จะไป

~ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงเรื่องของหนทางปฏิบัติที่ผิด ทรงแสดงถึงการประพฤติปฏิบัติที่ผิดประการต่างๆ นั้น   จะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้ฟังผู้ศึกษาอย่างไร?   ก็เป็นการเตือนว่า  ไม่ต้องทำ

~เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังและเข้าใจพระธรรม

~ความตายจากความเป็นบุคคลนี้ ก็ต้องถึงในวันหนึ่ง  เพราะฉะนั้น ก็เป็นธรรมดา  แต่ชีวิตที่ยังไม่ตายจะทำอย่างไรที่จะมีค่าและเป็นประโยชน์ ไม่ใช่สำหรับตนเองเท่านั้น  แต่ยังเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

~สิ่งอื่นจะมีค่ายิ่งกว่าได้รู้ความจริงหรือ? ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ บริวาร  ไม่สามารถที่จะนำติดตามไปได้เลย  แต่ความเห็นถูกเป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเอาไปจากใจ(ของผู้ที่เห็นถูก)ได้ เพราะเหตุว่า ฝังอยู่ในใจ  เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต  แม้ว่าขณะนี้จิตดับไป ก็สะสมอยู่ในจิตที่เกิดสืบต่อทุกขณะไป

~ต้องเป็นผู้ที่อดทน  แล้วก็รู้ว่าการฟังพระธรรมทำให้เข้าใจว่าไม่ใช่เราตามกำลังของปัญญาที่กำลังเริ่มเข้าใจ

~อกุศลของใครก็ของคนนั้น คนนั้นน่ารังเกียจเพราะเหตุว่ามีธรรมที่เป็นอกุศลที่สะสมมามาก เพราะฉะนั้น กาย วาจา ใจของเขาก็ต้องเป็นไปตามการสะสม

~
ธรรมเป็นเรื่องตรง และเป็นเรื่องอุปการะทุกชีวิตที่สามารถเจริญขึ้นในกุศลธรรม ด้วยปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง แต่ถ้าเข้าใจไม่ถูกต้องเพราะไม่รู้ ก็ทำทุกอย่างด้วยความไม่รู้ เพราะด้วยความไม่รู้จึงเป็นโลภะบ้าง เป็นโทสะบ้าง เป็นอกุศลประเภทต่างๆบ้าง

~ถ้าปัญญาเกิด ไม่มีทางที่จะน้อมไปฝ่ายอกุศล แต่เพราะไม่มีปัญญา เพราะไม่รู้ จึงเป็นอกุศล

~กว่าจะรู้จริงๆว่า ไม่ใช่เรา  ก็ต้องอาศัยการฟังพระธรรมและเข้าใจจริงๆมากแค่ไหน?

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา   แต่ละคำเป็นปัญญาทั้งหมด  เป็นคำที่ทำให้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง 

~ฟังพระธรรมแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจ    ความเข้าใจก็เริ่มที่จะเห็นความจริงตามลำดับขั้น

~แต่ละคำ ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสเรื่องอะไร  ก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้    ฟังจนกว่าจะเข้าใจขึ้น  นี้คือ ประโยชน์ของการฟังพระธรรม  มีค่าทุกครั้งที่ความเข้าใจเกิดขึ้น

~ความสามารถ ไม่เท่าความดี  มีความสามารถมาก แต่เป็นคนไม่ดี ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

~จะเป็นคนนี้ ได้เพียงชาตินี้ชาติเดียว  จะดีจะชั่ว เป็นคนนี้ก็ชาตินี้  แต่ทั้งหมดที่มาจากชาตินี้ไม่ได้สูญหายไปไหน สะสมสืบต่ออยู่ในจิตทุกขณะ

~
สิ่งที่ไม่ดี  จะเป็นสิ่งที่ดี ไม่ได้,  ชั่ว เป็น ชั่ว  ดี เป็น ดี, กุศล ดีงาม ก็ต้องเป็นกุศล, อกุศล ไม่ดีงาม ไม่เป็นประโยชน์  ก็ต้องเป็นอกุศล  เพราะฉะนั้น อกุศล เกิดขึ้นเพราะไม่รู้  และมีความติดข้องจึงทำให้สัตว์โลกขวนขวายในการประพฤติในทางต่างๆ  ซึ่งไม่ใช่ทางที่จะนำความสุขมาให้ เช่น ทุจริตต่างๆ

~ลองคิดดู  ใครก็ตามที่เกิดมาแล้ว เพียบพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็ตายไป  แล้วไหนล่ะ   ไม่มีอะไรเหลือเลย  ของเราจะมีหรือ  แม้แต่ร่างกายก็ไม่ใช่ของเรา  ไม่สามารถที่จะติดตามไปได้เลยสักอย่างเดียว   แต่ก่อนตาย ก็เหมือนตายนั่นแหละ เพราะฉะนั้น จึงมีขณิกมรณะ คือ  การเกิดดับ เป็นการตายชั่วขณะๆ เพราะไม่กลับมาอีกเลย   เพราะฉะนั้น คนที่ติดข้องในความสุข  จะมีความสุขตลอดไปได้ไหม  ไม่มีทางเป็นไปได้เลย  แล้วก็ยึดติดในความสุข  ทั้งๆที่ไม่ได้เข้าใจในความจริงว่า ไม่มี  เพราะทันที่เกิดก็ดับเลยรวดเร็วอย่างนั้น

~รถที่เพิ่มความสวยงามขึ้น (ด้วยการติดสติ๊กเกอร์ งามสง่า กล้าหาญ “ภิกษุในธรรมวินัย ไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง”) ก็เพราะใจงาม  ที่กล้าที่จะบูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่พบเห็น.

** ท่านที่สนใจสติกเกอร์ติดกระจกหลังรถยนต์  โปรดแจ้งความประสงค์  โดยเขียนชื่อที่อยู่ของตนเองให้ชัดเจน   ส่งถึง .... มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา  ๑๗๔/๑ ซอย เจริญนคร ๗๘  แขวงดาวคะนอง  เขต ธนบุรี กทม.  ๑๐๖๐๐    หรือ แจ้งความประสงค์ได้ที่โทรศัพท์หมายเลข   ๐๒ ๔๖๘๐๒๓๙ (ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น)**

 

** ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ **

 ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๔๒๖

 


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 27 ต.ค. 2562

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ที่เคารพยิ่งและกราบอนุโมทนากุศลจิตทุกขณะที่เข้าใจพระธรรมค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Nattaya40
Nattaya40
วันที่ 27 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ สาธุๆค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
มกร
มกร
วันที่ 27 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Thanapolb
Thanapolb
วันที่ 27 ต.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลวิริยะของอาจารย์คำปั่นครับ  

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
kullawat
วันที่ 28 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
jaturong
วันที่ 28 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 30 ต.ค. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 1 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ