การทำบุญใส่บาตรหรือการถวายสังฆทาน
 
Kittanon
Kittanon
วันที่  14 ก.ย. 2562
หมายเลข  31163
อ่าน  161

เราจำเป็นต้องอธิษฐานไหมครับถ้าไม่อธิฐานบุญที่เราทำจะไปถึงบุคคลที่ล่วงลับไหมครับ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 16 ก.ย. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  ก่อนอื่นก็เข้าใจ คำว่า อธิษฐานในพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องก่อนครับ 

     ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ตรง เป็นจริงอย่างไร  ก็เป็นจริงอย่างนั้น คำว่า อธิษฐาน ในภาษาไทยที่เข้าใจกันนั้น  หมายถึง การขอ แต่ตามหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว หมายถึง ความตั้งใจมั่น  ซึ่งเป็นความตั้งใจมั่น  ไม่หวั่นไหว ในการที่จะสะสมคุณความดีประการต่าง ๆ  เพราะเห็นโทษของอกุศล  และเห็นคุณของกุศลธรรมด้วยปัญญาที่ค่อย ๆ เจริญขึ้นจากการฟัง การศึกษาพระธรรมในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องของกุศลทั้งหมด และเป็นไปในการสละกิเลสทั้งสิ้น  เพราะเหตุว่าจิตใจของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่นั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นอกุศลทั้งนั้น ถูกอกุศลกลุ้มรุมจิตใจอยู่เกือบจะตลอดเวลา

      เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ที่มีความตั้งใจมั่น ก็เป็นผู้ที่รู้ตัวว่ามีกิเลสมาก มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ที่ได้สะสมมาอย่างเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์  ซึ่งจะต้องอาศัยความตั้งใจมั่นจริงๆ ในการเจริญกุศลประการต่างๆ เพื่อขัดเกลากิเลส มิฉะนั้นแล้วก็พลาดให้กับอกุศลทุกที อธิษฐาน  ซึ่งเป็นความตั้งใจมั่นในการเจริญกุศล  จึงเป็นปัจจัยให้กุศลเกิดขึ้นและสำเร็จได้  เป็นบารมี (ความดี) ที่ควรอบรมเจริญให้มีขึ้นในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าเป็นการขอ อยากได้ในเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้น เป็นอกุศลจิตที่ประกอบด้วยโลภะ ความติดข้องต้องการ ไม่ใช่อธิษฐานในพระพุทธศาสนา  ครับ

    พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง เกื้อกูลอุปการะเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรมประการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน  ไม่ใช่อกุศลธรรม,    กุศล ซึ่งเป็นความดีในชีวิตประจำวันสามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งในเรื่องของทาน ศีล  และการอบรมเจริญปัญญาขึ้นอยู่กับว่า ผู้นั้นจะเห็นประโยชน์ของกุศลมากน้อยแค่ไหน การอุทิศส่วนกุศล ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย จุดประสงค์ของการอุทิศส่วนกุศล ก็เพื่อให้บุคคลอื่นได้ร่วมอนุโมทนาซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลจิตของบุคคลอื่นเกิดได้   กุศลจิตที่อนุโมทนาย่อมเป็นกุศลของผู้อนุโมทนาเอง  ซึ่งกุศลที่เกิดขึ้นด้วยการอนุโมทนานี้จะเป็นเหตุให้ได้รับผลที่ดี  คือกุศลวิบากจิตเกิดขึ้น ไม่ใช่เราหยิบยื่นกุศลของเราให้คนอื่น  แต่การที่เราทำกุศล แล้วเป็นเหตุให้คนอื่นที่รู้อนุโมทนายินดีด้วย  ไม่ว่าจะเป็นตอนไหนก็ตาม      ขณะใดที่เขาอนุโมทนายินดีด้วย        ขณะนั้นก็เป็นกุศลของเขา  ซึ่งจะต้องเป็นกุศลจิตของผู้ที่อนุโมทนาเท่านั้นจริง ๆ ดังนั้น ทั้งการอุทิศส่วนกุศล และการอนุโมทนาในกุศลที่ผู้อื่นได้กระทำ ล้วนเป็นกุศลทั้งนั้น ควรที่จะอบรมเจริญให้มีขึ้นในชีวิตประจำวัน

    ซึ่ง การอุทิศส่วนกุศล ใช้กับผู้ที่ตายจากไปแล้ว และ ใช้กับอมนุษย์ ไม่ใช่กับผู้ที่มีชีวิตอยู่ ครับ

    การอุทิศส่วนกุศล (ปัตติทาน)  เป็นกุศลประการหนึ่ง เพื่อประโยชน์คือให้บุคคลอื่นได้ร่วมอนุโมทนา    ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลจิตของบุคคลอื่นเกิดได้       ดังข้อความตอนหนึ่ง   จากพระอภิธรรมปิฎก   ธรรมสังคณีปกรณ์  ว่า                   

 พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑  หน้า ๔๒๙

   "เมื่อบุคคลให้ทาน กระทำการบูชาด้วยของหอมเป็นต้น  แล้วให้ส่วนบุญว่า  ขอส่วนบุญ  จงมีแก่บุคคลชื่อโน้น  หรือว่า   ขอส่วนบุญจงมีแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย     ดังนี้ พึงทราบว่า   เป็นบุญกิริยาวัตถุอันเกิดแต่การให้ส่วนบุญ".   

    การอุทิศส่วนกุศลให้ใคร  จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้นั้นได้รู้  เพื่อผู้นั้นจะได้เกิดกุศลจิตอนุโมทนา    สำคัญอยู่ที่สภาพจิตจริง ๆ  กุศลจิตที่อนุโมทนาย่อมเป็นกุศลของผู้อนุโมทนาเอง  ซึ่งกุศลที่เกิดขึ้นด้วยการอนุโมทนานี้จะเป็นเหตุให้ได้รับผลที่ดี คือ กุศลวิบากจิตเกิดขึ้น  ไม่ใช่เราหยิบยื่นกุศลของเราให้คนอื่น  แต่การที่เราทำกุศล แล้วเป็นเหตุให้คนอื่นที่รู้อนุโมทนายินดีด้วย  ขณะใดที่เขาอนุโมทนายินดีด้วย   ขณะนั้นก็เป็นกุศลของเขา   ซึ่งจะต้องเป็นกุศลจิตของผู้ที่อนุโมทนาเท่านั้นจริง ๆ  ซึ่งไม่ว่ากุศลประเภทใดที่ได้ทำแล้ว ก็สามารถอุทิศส่วนกุศลให้ได้ ครับ 

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 16 ก.ย. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอเชิญศึกษาเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้ครับ

อนุโมทนาได้มั้ย ถ้าไม่ให้ส่วนบุญ

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
kullawat
วันที่ 20 ก.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ