เกสปุตตสูตร (กาลามสูตร)
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  27 ต.ค. 2562
หมายเลข  31257
อ่าน  49

พระสุตตันตปิฎก  อังคุตรนิกาย  ติกนิบาต  เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้า 338

๕.  กาลามสูตร (เกสปุตตสูตร)

ว่าด้วยมิให้เชื่อโดยอาการ  ๑๐  อย่าง

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงแปล

[๕๐๕]  สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า (ผู้มีคุณควรคบ หรือมีคุณควรนับถือ)พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่   เสด็จจาริกไปในโกศลชนบท (เมืองขึ้นในแว่นแคว้นโกศล) บรรลุถึงเกสปุตตนิคม (เมืองชื่อเกสปุตตะ)ซึ่งเป็นที่อยู่แห่งหมู่ชนกาลามโคตร (วงศ์กาลาม) ชาวเกสปุตตนิคมได้ทราบว่า พระสมณโคดมสักยบุตร  เสด็จออกผนวชจากสักยสกุล  เสด็จมาถึงเกสปุตตนิคมแล้ว จึงดําริว่า กิตติศัพท์อันงามของ พระสมณโคดม ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่าแม้เหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็น ผู้ไกลกิเลส (สิ่งที่เกิดขึ้นในใจแล้วทําใจให้เศร้าหมอง มีโลภเป็นต้น ) แลเป็น ผู้ควรไหว้ควรบูชา เป็นผู้รู้ชอบเอง เป็นผู้บริบูรณ์แล้วด้วยวิชชาและข้อปฏิบัติ เครื่องดําเนินถึงวิชชา เป็นผู้ไปแล้วดี เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นจะยิ่งไปกว่า เป็นผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว ในคุณทั้งปวงเต็มที่ เป็นผู้จําแนกแจกธรรมสั่งสอนประชุมชน ท่านทําให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนโลกนี้กับทั้งเทวดามารพรหมและ หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์และเทวดามนุษย์ให้รู้ตาม ท่านแสดงธรรม ไพเราะ ทั้งในเบื้องต้นท่ามกลางที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ (ศาสนาคือคํา สั่งสอน) บริบูรณ์บริสุทธิ์สิ้นเชิง การได้เห็นท่านผู้ไกลกิเลส แลควรไหว้ ควรบูชาอันทรงคุณเช่นนี้ ย่อมเป็นคุณความดี ให้ประโยชน์สําเร็จได้ ครั้น ดําริอย่างนี้แล้ว พร้อมกันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บางพวกกราบไหว้ตาม อาการของผู้เลื่อมใส บางพวกเป็นแต่กล่าววาจาปราศรัยแสดงความยินดี บางพวกเป็นแต่ประคองอัญชลีประณมมือ บางพวกร้องประกาศชื่อแลโคตร ของตน ๆ ต่างคน นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง บางพวกนิ่งเฉยอยู่ ครั้นหมู่ กาลามชนชาวเกสปุตตนิคมนั้นนั่งเป็นปกติแล้ว จึงทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มาถึงเกสปุตตนิคมนี้ สมณพราหมณ์พวกนั้น พูดแสดงแต่ถ้อยคําของตนเชิดชูให้เห็นว่า ดีชอบควรจะถือตามถ่ายเดียว พูด คัดค้านข่มถ้อยคําของผู้อื่น ดูหมิ่นเสียว่าไม่ดีไม่ชอบ ไม่ควรจะถือตาม ทํา ถ้อยคําของตนให้เป็นปฏิปักษ์แก่ถ้อยคําของผู้อื่น ครั้นสมณพราหม์พวกหนึ่งอื่น มาถึงเกสปุตตนิคมนี้อีก ก็เป็นเหมือนพวกก่อน เป็นอย่างนี้ทุก ๆ หมู่ จน ข้าพระองค์มีความสงสัย ไม่รู้ว่าท่านสมณะเหล่านี้ ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ ดังนี้. 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า  ควรแล้วท่านจะสงสัย  ความสงสัยของท่านเกิดขึ้นแล้วในเหตุควรสงสัยจริง ท่านอย่าได้ถือโดยได้ฟังตามกันมา อย่าได้ถือโดยลำดับสืบๆ  กันมา  อย่าได้ถือโดยความตื่นว่า ได้ยินอย่างนี้ๆ  อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา   อย่าได้ถือโดยเหตุนึกเดาเอา  อย่าได้ถือโดยนัยคือคาดคะเน  อย่าได้ถือโดยความตรึกตามอาการ  อย่าได้ถือโดยชอบใจว่าต้องกันลัทธิของตน  อย่าได้ถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้  อย่าได้ถือโดยความนับถือว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนนั่นแลว่า  ธรรมเหล่านี้  เป็นอกุศล  ธรรมเหล่านี้มีโทษ  ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์  ดังนี้ ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสีย  เมื่อนั้น  ฯลฯ



เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ