เป็นคำถาม ที่ตอบไม่ยาก
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  20 ก.ย. 2562
หมายเลข  31172
อ่าน  644

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ประมวลสาระสำคัญจากการสนทนาพิเศษ
เรื่อง
"พระพุทธศาสนา กับ สังคมไทย [ตอนที่ ๒]"
ที่บ้านคุณทักษพล-คุณจริยา เจียมวิจิตร
วันศุกร์ที่  ๒๐  กันยายน  ๒๕๖๒


(ทีมงานอาสาสมัครบันทึกวีดีโอการสนทนาพิเศษในวันนี้)



~พระธรรมวินัย เป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงพระมหากรุณาให้คนอื่นได้เข้าใจสิ่งซึ่งเขาไม่มีโอกาสที่จะได้เข้าใจเลยถ้าเขาไม่ได้ฟังคำของพระองค์   เพราะฉะนั้น  เป็นคำที่หายาก ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้ฟัง  เพราะถึงแม้ว่าทุกวันนี้ก็มีคำของพระองค์ที่มีคนกล่าวว่าอยู่ในตำรา    ตำราพูดเรื่องอะไร   ไม่ใช่ว่าตำราไม่ได้พูดถึงเรื่องอะไรเลยทั้งสิ้น   ไม่ว่าตำราไหน   แต่ตำราที่เป็นพระธรรมวินัยคือพระไตรปิฎก  ประมวลมาจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงแก่ชาวโลก ๔๕  พรรษา   มีวิชาไหนบ้างที่ต้องใช้เวลา ๔๕ ปี แล้วก็ไม่มีวันจบด้วย    เพราะเหตุว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่กว่าจะได้รู้ความจริง คือ การตรัสรู้อริยสัจจธรรมซึ่งไม่มีการที่จะเปลี่ยนแปลงเลย   พระองค์ทรงเป็นผู้มีปัญญาอย่างยิ่งยังต้องใช้เวลานานเท่านั้น    เพราะฉะนั้น คนที่ได้ฟังคำของพระองค์แต่ละคำ  ก็ต้องรู้ว่าคำนั้นเป็นคำที่ไม่ง่ายที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง  แต่ต้องเป็นผู้ที่เห็นคุณ ว่า  ไม่เคยได้ยินได้ฟังคำเหล่านี้มาก่อนเลย  แต่มีโอกาสได้ฟังและเมื่อพิจารณาแล้วก็รู้ว่าเป็นคำที่มีค่าสูงที่สุด

~ถามใครว่าเดี๋ยวนี้ มีอะไรบ้าง เขาก็จะตอบคำที่ชาวโลกพูดกันแต่ไม่ใช่คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  ๔๕  พรรษา  แสดงให้เห็นถึงความละเอียด ความยาก ความลึกซึ้งที่ต้องใช้เวลานาน   ต้องไตร่ตรอง   เมื่อไตร่ตรองแล้ว กว่าจะเข้าใจแต่ละคำจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ได้ว่าทั้งสามปิฎกเป็นเรื่องของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้และทุกกาลสมัย ไม่เคยขาดสิ่งที่มี  แต่ไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่มี นั้น   เป็นอะไร   ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  

~จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องจริงๆว่า พระภิกษุไม่มีกิจที่จะเป็นคฤหัสถ์ ไม่มีการทำหน้าที่ของคฤหัสถ์อีกต่อไป   เพราะฉะนั้น  กิจของพระภิกษุต้องเป็นไปตามพระธรรมวินัย คือ ศึกษาธรรม  (คันถธุระ)   เพราะถ้าไม่ศึกษา   ใครจะเข้าใจธรรม  ต่างคนก็ต่างคิด   เพราะฉะนั้น   จึงสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจจริงๆ  เมื่อเข้าใจแล้วจึงสามารถที่จะอบรมประพฤติปฏิบัติตามได้   เพราะมีความเข้าใจที่ถูกต้อง    ทุกอย่างต้องสอดคล้องกันทั้งหมด   เพราะฉะนั้น   ถ้าจะให้เป็นพระพุทธศาสนาเถรวาทจริงๆ     พระภิกษุทุกรูป   ต้องทำตามพระธรรมวินัย

~พระภิกษุต้องเป็นผู้ที่ศึกษาธรรมเพื่อขัดเกลากิเลส   ออกจากกิเลส   แล้วการที่พระภิกษุไปสงเคราะห์คฤหัสถ์เหมือนอย่างที่คฤหัสถ์ทำ  เป็นกิเลสหรือว่าเป็นการกระทำที่ออกจากกิเลส?   เพราะว่าชาวบ้านมีหน้าที่(ในการสงเคราะห์คฤหัสถ์ด้วยกัน)อยู่แล้ว   แล้วทำไมจะต้องให้พระภิกษุมาสงเคราะห์อย่างตน    พระภิกษุ มีทางเดียวที่จะสงเคราะห์คฤหัสถ์  ก็คือ  ด้วยพระธรรมวินัย  นี้เป็นจุดใหญ่ของการเป็นพระภิกษุ    เป็นพระภิกษุทำไม?  แล้วคฤหัสถ์ทะนุบำรุงพระภิกษุเพื่ออะไร?   เพื่อให้ศึกษาธรรม  เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสตามพระธรรมวินัย  เพราะฉะนั้น จะให้พระภิกษุมาทำหน้าที่อย่างคฤหัสถ์  ก็เป็นคฤหัสถ์  ไม่ยากเลย   ภิกษุใดที่มีจิตที่จะสงเคราะห์คฤหัสถ์อย่างคฤหัสถ์ ก็ลาสิกขาบทแล้วก็มาสงเคราะห์เต็มที่ได้  ไม่มีใครว่ากล่าวได้ เพราะว่าเป็นผู้ที่ทำถูกต้องในเพศของคฤหัสถ์   เพราะในเพศของพระภิกษุจะไม่ทำอย่างคฤหัสถ์    คฤหัสถ์ก็ทำหน้าที่ของคฤหัสถ์  เพราะว่าคฤหัสถ์ มีมากกว่าพระภิกษุ    เพราะฉะนั้น  เมื่อมีคฤหัสถ์มากกว่าพระภิกษุ   คฤหัสถ์นี้เองก็สงเคราะห์กันได้อย่างเต็มที่   ไม่ต้องรบกวนพระภิกษุเลย

~ช่วยเหลือคฤหัสถ์  เป็นกิจหน้าที่ของชาวบ้านต่างหากที่เขาช่วยกันอยู่แล้ว     การที่พระภิกษุไปทำกิจของชาวบ้าน  เป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัยหรือเปล่า?


~ในยามข้าวยากหมากแพง  ในยามมีภัยพิบัติ  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตที่นั่น   ชาวบ้านก็เหมือนกับว่าพระพุทธเจ้าว่าไปเบียดเบียนชาวบ้าน   แต่หารู้ไม่ว่าความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   จะไม่มีการเบียดเบียนใดๆเลยทั้งสิ้น    แม้ในครั้งนั้นก็ยังมีผู้เข้าใจผิด   เพราะว่าชาวบ้านชาวเมืองที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจถูกต้อง  ก็มีมาก

~ยินดีที่จะรับอะไรจากพระภิกษุ?  รับพระธรรมคำสอน   ไม่ใช่อย่างอื่นเลย    แล้วชาวบ้านที่กำลังทุกข์ยาก   ยินดีที่จะได้รับพระธรรมหรือไม่?   ต้องการพระธรรมหรือต้องการวัตถุ?

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสิ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับเขา   ไม่ใช่เฉพาะในชาตินี้ชาติเดียว    ชาตินี้ก็ทุกข์ยากแล้ว  แล้วอย่างไรที่จะไม่ทุกข์ยากอีกต่อไปในอนาคตหรือในชาติต่อไป   ถ้าเป็นไปได้  ก็คือ   ต้องได้ฟังได้ศึกษาคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งให้ความจริง ว่า  อะไรจะนำมาซึ่งความสะดวกสบายไม่ทุกข์ร้อน   

~แม้กำลังทุกข์ยาก   แต่เข้าใจถึงเหตุและผลว่าเขาควรจะประพฤติอย่างไร    อย่างนั้นจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะให้พระภิกษุผิดพระวินัยไปทำอย่างชาวบ้านทำอาหารแจกสงเคราะห์คฤหัสถ์  คิดแต่จะสงเคราะห์คฤหัสถ์   แล้วกิจของพระศาสนาคิดถึงหรือเปล่า  ว่าบวชเพื่ออะไร?

~รู้ไหมว่าพระภิกษุ คือใคร   ถ้ารู้แล้ว   จะให้พระภิกษุมาทำหน้าที่อย่างคฤหัสถ์หรือ    ถ้าจะทำหน้าที่อย่างคฤหัสถ์  ก็ทำได้เมื่อภิกษุรูปนั้นลาสิกขาบท ออกมาเป็นคฤหัสถ์

~พระภิกษุ ไม่ใช่ว่าบวชแล้วอยู่เฉยๆ  แต่ถ้าไม่ศึกษาพระธรรม ก็อยู่เฉยๆ   เพราะฉะนั้น   ก็ต้องพิจารณาจริงๆว่าคนนั้นเป็นพระภิกษุหรือ   หรือว่าเป็นผู้ที่บวชแล้วอยู่เฉยๆ  ก็ไม่ใช่พระภิกษุแน่นอน

~ใครจะคิดอย่างไรก็ตาม  สรรเสริญว่าถูกต้องอย่างไรก็ตาม  ก็ต้องไม่ลืมว่า  แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร  ที่เขาคิด กับ คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว  อะไรถูก   ยังคิดว่าตัวเองถูกหรือ   ก็แปลว่าเป็นความคิดที่สั้นไม่ลึกซึ้ง ไม่รู้ถึงโทษภัยเลยว่าแท้ที่จริงแล้วการกระทำอย่างนั้น (คือ การสงเคราะห์คฤหัสถ์อย่างที่คฤหัสถ์ทำกัน)   เป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่า พระภิกษุในพระธรรมวินัย   จะต้องประพฤติตามพระธรรมวินัย   จึงเป็นภิกษุในพระธรรมวินัย

~ผิดพระวินัยแล้วจะรักษาพระธรรมได้อย่างไร  เพราะฉะนั้น  ใครก็ตามที่ไม่สามารถดำรงเพศของพระภิกษุได้   ก็ไม่ควรทำให้พระธรรมวินัยเศร้าหมองโดยการละเมิดพระธรรมวินัย  ถ้าพระภิกษุมุ่งจะสงเคราะห์คฤหัสถ์ที่เป็นสาธารณสงเคราะห์ นั่น ไม่ใช่กิจของพระภิกษุ  ก็ลาสิกขาบท แล้วก็สงเคราะห์ได้  ไม่ผิดอะไรเลย   เพราะว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคฤหัสถ์   แต่ว่าสำหรับบรรพชิต   ถ้าทำอย่างนั้นดีหรือ?  แล้วใครจะศึกษาพระธรรมวินัย?

~ทำไมคฤหัสถ์ไหว้พระภิกษุ?  ถ้าพระภิกษุเข้าห้างสรรพสินค้าซื้อของ  จะไหว้ไหม?

~เป็นพระภิกษุ  เพื่อศึกษาพระธรรม   เพื่อขัดเกลากิเลส นี่คือ จุดประสงค์ของการบวช เพราะเหตุว่า ถึงแม้ว่าไม่บวชก็ฟังธรรม ขัดเกลากิเลสได้   แต่ที่บวช ก็เพราะเหตุว่ามีความมั่นคงที่จะไม่ประพฤติเหมือนอย่างคฤหัสถ์อีกต่อไปใช่ไหม  จึงขอบรรพชาอุปสมบท(บวช) เพื่อที่จะเป็นคนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~ชาวพุทธ หมายความว่าอะไร? หมายความว่า เป็นผู้ที่เห็นค่าของพระธรรมวินัย   เพราะฉะนั้น จึงทำทุกอย่างเพื่อที่จะดำรงรักษาให้รุ่งเรือง   แต่ว่า ถ้าไม่เข้าใจเลยว่าทำอย่างไรพระพุทธศาสนาจะรุ่งเรือง  ก็เป็นการทำลายแทนที่จะเป็นการทะนุบำรุงให้รุ่งเรือง   เพราะฉะนั้น   ต้องรู้จริงๆ ว่า ไม่มีอะไรประเสริฐเท่าพระธรรมวินัย คือ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  

~เป็นพระภิกษุ    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่าจะไม่ทำอย่างคฤหัสถ์อีกต่อไป แต่จะต้องทำตามพระธรรมวินัยที่ทรงบัญญัติไว้   เพราะเหตุว่าเมื่อได้เข้าใจพระธรรม  มีหรือที่จะไม่เห็นค่าของพระวินัยแต่ละข้อว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อขัดเกลากิเลส   ถ้ายังคงปล่อยปละละเลย แม้ทีละเล็กทีละน้อย นั่นแหละคือตัวกิเลสที่ไม่มีทางจะขัดเกลาออกไปได้

~ถ้าคฤหัสถ์ไม่รู้จักพระธรรมวินัย   และ  พระภิกษุก็ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย  ใครจะรู้    เพราะฉะนั้น   หน้าที่สำคัญของผู้ที่เป็นคนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ก็คือ  ศึกษาพระธรรมด้วยความเคารพอย่างยิ่ง   และไม่ใช่เพียงศึกษา  แต่ต้องประพฤติปฏิบัติตามและกล่าวคำของพระองค์

~พระภิกษุที่ไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้   ดีไหม? ถูกต้องหรือเปล่า?  ก็ต้องตอบ  ซึ่งตอบไม่ยากเลย

~ถ้าไม่ศึกษาพระธรรม   จะรู้ไหมว่าอะไรถูก อะไรผิด?   ไม่มีวันรู้เลย   แล้วใครเป็นผู้ที่ศึกษาพระธรรม?  คือ ผู้ที่เห็นประโยชน์    แล้วพระภิกษุต้องศึกษาหรือไม่?  ยิ่งสมควรจะต้องศึกษา   เพราะฉะนั้น   พระภิกษุเป็นผู้รู้   จึงได้บอกคฤหัสถ์ว่าอะไรถูก  อะไรควร  อะไรผิด  มิฉะนั้นคฤหัสถ์ ก็ไม่รู้    แต่เมื่อพระภิกษุไม่ได้บอกคฤหัสถ์ (เพราะพระภิกษุไม่ได้ศึกษาพระธรรม)   แล้วการที่คฤหัสถ์ จะรู้ได้   ก็ต้องจากพระธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว  เพราะฉะนั้น  พระธรรมวินัย   สำหรับคนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคนที่จะต้องรู้

~ต้องถามผู้ที่เป็นพระภิกษุว่าเป็นพระภิกษุทำไม   อยากรู้เหตุผลจริงๆ   เพราะว่า ถ้าจะทำกิจของคฤหัสถ์แล้วจะเป็นพระภิกษุทำไม   ทำไมถึงเป็นภิกษุ   ทำไมไม่เป็นคฤหัสถ์ในเมื่อชอบกิจของคฤหัสถ์  จะทำกิจของคฤหัสถ์

~ในครั้งพุทธกาล   มีใครบ้างที่ไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทูลขอบรรพชาอุปสมบท(บวช) ว่า จะไปเรี่ยไร จะไปสงเคราะห์ชาวบ้านในลักษณะของคฤหัสถ์?      ไม่มีเลย

~ถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง   แต่คิดว่าผู้นั้นเข้าใจถูก   ก็ไปกันใหญ่   หมายความว่า แก้ ก็ผิดยิ่งขึ้น   จากผิดเดิมก็ผิดซ้ำซ้อนมากยิ่งขึ้น    เพราะฉะนั้น  ต้องไม่ลืมว่า  ผู้นั้นจะต้องเข้าใจจริงๆในพระธรรมวินัย ไม่ว่าคฤหัสถ์หรือบรรพชิต   เพราะเหตุว่า คฤหัสถ์ที่ศึกษาพระธรรม มีความเข้าใจถูกต้อง  กับ  พระภิกษุที่มีชื่อเสียงแต่ว่าไม่ได้เข้าใจพระธรรมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว    จะเชื่อใคร?

~ชักชวนกันบวช ดีไหม? ถูกหรือผิด?  ต้องตรงทุกคำ เพราะฉะนั้น   ถ้ามีใครบอกว่าจะบวช ชื่นชมไหม?    เพราะฉะนั้น    เข้าใจธรรมหรือเปล่า?   ไม่เข้าใจแล้ว บวชทำไม?

 

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง

และ อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ...



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
Nataya
วันที่ 20 ก.ย. 2562

 

        กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
lokiya
lokiya
วันที่ 20 ก.ย. 2562

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
มกร
มกร
วันที่ 20 ก.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
peem
วันที่ 20 ก.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
abhirak
abhirak
วันที่ 21 ก.ย. 2562

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Thanapolb
Thanapolb
วันที่ 21 ก.ย. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง

ขอบพระคุณและอนุโมทนายิ่งครับอาจารย์คำปั่น  และ อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน

แต่ละวรรค แต่ละประโยค  คม ชัด ลึก 

ชาวบ้านเดือดร้อน ก็ยินดีรับวัตถุจากคฤหัสถ์ และยินดีรับพระธรรมจากพระภิกษุ เป็นต้น       ดังนั้น พระภิกษุจึงช่วยเหลือชาวบ้าน โดยให้ความเข้าใจพระธรรม จึงจะสมควร....น้อ อาจารย์

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 21 ก.ย. 2562

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง

และ อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
Selaruck
Selaruck
วันที่ 21 ก.ย. 2562

กราบแทบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่แสดงธรรมที่ตรงยิ่ง ชัดแจ้งยิ่ง

กราบขอบคุณและอนุโมทนาอาจารย์คำปั่นยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
nattawan
nattawan
วันที่ 22 ก.ย. 2562

 ไม่มีอะไรประเสริฐเท่าพระธรรมวินัย คือ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  

อนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ